“เจ๊วรีพรรรณ” อดีตพี่เลี้ยงนางงามเชียงใหม่ สุดช้ำโดนโกงโฉนดที่ดิน หอบเอกสารร้องสื่อฯ หลังถูกหลอกเซ็นชื่อมอบอำนาจ จนเป็นคดีความ ต่อสู้คดีนาน 15 ปี ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม แถมถูกมือมืดย้ายพระพุทธรูปและรูปปั้นเจ้าแม่จามเทวี ออกจากที่ดิน แจ้งความคดีไม่คืบ เตรียมร้องขอความเป็นธรรมกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5

วันนี้ (19 พ.ย.62) ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากนายประพันธ์ บุญสละ หรือ นายแก้วทิพย์ คู่บุญธนา (เจ๊วรีพรรณ) อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 72 หมู่ 4 ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ อดีตพี่เลี้ยงนางงามเชียงใหม่ ซึ่งได้นำเอกสารหลักฐานโฉนดที่ดิน และสิทธิ์การครอบครองที่ดิน มาขอความเป็นธรรม หลังถูกหลอกให้เซ็นหนังสือมอบอำนาจจนเกิดเป็นคดีความ หลังจากคู่กรณีนำเอกสารไปเปลี่ยนแปลงชื่อที่ดินและนำไปจำนองกับธนาคาร จนเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ตั้งแต่ปี 2547 เป็นจนถึงปัจจุบัน รวมเป็นระยะเวลา 15 ปี โดยได้ทำหนังสือร้องทุกข์กับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานหลายภาคส่วน ปัจจุบันคดี ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงร้องเรียนสื่อมวลอีกครั้ง

นายประพันธ์ บุญสละ หรือ นายแก้วทิพย์ คู่บุญธนา หรือ “เจ๊วรีพรรณ” อาชีพพี่เลี้ยงนางงาม ที่ดูแลผู้เข้าประกวดนางสาวเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2527 กล่าวว่า สาเหตุที่ตนเองออกมาร้องเรียนสื่อวลชนครั้งนี้เนื่องจาก ที่ผ่านมาตนเองได้ถูกหลอกให้เซ็นชื่อในหนังสือมอบอำนาจเพียงที่เดี่ยวโดยไม่ได้กรอกข้อความอื่นใดทั้งสิ้น จากนั้นได้มีการนำไปใช้ปลอมแปลงเอกสารกับเจ้าหน้าที่ที่ดินว่าหนังสือมอบอำนาจที่ดินมีการนำไปจำนองกับธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งตนเองไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นและไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว

โดยสาเหตุนั้นสืบเนื่องจากเมื่อ ปี 2547 ตอนนั้นตนเองประกอบกิจการร้านอาหารในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านสันติธรรม อ.เมืองเชียงใหม่ จนเกิดขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่ได้รับการแนะนำจากทางเจ้าของโรงแรมว่าให้นำโฉนดที่ดินมาค้ำประกันไว้ก่อน โดยมีนายทุน (ผู้หญิง) สามารถนำเงินมาให้ได้ ตนเองจึงหลงเชื่อเซ็นหนังสือมอบอำนาจไป เพื่อที่จะนำเงินไปดำเนินงานร้านอาหารต่อ เป็นจำนวน 400,000 บาท โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 3 คิดเป็นเงินทั้งสิ้น ประมาณ 7 แสนบาท ในระยะเวลา 1 ปี พอผ่านไปประมาณ 6 เดือน ตนเองจะขอแบ่งโฉนดที่ดินคืนแต่ทางเจ้าของโรงแรมบอกกันตนเองว่าแบ่งไม่ได้เรื่องก็ติดที่บังคับคดีอยู่หลายปี

นายประพันธ์ บุญสละ หรือเจ๊วรีพรรณ เปิดเผยต่ออีกว่า ตนเองได้ทำการเซ็นหนังสือมอบอำนาจโดยไม่เขียนข้อความใดๆ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านให้แก่นายทุนไป แล้วได้พูดตกลงกันว่าให้เอาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปถอนการยึดที่สำนักงานที่ดินได้เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 เมื่อไปที่สำนักงานบังคับคดี ตนเองก็พบนายทุน เพื่อทำการไถ่ถอนที่ดิน แต่คู่กรณี หรือนายทุนได้บอกว่าตนเตรียมเงินมาไม่พอ จึงได้ขอลดยอดหนี้และตนเองได้ขอหนังสือมอบอำนาจคืนจากนายทุน (ผู้หญิงเจ้าของเงินกู้) แต่ไม่ได้รับการคืนหนังสือมอบอำนาจ

ต่อมาตนเองได้ไปขอเจรจาหนี้ตามโครงการ เจรจาหนี้นอกระบบที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งทางอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้นัดตนเองกับคู่นายทุน(ผู้หญิง)กับคู่กรณี ให้ไปพบที่ห้องประชุมแขวงเม็งรายอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ซึ่งตนเองก็ไปตามนัดแต่คู่กรณีไม่ไปตามนัดตนก็ได้เดินทางกลับ

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 ตนได้เดินทางไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ จึงทราบว่านายทุน(ผู้หญิง)ได้เขียนข้อความในหนังสือมอบอำนาจที่ตนได้เซ็นหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้เขียนข้อความใดๆพร้อมบัตรประชาชนสำเนาบัตรทะเบียนบ้านให้กับนายทุนรับจำนำที่ดิน โดยเขียนข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่า ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แล้วตนพบว่าข้อความในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือของนายทุน จึงรู้ว่าตนเองถูกปลอมลายเซ็นโดยนายทุนเป็นผู้เขียนเองทั้งหมด และให้ตนเองใช้หนี้จำนวน 1,785,000 บาท

ต่อมาถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2547 นายทุน (คู่กรณี) ได้ไปหาตนที่บ้านแล้วถามว่า ต้องการซื้อที่ดินคืนหรือไม่ จากนั้นนายทุน คู่กรณี ได้จากไป หลังจากนั้นตนได้เดินทางไป ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปขอถ่ายสำเนาโฉนดของตนเองจึงได้รู้ว่านายทุนคู่กรณีได้เอาโฉนดที่ดินของตนเองไปจำนองกับทางธนาคารออมสินเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2547 และธนาคารกสิกรไทย จำกัด มหาชนเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2557 และได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายสมบัติ เข็มขาว เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2556 ซึ่งต่อมานายสมบัติ เข็มขาว ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 และเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ได้ไปทำการรังวัดออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2557 โดยในวันรังวัด ตนเองซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินไม่ยอมเปิดประตูให้นายสมบัติ เข็มขาว และเจ้าของที่ดินนำพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปทำการรังวัดในที่ดิน และได้ทะเลาะกันจนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยเจรจา และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินไปทำการรังวัดออกโฉนดที่ดินซึ่งใช้เวลาในการทำการรังวัดออกโฉนดที่ดินประมาณ 2 ชั่วโมง

ตนเองก็ได้ยื่นคำขอคัดค้านการออกรางวัดโฉนดที่ดินในครั้งนั้นแล้วเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2557 โดยได้นำหลักฐานชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมแสดงเอกสารหลักฐานต่างๆ ว่าตนเองถูกโกงที่ดินโดยการหลอกลวงให้โอนที่ดินให้แก่ เจ้าพนักงานที่ดิน โดยได้ชี้แจงว่านายทุน คู่กรณีได้นำโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้กับธนาคารออมสินและบริษัทธนาคารกสิกรไทยซึ่งตนเองได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 ซึ่งต่อมานายทุนคู่กรณีได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายสมบัติ เข็มขาว ซึ่งนายสมบัติ เข็มขาวได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยเจ้าพนักงานที่ดินได้ไปทำรังวัดออกโฉนดแล้ว เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2557 โดยตนเองไม่ยอมให้รังวัดออกโฉนดที่ดินเนื่องจากเรื่องนี้ศาลได้มีคำสั่งตามยอมไว้แล้วแต่นายทุน คู่กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตนจึงขอให้ระงับการรังวัดออกโฉนดที่ดินไว้ก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

นายประพันธ์ บุญสละ หรือ เจ๊วรีพรรณ กล่าวอีกว่า ตนได้ต่อสู้ตามกระบวนทางกฎหมายโดยการมีนำเอกสารไปแจ้งความบันทึกเป็นหลักฐานไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยบังคับคดีตาม และให้ความเป็นธรรมแก่ตนเอง และตนเองได้ทำหนังสือร้องเรียนร้องทุกข์ไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แล้วถึงเรื่องเกี่ยวกับว่าถูกนายทุน ซึ่งเป็นคู่กรณีโกงที่ดินของตนเองโดยการหลอกลวงให้โอนที่ดิน เพื่อร้องขอความเป็นธรรมซึ่งตนเองต่อสู้คดีตั้งแต่ปี 47 จนมาถึงปัจจุบันนี้ เป็นระยะเวลา 15 ปี โดยต่อสู้คดีใช้ทนายไป 10 คนแล้วก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และล่าสุดตนเองได้รับหนังสือคำสั่งของกรมบังคับคดีให้ตนเซ็นยินยอมเพื่อขนย้ายออกจากพื้นที่ ที่ตนต่อสู้และได้ร้องเรียนมาโดยตลอด ตนเองเจ็บช้ำมากและยอมไม่ได้ที่จะต้องสูญเสียที่ดินมรดกของพ่อ – แม่ ที่ได้มอบเอาไว้ให้ เป็นของตนเอง ทั้งที่ถูกหลอกและเชื่ออย่างสนิทใจว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ทำกันเป็นขบวนการและกลุ่มบุคคลเหล่านี้กระทำการหลอกลวงโดยใช้ความเชื่อใจ และใช้ช่องโหว่ทางกฏหมาย คิดหาวิธีที่จะมาเอาที่ดินของตนเองด้วยความโลภ

สำหรับที่ดินดังกล่าว มีเนื้อที่ 2 ไร่ 33 ตรว. ราคาประเมินก็ราวๆ 6 ล้านกว่าบาทแล้วสิ่งปลูกสร้าง อีกเกือบ 3 ล้าน รวมเป็นเงิน กว่า 10 ล้านบาท และอยากถามว่าตนเองไม่เคยรับเงินในการซื้อขายสักบาทเดียว เรื่องมันเริ่มตั้งแต่ที่ตนถูกหลอกให้เซ็นเอกสารมอบอำนาจให้เพียงใบเดียว จนถูกนำไปปลอมแปลงเอกสารไปจดจำนองกับทางธนาคารออมสิน ย้ายไปจดจำนองที่ธนาคารกสิกรไทย โดยไม่เคยส่งเงินแก่ทางธนาคารเลย ตนเองต่อสู้ในชั้นศาลจนศาลมีคำสั่งให้กลุ่มคนดังกล่าวเซ็นคืนหนังสือที่ดินให้แก่ตนภายใน 180 วัน จนเลยเวลาที่กำหนด พอตนเองทราบข่าวอีกที ตอนที่ได้มีการขายที่ดินจากกสิกรไทยให้แก่นายสมบัติฯ ตนเองได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมไปทุกหน่วยงาน ต่อสู้ด้วยตนเองมาโดยตลอดเพื่อเรียกร้องสิทธิในการครอบครองที่ดินคืนจนหลังสุดมีหนังสือคำสั่งให้ตนเองย้ายออกจากที่ดืนซึ่งเป็นของตนเอง และตนเองได้รวบรวมเอกสารในการดำเนินการทุกขั้นตอนทุกอย่างหมดแล้ว และตนเองจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด
เมื่อวันที่ 1 พ.ย.62 ตนเองเดินทางไปประเทศพม่า พอกลับมาที่บ้านพบว่าได้มีมือมืด ทำการลักทรัพย์และทำการขนย้ายสิ่งของเป็นพระพุทธรูป 2 องค์ เจ้าแม่จามเทวีทรงหลังช้างพร้อมบริวารและรูปปั้นสิงห์และเหล่าเทวา โคมไฟ มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ออกจากบริเวณบ้านของตนเอง โดยตนเอง ได้เดินทางไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ แจ้งความเอาผิดกับกลุ่มคนที่ทำการขนย้ายของออกไป ในข้อหาลักทรัพย์ โดยทราบต่อมาในภายหลัง ว่าได้นำไปไว้ที่บริเวณ ศาลเสื้อบ้านของ ม. 4 ต.สันผีเสื้อ อ.เมืองเชียงใหม่
โดยการขนย้ายสิ่งของทั้งหมดออกจากบริเวณบ้านของตน ไปไว้ยังบริเวณที่ไม่เหมาะสมซึ่งตนได้เดินทางไปดูพบองค์พระชำรุดเสียหายหลายรายการ ซึ่งมูลค่าในการจัดสร้างนั้นราว 4 ล้านบาท แต่มันไม่เท่ากับมูลค่าทางจิตใจของตนเองที่ไม่สามารถจะประเมินค่าได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้เรียกตนเองไปสอบสวนเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 62 จนมาถึงทุกวันนี้คดีติดตามกลุ่มคนที่ขนย้ายของของตนออกไปยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
ตนจึงได้ตัดสินใจเดินทางเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมกับทางผู้สื่อข่าว ให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงนำเสนอข่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และถือเป็นคดีตัวอย่างโดยจะได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับ ผบช.ภ.5 และศูนย์ดำรงธรรม จ.เชียงใหม่ เพื่อขอความเป็นธรรมจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้ง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here