ภาระหน้าที่ของตำรวจและพฤติกรรมของโจรร้ายมักขัดแย้งกันเป็นสัจธรรม
ฝ่ายหนึ่งธำรงไว้ซึ่งความสงบ เรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อีกฝ่ายหนึ่งมุ่งก่อความเดือดร้อนให้ประชาชน
ฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ติดตามจับกุมโจรร้ายมาดำเนินคดี แต่อีกฝ่ายหนึ่งมุ่งหาประโยชน์เป็นทรัพย์สินจากการกระทำผิดกฎหมาย อีกทั้งพยายามหลบหนีการจับกุม แต่หากจวนตัวจำเป็นต้อง “สู้ตาย”

โจรร้ายที่จิตใจโหดร้ายในสันดานและไม่หวั่นกลัวตำรวจ ย่อมเกิดความหวั่นไหวในจิตใจของตำรวจไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการฝึกปรือด้านจิตใจ ตลอดทั้งการฝึกการต่อสู้ทั้งมือเปล่าและอาวุธจากโรงเรียนตำรวจ

โจรร้ายในสารบบของตำรวจเมืองเชียงใหม่ที่จิตใจเหี้ยมโหดเป็นที่หวั่นไหวของประชาชนทั่วไปในยุคปี พ.ศ.๒๕๒๐ เศษ จนต้องหวังพึ่งตำรวจที่มีชื่อว่า นายวิสูตร ธรรมชัย

ส่วนตำรวจที่สามารถปราบเสือร้านตนนี้ได้ ชื่อว่า พ.ต.ท.ชาญ คำวรรณ ซึ่งเป็นยศในปี พ.ศ.๒๕๒๔ หรือ ๒๒ ปีที่แล้ว โจรร้าย วิสูตร ธรรมชัย เป็นชาวอำเภอสันทราย เริ่มก่อคดีมาเมื่อเริ่มเข้าเป็นวัยรุ่น รูปร่างเล็กบาง สะโอดสะอง ผิวขาว พูดน้อย นิสัยไม่กลัวคนและไม่กลัวตำรวจ มักไม่ชอบอ้อนวอนหรือต่อรอง ดังคราวหนึ่งถูกตำรวจจราจรจับกุมรถจักรยานยนต์หลายข้อหา ค่าปรับเหยียบสองพันบาทหากเป็นคนอื่นคงต้องออดอ้อนตำรวจขอต่อรองลงสักร้อยก็ยังดี แต่ไม่ใช่วิสัยของโจรวิสูตร สีหน้าเรียบเฉยเดินลงจากโรงพักกองเมืองเชียงใหม่ ถอดสร้อยคอทองคำจากคอไปจำนำนำเงินมาจ่ายค่าปรับด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่จิตใจคั่งแค้นสุดขีด

คนประเภทนี้น่ากลัวมาก
ประวัติด้านอาชญากรรม ก่ออาชญากรรมทุกประเภทที่ได้เงิน ปล้นรถสองแถว ชิงทรัพย์ ระยะหลังเป็นมือปืนรับจ้างยิงคนตายมาหลายคน คดีที่ทำให้ตำรวจต้องล่าตัวโจรวิสูตรอย่างหนัก คือ กรณียิงนายอินถา ศรีบุญเรือง ผู้นำสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาแห่งประเทศไทยเสียชีวิต เหตุเกิดที่เขตอำเภอสันทราย โดยทำทีเป็นซื้อบุหรี่และจ่อปืนยิงเข้าที่ศรีษะ เสร็จแล้วเดินขึ้นรถเพื่อนที่ติดเครื่องรออยู่หลบหนีไป คดีนี้เองส่งผลให้นักศึกษาเดินขบวนกดดันรัฐบาลจนต่อมาทางตำรวจจับกุมตัวนายวิสูตรได้ แต่คดีนี้หลักฐานไม่พอ ศาลจึงยกฟ้องปล่อยตัวจำเลยไป ทำให้นายวิสูตรลำพองใจ คราวหนึ่งพร้อมกับเพื่อนชื่อแดง เป็นโจรแม่ริม ขับรถฝ่าฝืนป้ายจราจรเข้าถนนกำแพงดิน ตำรวจจราจรที่รักษาการอยู่ขับรถจักรยานยนต์ติดตามจับกุม โจรวิสูตรหยุดรถดักยิงตำรวจเสียชีวิตถึง ๒ คน อีกคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัสเป็นอัมพาตและต่อมาฆ่าตัวตาย ส่วนเพื่อนชื่อแดง ถูกตำรวจยิงตาย สมัยนั้น พล.ต.ต.สุพรรณ ปองทอง เป็นผู้กำกับการฯเชียงใหม่ ระดมตำรวจล่าโจรวิสูตรตลอดคืน ตำรวจนายหนึ่งถูกโจรวิสูตรปาระเบิดมือใส่เข้าแสกหน้า โชคดีที่ไม่ระเบิดเพียงคิ้วแตกเท่านั้น จนเช้าตรู่โจรวิสูตร ปลอมตัวเป็นคนรับซื้อของเก่าเปิดวิทยุฟังเพลงผิวปากจะผ่านด่านตำรวจ ตำรวจนายหนึ่งเอะใจจึงร้องเรียกและวิ่งไล่ตะครุบโจรวิสูตรได้ ซึ่งกว่าจะนำตัวส่งนายร้อยเวรดำเนินคดีโจรวิสูตรถูก “ยำ” จนหน้าเละเทะ ด้วยเหตุผลว่า “คนร้ายต่อสู้ไม่ยอมให้จับกุมโดยง่าย”

แต่โจรร้ายที่มากด้วยประสบการณ์อย่างโจรวิสูตร มีหรือจะยอมเจ็บตัวฟรี ไม่นานหลังจากบาดแผลหายได้จ้างทนายฟ้องศาลกล่าวหาตำรวจร่วมกันทำร้ายร่างกาย ผู้ถูกฟ้องหลักๆ คือ พ.ต.ท.ชาญ คำวรรณ รองผู้กำกับฯ เชียงใหม่ และ พ.ต.ท.พิมล สินธุนาวา สารวัตรใหญ่ สภ.อ.เมืองเชียงใหม่ คำฟ้องปรากฏหลักฐานพร้อมมูล ส่งผลให้เกิดความอึดอัดทั้งนายตำรวจที่ถูกฟ้องและศาลซึ่งต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย

จนนำมาซึ่งจุดจบของโจรร้ายนี้
ขณะที่โจรวิสูตร ธรรมชัย อาละวาด มือปราบที่ได้รับมอบหมายให้ตามล่าโจรวิสูตร คือ พ.ต.ท.ชาญ คำวรรณ รองผู้กำกับการฯ เชียงใหม่

ประวัติมือปราบ พ.ต.ท.ชาญ คำวรรณ
ยศสุดท้ายขณะเกษียนเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่งรองผู้กำกับการ เกิดที่อำเภอป่าซาง จ.ลำพูน ต่อมาอายุ ๓ เดือน ย้ายมาที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เข้าเรียนระดับประถมศึกษา ที่ ร.ร.ในหมู่บ้าน ต่อมาเข้าเรียนระดับมัธยม ที่ ร.ร.ยุพราชวิทยาลัยในตัวเมืองเชียงใหม่ จนจบชั้น ม.๖ ระหว่างนั้นได้รู้จักกับ พ.ท.สุวรรณ สุนทรเภสัช (ชุนสุนทรเภสัช) ซึ่งมาเปิดคลินิคอยู่ใกล้บ้านที่สันป่าตอง และ พ.ท.สุวรรณ ชวนไปเรียนที่กรุงเทพฯ จึงไปเข้าเรียนต่อที่ ร.ร.ไพศาลศิลป์ โดยระยะแรกพักที่บ้านญาติของ พ.ท.สุวรรณฯ ต่อมารู้จักกับ พระมหาปรีดี อยู่วัดบรมนิวาส ใกล้ตลาดโบ้เบ้ จึงขออาศัยอยู่ด้วยที่วัดบรมนิวาส ต้องนอนชานกุฏิที่ฝนตกสาดเปียกมาเกือบ ๖ เดือนจึงย้ายไปอยู่หอพัก เรียนจบ ม.๘ ด้วยเหตุผลว่าอยากเป็นตำรวจ จึงสมัครเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่ตกตรวจโรค เนื่องจากเป็นโรคสายตาฝ้า (นีบูล่า) ตอนนั้นเสียใจมากจึงเดินทางกลับบ้านที่สันป่าตองเชียงใหม่เพื่อตั้งหลักก่อน

พ.ต.อ.ชาญฯ เล่าเรื่องความอยากเป็นตำรวจว่า
“อยากเป็นตำรวจมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว เนื่องจากตอนเด็กเคยประทับใจตำรวจที่สันป่าตองคนหนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันว่า หมู่แก้ว ยศแค่สิบตำรวจโท ละแวกบ้านสมัยก่อนมักมีพวกเกเรอันธพาล คราวใดที่หมู่แก้วขี่รถจักรยานมาตรวจในหมู่บ้านพวกเกเร พวกขี้เมาทั้งหลายจะบอกต่อๆกันว่า หมู่แก้วมาๆ พากันวิ่งหลบซ่อนตัวอย่างหวาดกลัว ไม่กล้าสู้หน้าหมู่แก้ว ชาวบ้านอื่นก็แตกตื่นกันทั่ว หมู่แก้วเป็นคนทำงานจริงจัง เหตุผลอีกส่วนหนึ่งคือ อาชีพตำรวจมีอำนาจหน้าที่สามารถคุ้มครองตัวเองและญาติพี่น้องได้ พอสอบเป็นนายตำรวจไม่ได้ก็เสียใจและคว้างกันอยู่พักใหญ่ เมื่อหายเสียใจก็ไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมัยก่อนเป็นมหาวิทยาลัยเปิดสมัครเข้าเรียนได้เลย ภายหลังแยกเปลี่ยนไปเรียนที่รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เรียนอยู่ ๕ ปีก็จบกฎหมาย เมื่อจบแล้วไปเข้าทำงานกรมชลประทานอยู่ ๑ ปี ต่อมาเปลี่ยนอาชีพไปเป็นทนายความอยู่ ๓ ปี ปรากฏว่าไปทะเลาะกับลูกความคนหนึ่ง จึงลาออกไปสมัครเป็นนายทหารที่ศูนย์รักษาความปลอดภัย เป็นได้ ๑ ปี ต่อมาโอนมาเป็นตำรวจ อยู่กองคดีกรมตำรวจและย้ายมาประจำที่ สภ.อ.เมืองเชียงใหม่ ยศ ร.ต.ท. เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ หลังจากนั้นย้ายไปจังหวัดแพร่, ลำพูน, ขึ้นตำแหน่งรองผู้กำกับที่เชียงใหม่ ขึ้นผู้กำกับที่พะเยา

“ขณะเป็นพนักงานสอบสวนกองเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๕๑๑ สมัยนั้น ผกก.เชียงใหม่ คือ พ.ต.อ.แม้น เพ็ญยโชติ นายตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนเข้าเวรมีอยู่ด้วยกัน ๖ คน คนหนึ่งไปช่วยงานด้านอื่นต้องเข้าเวรกัน ๕ คน สลับกันผลัดละ ๒๔ ชั่วโมง ที่จำได้มี ปกรณ์ เพากัน, จำลอง มณีวรรณ, อำนวย สุขเจริญ และเจริญ จำนามสกุลไม่ได้ ผู้บังคับกอง คือ ร.ต.อ.สุภัทร์ ตันตรวานิช มี ร.ต.อ.สิน หาทยา เป็นรองผู้บังคับกองเวรสอบสวนในรุ่นนั้นเป็นงานหนักมากสำนวนคดีปีละประมาณ ๓ พันคดี รถยนต์สำหรับร้อยเวรก็ไม่มี ทั้งโรงพักมีรถยนต์แลนด์โรเวอร์เพียงคันเดียวใช้ทุกภารกิจของโรงพัก หากผู้บังคับกองนำออกตรวจท้องที่ ก็ต้องโดยสารรถสี่ล้อรับจ้างไปดูที่เกิดเหตุ และเนื่องจากผลจบนิติศาสตร์มา จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้ว่าคดีสำหรับศาลแขวง สมัยก่อนการฟ้องศาลแขวงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สอบปากคำผู้ต้องหา ร่างฟ้อง นำตัวฟ้องศาลที่หน้าศาลากลางเก่า ให้ศาลลงโทษเป็นอันเสร็จขั้นตอน ผู้พิพากษาในรุ่นนั้นก็ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนกฎหมายจากธรรมศาสตร์ด้วยกัน ที่จำได้ก็มี ท่านสมศักดิ์ วิทุรัตน์, ท่านสะสม ศิริเจริญ มักรู้จักและสนิทสนมกัน เลิกงานเย็นก็นัดทานข้าวกัน กลางคืนก็ไปหากาแฟดื่มกันที่บลูมูนบ้าง รินแก้วบ้างหรือไม่ก็วีไอพี

“ส่วนผู้กำกับเชียงใหม่ พ.ต.อ.แม้น เพ็ญยโชติ ไม่ทราบว่าชอบผมยังไง เวลามีเหตุคดีเกิดขึ้นไม่ว่าจะลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ มักเรียกผมไปพบที่เกิดเหตุ สั่งการให้ตามคนร้ายให้ได้ และผมมักตามคนร้ายได้ในเวลาไม่นาน คาดว่าด้วยความไว้วางใจในเรื่องนี้ วันหนึ่งเรียกผมไปพบและบอกให้เป็นหัวหน้าชุดสายสืบ ให้ดูแลบังคับบัญชานายสิบชุดสืบสวน ดังนั้นจึงต้องหน้าที่ ๓ หน้าที่ คือ พนักงานสอบสวนต้องเข้าร้อยเวร, ผู้ว่าคดีศาลแขวง และหัวหน้าชุดสืบสวน ชุดสืบสวนในขณะนั้นที่มีชื่อเสียง คือ จ.ส.ต.ไสว ใจคำ

“จะว่าเป็นดวงทางด้านวิสามัญฯ ก็ว่าได้ เป็นตำรวจได้ไม่นานก็ต้องปะทะยิงคนร้าย วันหนึ่งไปสอบพยานที่อำเภอจอมทอง แวะเยี่ยมพ่อที่อำเภอสันป่าตอง ขณะเดินออกจากบ้านจะกลับ พบจ.ส.ต.นิรันดร์ ตำรวจสภ.อ.สันป่าตอง วิ่งหน้าตื่นมาบอกว่า คนร้ายมีอาวุธปืนชิงทรัพย์จักรยานได้ยิงเจ้าทุกข์บาดเจ็บสาหัส วิ่งหลบหนีมาทางใกล้บ้าน จ่านิรันดร์บอกด้วยว่า ปืนยาวคาร์บินที่วิ่งถือมาด้วย ยิงใส่คนร้ายกระสุนหมดแล้ว ส่วนปืนผมเป็นปืนลูกโม่ .๓๘ บรรจุได้ ๕ นัด จึงแลกปืนกับจ่านิรันดร์ เนื่องจากโดยจิตวิทยาแล้ว คนร้ายมักกลัวปืนยาวมากกว่า และวิ่งไล่ตามคนร้ายไปกับจ่านิรันดร์ ดักกันคนละทาง ทั้งที่รู้ว่าปืนไม่มีกระสุนแต่ก็อาศัยใจกล้า วิ่งดักหน้าคนร้ายและแกล้งประทับปืนจะยิง คนร้ายเห็นก็กลัวทั้งๆที่มีปืนแต่ไม่กล้ายิงใส่ หันหลังวิ่งไปอีกทางพบว่านิรันดร์ที่ดักอยู่ ถูกจ่านิรันดร์ยิงถึงแก่ความตาย เหตุการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ก็เกิดขึ้นและต้องเขเาไปมีส่วนร่วมด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“การทำงานหัวหน้าชุดสืบสวนในปี พ.ศ.๒๕๑๑ เรื่อยมา สมัยนั้นคนร้ายเริ่มมีการลักรถกันแล้ว ทั้งรถจักรยานและรถมอเตอร์ไซค์ บางวันวันหนึ่งหายถึง ๓ คัน คนร้ายมักเป็นคนทางอำเภอสารภี โดยเฉพาะบ้านขัวมุง เขตติดต่ออำเภอหางดง เป็นแหล่งซ่อนรถที่ลัก หากรับแจ้งมักต้องพาตำรวจนอกเครื่องแบบไปดักที่บริเวณโรงเหล้าเก่าถนนช้างคลาน ซึ่งเป็นบริเวณป่า เรียกกันว่า เป็นทางโจร คนร้ายมักใช้เส้นทางขี่ออกไปทางตำบลป่าแดดไปออกอำเภอสารภี สมัยนั้นคนร้ายลักรถคนหนึ่งเป็นลูกนายทหาร ที่ประวัติลักรถเยอะ แต่ไม่มีหลักฐานและโอกาสที่จะจับ วันหนึ่งไปดักที่ใกล้โรงเหล้าพร้อมกับชุดจ่าไสว ใจคำ พบคนร้ายนี้ขี่รถจักรยานยนต์มา จึงเรียกให้หยุด คนร้ายกลับชักปืนมายิงใส่ จึงยิงสวนไปเข้าที่ลำตัวหลายนัด และทำแกล้งตายสักครู่ เมื่อชาวบ้านออกมามุงดู ก็ลุกนั่งตะโกนว่า รองชาญยิงๆ ต้องนำตัวขึ้นรถให้ชุดสืบสวนคุมไปโรงพยาบาล ต่อมาจึงทราบว่าคนร้ายคนนี้เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล รายนี้ร้ายสุดๆเลย พ่อคนตายไปร้องเรียน ส.ส.สมัยนั้น แต่ด้วยความร้ายกาจของมันทำให้ไม่เป็นผล สมัยก่อนคนร้ายมักร้ายเอามากๆ และชาวบ้านมักดีใจที่ตาย”

พ.ต.อ.ชาญ คำวรรณ กล่าวถึงการทำงานปราบปรามแบบเด็ดขาดเช่นนี้ ไม่ง่ายที่ตำรวจทุกคนจะทำได้ อย่างน้อยต้องใจชอบและมุ่งมั่นเข้าหางาน หรืออาจพูดได้ว่าเรื่อง “ดวง”
“การไปตามจับผู้ต้องหามักกระทำได้ยาก ส่วนหนึ่งเพราะคนร้ายจิตใจโหดเหี้ยมและมักมีอาวุธปืนกันเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ยอมให้จับโดยง่ายมักมีการยิงต่อสู้ หรือหากไปที่บ้านมักปิดประตูบ้านเงียบไม่ยอมเปิดและมักวิ่งหนีเข้าป่าหลังบ้าน การติดตามจับกุมถึงขนาดบางครั้งต้องแต่งตัวเป็นพระ บอกว่ามีโยมฝากของมาให้ ล่อให้คนร้ายเปิดบ้านมาพบ หลังจากนั้นจึงเข้าจับ หากไม่ยอมจับทำวิสามัญฯ

“คดีลักรถ มีมากถึงวันละ ๓-๔ ราย ชุดสืบสวนทั้งของกองเมืองและกองกำกับรวม ๒ ชุดก็ยังเอาไม่อยู่ “คดีอาชญากรรมเกิดขึ้นมาก จนต้องมีการข่มขู่ โดยการนำศพคนร้ายไปแขวน ๔ มุมเมืองตามแจ่งต่างๆ กับอีกคราวหนึ่งจัดการ ๕ ศพ ที่ชาวเชียงใหม่รับรู้กันทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่มักเห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้ ในชีวิตราชการได้ ๒ ขั้นถึง ๑๕ ครั้ง”

ปี พ.ศ.๒๕๑๔ ช่วงที่โจรผู้ร้ายกำลังอาละวาดไปทั่ว ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้บังคับกอง สภ.อ.สูงเม่น จังหวัดแพร่เป็นผู้ปราบเสือสมบูรณ์ลายทอง โจรร้ายที่ออกปล้นหลายท้องที่และข่มขืนครูที่อำเภอร้องกวาง
ช่วงเป็นรองผู้บังคับกอง สภ.อ.เมืองลำพูน ร.ต.อ.ชาญ คำวรรณ ได้เป็นตัวจุดชนวน นำตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาเดินขบวนประท้วงและประชดรัฐบาลที่ปล่อยตัวผู้ต้องหาตามแรงกดดันของนักศึกษา จนต่อมามีตำรวจจากทั่วประเทศมาร่วมชุมนุมประท้วงกันที่หน้าศาลากลางจังหวัดลำพูน เป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศ

นั่นคือประวัติของนายตำรวจที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยว เป็นมือปราบโจรตัวยงและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับโจรผู้ร้ายได้ทุกคนและทุกเมื่อ จึงเป็นการเผชิญหน้าของโจรร้ายที่มีนามว่า “นายวิสูตร ธรรมชัย” กับนายตำรวจมือปราบที่ชื่อ “พ.ต.ท.ชาญ คำวรรณ”

จุดจบของโจรวิสูตร ธรรมชัย มีขึ้นเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๒๔
“ชิงผู้ต้องหาฆ่าตำรวจหน้าศาล “เป็นพาดหัวข่าวของ หนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเชียงใหม่
รายละเอียดของข่าว ระบุว่า เมื่อเวลา ๑๔.๐๐ น. ของวันที่ ๔ ธันวาคม ขณะที่ จ.ส.ต.สิทธิพงศ์ จันทวรรณ เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลจังหวัดเชียงใหม่ ขับรถของเรือนจำชนิดมีลูกกรงเหล็กล้อมรอบตัวถังนำผู้ต้องหาคดีสำคัญ คือ นายวิสูตร ธรรมชัย ซึ่งถูกจับกุมในคดีฆ่าเจ้าพนักงานและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งศาลได้นัดมาพิจารณาคดีต่อที่ศาลจังหวัด แต่ศาลได้เลื่อนการพิจารณา จึงนำตัวนายวิสูตรเพื่อจะกลับไปควบคุมไว้ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ต่อไป โดยมี จ.ส.ต.อัมพร ยิ่งรักชัย ตำรวจศาลอีกคนหนึ่งนั่งควบคุมตัวไปด้วยโดยนายวิสูตร ถูกใส่โช่ตรวนที่ขาทั้งสองข้าง

ขณะที่ จ.ส.ต.สิทธิพงศ์ ขับรถนำนายวิสูตรไปถึงสี่แยกไฟแดงหน้าศาลากลางจังหวัดเก่า ได้มีคนร้ายประมาณ ๓-๔ คน ขับรถยนต์เก๋งตามหลังมาแล้วขึ้นประกอบรถของเรือนจำ ใช้ปืนจี้ขู่บังคับให้ จ.ส.ต.สิทธิพงศ์ และ จ.ส.ต.อัมพร ให้ขับรถไปถึงสี่แยกถนนหลังสำนักงานไร่ยาสูบ และบังคับให้ จ.ส.ต.สิทธิพงศ์ จอดรถ คนร้ายได้เข้ามาปลดเอาปืนพกประจำตัวของ จ.ส.ต.สิทธิพงศ์ ไป และนำตัวนายวิสูตรไปนั่งในรถเก๋งขับหลบหนีไปทางช้างเผือก

จ.ส.ต.สิทธิพงศ์ และ จ.ส.ต.อัมพร ได้แจ้งให้นายร้อยเวร สภ.อ.เมืองเชียงใหม่ทราบ และออกติดตามคนร้าย พร้อมทั้งวิทยุสั่งการให้สกัดจับคนร้ายรายนี้กันทั่วเมืองเชียงใหม่

วันรุ่งขึ้น ๖ ธันวาคม ๒๕๒๔ หนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ พาดหัวข่าว “เผยบัญชีดำ นายตำรวจเชียงใหม่ เจ้าพ่อคุกขึ้นบัญชีเก็บ” เจ้าพ่อคุกที่ว่านี้ไม่แคล้วคือ โจรวิสูตร ธรรมชัย ซึ่งสื่อมวลชนต่างให้เกียรติเป็นเจ้าพ่อคุก
รายละเอียดข่าว ต่อจากเหตุการณ์เมื่อวันก่อน ว่า
หลังจากคนร้ายพานายวิสูตร หลบหนีไปแล้ว ตำรวจทั้งสองได้รุดไปแจ้งที่โรงพักกองเมือง ขณะนั้น ร.ต.อ.ชาญ บุญแรม เป็นสารวัตรปกครองป้องกัน ได้รายงานให้ พล.ต.ต.ประกอบ ชูเทศะ, พล.ต.อ.สุพรรณ ปองทอง รองผบก.ภ.๗ และ พ.ต.ท.ชาญ คำวรรณ รองผู้กำกับการฯเชียงใหม่ทราบ และเร่งติดตามคนร้าย

ข่าวบอกว่า กระทั่ง “สาย” ของ พ.ต.ท.ชาญ คำวรรณ ซึ่งออกติดตามคนร้ายไปทางหมู่บ้านโป่งน้อย สอบถามชาวบ้านทราบว่าเห็นมีคนขับรถเก๋งสีแดงลักษณะตรงกับรถที่คนร้ายใช้เป็นพาหนะไปจอดใกล้ๆ โรงโม่หินแล้วมีคน ๓-๔ คน ลงจากรถเข้าป่าข้างทางไป จากนั้นรถเก๋งคนนั้นก็มีคนขับจากไป พ.ต.ท.ชาญ คำวรรณ ได้นำกำลังตำรวจเข้าค้นหาคนร้ายในป่าละเมาะที่รับแจ้งพบชายทั้ง ๔ คน ได้ระดมใช้อาวุธปืนยิงใส่ตำรวจ จึงเกิดการยิงต่อสู้กันขึ้น ครู่เดียวเสียงปืนทางฝ่ายคนร้ายได้เงียบเสียงลง ซึ่งอาจจะกระสุนปืนหมดสถานหนึ่ง หรือ ถูกยิงตายทั้งหมดอีกสถานหนึ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปก็พบร่างของนายวิสูตร ธรรมชัย ถูกกระสุนปืนของตำรวจเสียชีวิตอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ ในมือกำอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ไว้ ๑ กระบอก ซึ่งใช้ยิงต่อสู้กับตำรวจ ในลูกโม่มีกระสุนอยู่ ๓ นัด และปลอกที่ยิงแล้วอีก ๒ ปลอก ที่เอวยังมีปืนลูกซองพกอีก ๑ กระบอกด้วย ซึ่งต่อมา นายแพทย์มงคล ณ สงขลา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้าร่วมชันสูตรพลิกศพ

นอกจากนี้ข่าวจากเรือนจำเชียงใหม่ บอกว่าพบสมุดบันทึกของนายวิสูตร ธรรมชัย ซึ่งได้บันทึกคนที่หมายหัวไว้ เช่น พ.ต.อ.สุพรรณ ปองทอง, พ.ต.ท.พิมล สินธุนาวา, พ.ต.ท.ชาญ คำวรรณ, ร.ต.อ.สิทธิพร ศรีจันทร์, พ.ต.ต.ปราโมทย์ สุคนธมาล โดยนายวิสูตร มีความอาฆาตแค้นนายตำรวจเหล่านี้และหากตนเองรอดจากคดีนี้ไปจะตามล้างแค้นให้จนได้

นั่นคือ ข่าวด้านการเสียชีวิตของโจรวิสูตร ธรรมชัย โจรร้ายในช่วงหลังปี พ.ศ.๒๕๒๐ ที่ร้ายจริงๆ จนต้องถูกปราบด้วยฝีมือของมือปราบที่ชื่อ พ.ต.ท.ชาญ คำวรรณ เบื้องหลังการปราบโจรวิสูตรนี้ ชาวเมืองเชียงใหม่ที่สนใจข่าวสารด้านตำรวจ เล่ากันเป็น ๒ กระแส

กระแสหนึ่งอาจเป็นการชิงตัวของพรรคพวกโจรวิสูตร ตามที่ให้ “เป็นข่าว” แต่ก็แปลกใจกันที่ ตำรวจ ๒ นายที่ควบคุมตัวโจรวิสูตร ยินยอมให้กลุ่มโจรชิงตัวโจรวิสูตรไปได้โดยง่าย มิได้ต่อสู้ขัดขวางแต่ประการใด จุดด้อยประการที่สอง คือ นับแต่วันเกิดเหตุจนปัจจุบัน ยังไม่พบตัวของกลุ่มคนร้ายที่ชิงตัวโจรวิสูตรแต่อย่างใด จึงเป็นมูลเหตุแคลงใจว่ามีจริงหรือไม่
กระแสที่สอง มักพูดกันในหมู่ “วงใน” ที่ได้ข้อมูลสายตรง ฟันธงไปว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ทำเป็นเรื่องชิงตัวโจรวิสูตร และทำเป็นเรื่อง “วิสามัญฆาตกรรม” เหตุผลของกระแสนี้ เนื่องจากโจรวิสูตร ร้ายเหลือกำลังก่อกรรมทำเข็ญต่อประชาชนมาเยอะ หากหลุดรอกจากเรือนจำมาสู่สังคมก็จะยิ่งทำให้สังคมเดือดร้อน มีคนล้มตายไปอีกไม่น้อย กลุ่มกระแสนี้เห็นพ้องกันว่าเหมาะสมและเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ตำรวจจะกระทำเช่นนั้น

เมื่อสอบถามมือปราบ พ.ต.อ.ชาญ คำวรรณ ได้ความที่ชัดเจนแต่คลุมเครือว่า “ไอ้วิสูตรมันโหดเหี้ยมมากในสมัยนั้น มันกำลังหาทางแหกคุก หากออกมาได้มันได้เขียนบันทึกไว้ว่ามันจะตามยิงนายตำรวจที่จับมันติดคุก มีชื่อผมรวมอยู่ด้วย สมัยนั้นแม้แต่ผู้พิพากษาเองก็อึดอัดใจ เพราะความร้ายกาจของมัน มันไม่ควรอยู่ในโลกนี้ เพราะทำบาปทำกรรมไว้มาก เคยเป็นมือปืนรับจ้าง เคยปล้นฆ่ามานับครั้งไม่ถ้วน จิตใจเหี้ยมโหดเกินมนุษย์ทั่วไป สังคมก็หวังเพียงตำรวจเท่านั้น ที่จะปัดเป่าเรื่องพวกนี้ได้ หากตำรวจไม่เป็นที่พึ่งนการปราบโจร โจรพวกนี้ก็จะเหิมเกริม ปล้นฆ่าคนไม่มีที่สิ้นสุด ตอนมันตาย ชาวเชียงใหม่ต่างยกมือท่วมหัวพูดเหมือนกันว่าตายได้เสียที”

Cr.เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๑๓ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม๕)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here