ตุงกระด้าง ตุงตะขาบ และตำข่อน

ก่อนอื่นขออธิบายความหมายของคำว่า “ตุง” สักนิดว่าคืออะไร

“ตุง” หรือ “ทุง” บางตำนานสะกด “ธุง” เป็นภาษาถิ่นภาคเหนือ หมายถึง “ธง” นั่นเอง ในกลุ่มวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ตุงเป็นเครื่องถวายบูชากันมาก แต่ก็มีวัตถุประสงค์การใช้สอยที่แตกต่างกันไป

จากหลักฐานจารึกและพิธีกรรมความเชื่อที่ปรากฏพอสรุปได้ว่า การสร้างตุงและการใช้ตุงนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการบูชาพระธาตุ บูชาพระพุทธรูป ปักประดับในงานเฉลิมฉลองศาสนสถาน การขอเข้าถึงพระนิพพานความเชื่อเรื่องการเกาะชายตุงไปสวรรค์ขณะอยู่ในยมโลก การสืบชาตาต่ออายุสะเดาะเคราะห์ การอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ฯลฯ

ดังนั้นการใช้ตุงจึงเกี่ยวข้องทั้งกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนาและเกี่ยวข้องทั้งประเพณีชีวิต

ตุงจึงทำด้วยวัสดุอันหลากหลาย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และประเพณีที่กำหนด เช่น ผ้า กระดาษ ไม้ โลหะ เป็นต้น

สำหรับ “ตุงกระด้าง” ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้ ชื่อก็บอกแล้วว่าทำด้วยวัสดุที่คงทน ได้แก่แผ่นไม้ ฉลุตกแต่งด้วยแผ่นโลหะประเภททองจังโก (ทองสักโก) ปิดทับบนกระจกจืน (กระจกตะกั่ว) สีสันต่างๆ เป็นพื้นหลัง ฉลุเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษา ลายเครือเถา ลายกระหนก ลายนาคเกี้ยว ลายรูปสัตว์ ในยุคหลังๆ เกิดความนิยมเพิ่มรูป 12นักษัตร หรือสัตว์ประจำปีเกิดของผู้ถวายตอนบนหรือล่างของแผ่นตุงด้วย

ซึ่งตุงกระด้างจัดว่าเป็น “ตุงมงคล” ประเภทหนึ่ง

อย่าไปสับสนกับตุงอีกประเภทหนึ่ง ที่ใช้วัสดุแบบ “กระด้าง” สร้างเหมือนกัน แต่เป็นตุงอวมงคล หรือใช้ในงานศพ หากทำด้วยสังกะสีจะเรียกว่า “ตุงเหล็ก” และหากสร้างด้วยแผ่นทองเหลืองเรียก “ตุงตอง” ตุงเหล่านี้มีขนาดเล็กไม่นับรวมจัดอยู่ในกลุ่มของ “ตุงกระด้าง” เป็นอันขาด

รูปร่างของตุงกระด้างมักทำผืนตุงยาวและแคบ มีทั้งสร้างให้ส่วนหัวกว้างกว่าส่วนหางด้านล่าง และมีทั้งกว้างเท่ากันตลอดทั้งผืน ยอดบนสุดของส่วนหัวและล่างสุดทำเป็นรูปกรวยสามเหลี่ยม

ตุงกระด้างมักมีขนาดใหญ่ สูงตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไปจนถึง 9 เมตร การทำตุงกระด้างต้องใช้ทุนทรัพย์และฝีมือทักษะเชิงช่างในการสร้างสูงมาก ดังนั้นผู้ที่สร้างอุทิศถวายมักเป็นบุคคลที่มีฐานะ มั่งคั่ง หรือผู้มีอำนาจทางสังคม คือเจ้าเมือง คหบดี หรือเจ้าอธิการวัด

รูปลักษณะโดยรวมของตุงกระด้างนั้นมีส่วนคล้าย “ตุงตะขาบ” ของชาวมอญอยู่มากทีเดียว กล่าวคือมีแผงปีกข้าง และมีลายประดับที่ส่วนปลายทั้งสองด้านบน-ล่างเป็นรูปเรียวแหลมขนาดเหมาะกับเสา ซึ่งชาวไทใหญ่ก็มีตุงประเภทนี้เรียกว่า “ตำข่อน” (จะแปลว่าตุงขาบ หรือตุงตะขาบ อย่างไรก็ไม่ทราบได้ เพราะยังไม่มีโอกาสสอบถามปราชญ์ไทใหญ่ เพียงแต่เห็นว่ารูปอักษรระหว่างตุงตะขาบ กับตำข่อนนั้นคล้ายกัน)

กล่าวง่ายๆ ก็คือทั้งตุงกระด้างของล้านนา ตุงตะขาบของมอญ และตำข่อนของไทใหญ่ ต่างก็ทำขึ้นเพื่อใช้แขวนติดกับแท่งเสาซึ่งมีทั้งเสากลม สี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม ที่ปลายยอดแกะสลักเป็นรูปหงส์ นานๆ ทีจึงจะพบรูปที่แปลกออกไปบ้าง เช่นรูปเทพนม หรือนกหัสดีลิงค์ ฯลฯ

ส่ิงที่น่าสนใจคือตุงกระด้างมักสร้างถวายเป็นคู่ๆ มักไม่ค่อยพบแบบเดี่ยวๆ มีทั้งวางไว้หน้าฐานชุกชีขององค์พระประธาน หรือวางไว้หน้าโบสถ์วิหาร บางแห่งทำไว้ที่ลานพระธาตุเจดีย์ ดังเช่นตุงกระด้างชิ้นนี้เคยถวายทานแด่พระบรมธาตุหริภุญไชย

ประเพณีการถวายตุงกระด้างเป็นวัฒนธรรมที่ชาวล้านนารับมาจากชาวมอญ พม่า และไทใหญ่ ที่นิยมสร้างตุงกระด้างสำหรับบูชาพระรัตนตรัยอย่างถาวรมาก่อนแล้ว

ทายาทของธงปฏากจากอินเดีย

ก่อนจะเป็นตุงตะขาบในวัฒนธรรมมอญ ชาวอินเดียยุคโบราณเคยมีธงประเภทหนึ่งเรียกว่า “ปฏากะ” หรือ “ปตากา” นักวิชาการเรียกว่า “ธงปฏาก” (อ่านธงปะตาก) อันมีลักษณะคล้ายธงตะขาบของมอญมาก คือทำด้วยวัตถุเป็นแผ่นยาวใช้ห้อยลงโดยผูกติดกับปลายเสา

ซึ่งธงปฏากนี้ใช้บูชาเทพเจ้าในศาสนาฮินดูด้วยเช่นกัน โดยปักธงผืนใหญ่ไว้กลางพิธีมณฑล เวลามีงานบูชา ใครเห็นธงปฏากก็รู้ได้ทันดีว่าผู้ประกอบพิธีนั้นนับถือนิกายที่บูชาเทพเจ้าองค์ใด เพราะจะใช้สีของธงตามสมมติเทพเจ้า เช่นบูชาพระศิวะใช้ปฏากสีเขียว บูชาพระนารายณ์ใช้สีเหลือง บูชาพระพรหมใช้สีขาว บูชาพระอาทิตย์ใช้สีแดง เป็นต้น

นอกจากนี้อินเดียยังมีธงประภทอื่นๆ ที่เรียกว่า “ธชะ” หรือ “ธวัช” เป็นธงผ้าหรือธงกระดาษรูปสามเหลี่ยม กับ “โตรณะ” เป็นเสาสองต้นที่ผูกโยงด้วยสายสิญจน์ประดับริ้วธงเล็กๆ เรียงราย

กล่าวกันว่า การจำแนกธงให้มีสามแบบของอินเดียนั้น เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขต (มณฑล) ของตัวคน โดยเปรียบเทียบดังนี้ ส่วนสูงตั้งแต่คอขึ้นไปถึงศีรษะ เป็น ธชะ แสดงความสูงส่ง ส่วนต่ำตั้งแต่คอลงมาถึงเท้าหรือร่างกายมนุษย์ เป็นปฏากะ จึงใช้เป็นแผ่นกระดานตรงท่ือแสดงความแข็งแรง และธงประเภทโตรณะคือส่วนกว้าง หมายถึงแขนที่กางออกไปสองข้าง เหมือนสายสิญจน์รอบๆ ปะรำพิธี

การตกแต่งพิธีบูชาด้วยธงทั้งสามอย่างนี้ จึงเท่ากับนำตัวเองเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีนั้น เพื่อความสวัสดีมีชัย

เสาหงส์ : เชื่อมตำนานชาวมอญมิติไหน

จากพระธรรมเทศนาชื่อ “อานิสงส์ทานเสาตุงและเสาหงส์” ได้กล่าวว่า ผู้ที่ทำบุญด้วยการสร้างเสาตุง (ตุงกระด้าง) และเสาหงส์เป็นพุทธบูชา บุคคลเหล่านั้นจะเกิดในตระกูลชั้นสูงและอุดมด้วยโภคทรัพย์ต่างๆ แต่พระธรรมเทศนาไม่ได้บอกที่มาที่ไปว่าทำไมต้องเป็น “หงส์”

เชื่อว่าจุดแรกเริ่มแห่งการใช้เสาหงส์แขวนตุงกระด้างมาติดนั้น ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเสาหงส์ของชาวมอญอย่างชนิดแยกกันไม่ออก เนื่องจากมอญเป็นเจ้าของพื้นที่ในดินแดนภาคเหนือมาก่อนชาวไทเผ่าต่างๆ อาณาจักรล้านนาดังมีหลักฐานว่าอาณาจักรหริภุญไชยนั้นมีประชากรหลักเป็นชาวมอญมาตั้งแต่สมัยพระนางเจ้าจามเทวีแล้ว

และยังมีหลักฐานยืนยันว่าทุกวันนี้ชาวมอญยังมีประเพณีถวายธงตะขาบ เพื่อนำไปแขวนไว้ที่ยอดเสาหงส์ในประเพณีสงกรานต์อีกด้วย ซึ่งเสาหงส์นี้ต่อมาชาวพม่าก็ได้รับเอาอิทธิพลไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดังเช่นเสาหงส์จำนวนมากกว่า 20 เสา ปักอยู่รายรอบพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง

ความหมายเรื่อง “หงส์” ของชาวมอญ (รวมทั้งชาวพม่าที่นับถือ) นั้นมีความลุ่มลึกหลายมิติ

มิติแรกเกี่ยวข้องตำนานการสร้างเมืองหงสาวดี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของชาวมอญนั้น สรุปใจความได้ว่า ในสมัยพุทธกาล ดินแดนที่เป็นที่ตั้งเมืองหงสาวดียังเป็นทะเลอยู่ เมื่อน้ำแห้งจะแลเห็นภูเขาสูงผุดขึ้น ทำให้มองแต่ไกลคล้ายรูปพระเจดีย์ ในครั้งนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงบริเวณแห่งนี้ ทรงผันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ได้ทอดพระเนตรหงส์ทองสองตัวลงเล่นน้ำอยู่ จึงทรงพยากรณ์ว่า กาลสืบไปภายหน้าบริเวณที่หงส์ทองทั้งสองลงเล่นน้ำนั้นจะเป็นมหานครขึ้นชื่อว่า เมืองหงสาวดี และเมื่อกาลเวลาผ่านมาราว 1,000 ปี ได้มีเจ้าชายเชื้อสายนาคได้สร้างเมืองขึ้น ณ ที่ที่หงส์เคยเล่นน้ำ

มิตินี้เองที่ทำให้ชาวมอญนับถือหงส์มาก เมื่อได้สร้างพระเจดีย์ขึ้น นิยมทำรูปหงส์สองหรือหนึ่งคู่เกาะกันไว้เหนือยอดฉัตร และปัจจุบันทำหงส์ไว้เหนือสันหลังคาพระวิหารอุโบสถ

และภาพที่พบเห็นกันมากที่สุดตามหมู่บ้านของชาวมอญที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ก็คือ การตั้ง “เสาหงส์” ไว้หน้าวัดประจำหมู่บ้าน เรียกได้ว่านี่คือสัญลักษณ์สำคัญที่ทำให้รู้ว่า ณ บัดนี้ได้ย่างกรายเข้ามายังเขตหมู่บ้านชาวรามัญแล้ว เห็นเสาหงส์ที่ไหน ก็เห็นหมู่บ้านมอญที่นั่น

สมเด็จพระบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เคยกราบบังคมทูลอรรถาธิบายถวายแด่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 เกี่ยวกับข้อสังเกตเรื่องเสาหงส์ของชาวมอญในสยามไว้ดังนี้

“เสาหงส์” มีแต่ในเมืองไทยเท่านั้น เพราะคนมอญในเมืองไทยสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเมืองหงสาวดี เมื่อต้องจากบ้านทิ้งเมืองไปอยู่เมืองไทย เสาหงส์นี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จะต้องทำตัวหงส์ให้หันหน้าไปยังทิศที่ตั้งของเมืองหงสาวดี ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงอดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ของคนมอญ เสาหงส์จึงเพิ่งจะมีขึ้นเมื่อราวร้อยกว่าปีมานี้เอง (หากนับในยุคปัจจุบันต้องบวกเพิ่มไปอีก 100 ปีหลังจากที่สมเด็จในกรมทรงตรัส ก็รวมเป็น 200 กว่าปี เท่าอายุกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการอพยพชาวมอญมาอยู่ในสยาม)

หากเหตุผลเป็นดังกล่าวข้างต้นแล้ว แสดงว่าในเมืองมอญก็ไม่จำเป็นต้องสร้าง “เสาหงส์” เพราะเมืองหงสาวดีก็อยู่ ณ ที่แห่งนั้นแล้ว แต่ในความเป็นจริงได้พบวัดมอญในเมืองพม่าแทบทุกแห่งก็ปรากฏมีเสาหงส์อยู่ด้วยเช่นกัน

อนึ่ง ได้พบหลักฐานว่าชาวมอญปักเสาหงส์ตามชุมชนต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลมาก่อนหน้าที่จะมีการสร้างเมืองหงสาวดีเป็นราชธานีเสียอีก ดังหลักฐานข้อความที่ปรากฏในศิลาจารึกเมืองเก่านครปฐม อายุในราวพุทธศวรรษที่ 11ยังคงใช้ตัวอักษรมอญรุ่นแรกที่เพิ่งหลุดจากอักษรปัลลวะมาหมาดๆ ความว่า “มีคนทรงชื่อนายโล่ะอุ ได้สร้างวัดพร้อมเสาหงส์ 1 ต้น”

ดังนั้นจึงควรหันมามองคติที่ว่า “หงส์” นั้นมีหลายสถานะ เป็นสัญลักษณ์ของทิศเบื้องบนหรือทิศที่ห้าด้วยเช่นกัน เป็นพาหนะของพระพรหม เทพเจ้าผู้ให้กำเนิดโลกแห่งศาสนาพราหณ์ อีกมุมหนึ่งหงส์ถือว่าเป็นสัตว์ตระกูลสูงของชาวจีน เป็นสัญลักษณ์ของพระจักรพรรดินี เคียงคู่กับมังกรอันหมายถึงพระจักรพรรดิราช ข้างฝ่ายอินเดียถือว่าหงส์เป็นเจ้าแห่งเวหน ยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ปีกทั้งมวลในป่าหิมพานต์

นำไปสู่ความเชื่ออีกมิติหนึ่ง ซึ่งก็ยังเกี่ยวข้องเวียนวนอยู่กับชาวมอญอีกนั่นเอง คือความเชื่อที่ว่า

มิติที่สอง ชาวมอญกล่าวว่าพระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติเป็นหงส์ในอดีตชาติในหนึ่ง ชาดกเรื่องนั้นได้อุปมาอุปไมยไว้ว่า การจุติเป็นหงส์ของพระพุทธเจ้าครั้งนั้น ก็เพื่อสะท้อนนัยของการเป็นสัตว์ชั้นสูงที่สามารถบินได้สูงและเร็วมาก แต่ความเร็วของหงส์บินก็ไม่อาจเทียบได้กับความเร็วของ “ความตาย” ที่จะมาถึงมนุษย์ทุกคนเมื่อไหร่ก็ได้ทุกเวลา ชาวพุทธจึงไม่ควรประมาทให้เร่งทำความดี ดังนั้นเสาหงส์ของคนมอญจึงสร้างขึ้นเพื่อบูชาหงส์ในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าให้เป็นเครื่องเตือนสติรำลึกถึงความตายที่จะต้องมาถึงทุกคนทุกขณะ

หันกลับมามองดูการนำเสาหงส์มาใช้แขวนตุงกระด้างในล้านนา เชื่อว่าปราชญ์ล้านนารับรู้อยู่เต็มอกว่าต้นกำเนิดนั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อของชาวมอญโดยไม่มีข้อแม้ แต่ก็ได้พยายามสร้างความหมายใหม่ให้แก่เสาหงส์ในเวอร์ชันล้านนาว่า

ผู้ถวายตุงกระด้างนั้น ตั้งใจจะใช้หงส์ทำหน้าที่เป็นพาหนะช่วยนำบุคคลผู้ล่วงลับไปแล้วหรือบุคคลที่ยังอยู่ในโลกนี้ไปยังดินแดนแห่งความใฝ่ฝัน ให้ข้ามพ้นอุปสรรค อันเป็นอานิสงส์ให้ได้สำเร็จมรรคผลนิพพานตามคติทางพระพุทธศาสนา

ปริศนาเรื่องตุงกระด้างบนเสาหงส์ จึงน่าสนใจยิ่งนัก เพราะแนวคิดแตกออกเป็นหลายความเชื่อ

ปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นการสร้างตุงกระด้างถวายวัดกันอีกแล้ว เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปก้าวกระโดด ประเพณีความเชื่อของชาวล้านนาถูกดูดกลืน คงเหลือไว้เพียงให้ลูกหลานเห็นว่า “ตุงกระด้างเสาหงส์” เป็นงานพุทธศิลป์อีกประเภทหนึ่งที่แสนวิจิตรอลังการ และยินดีให้ถูกจับขึ้นหิ้งเข้าไปยืนขึ้นแท่นแน่นิ่งในพิพิธภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว ไม่ต่างจากชะตากรรมของสัตตภัณฑ์ ประกับคัมภีร์ ธรรมาสน์ หีบพระธรรม ฯลฯ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here