บ้านวัดกิตติ (1)

หมู่บ้านในตัวเมืองเชียงใหม่มักแตกต่างจากหมู่บ้านตาม อําเภอต่างๆ เนื่องจากมักมีบ้านเรือนติดต่อกันไม่เหมือนหมู่บ้านต่าง อําเภอที่แยกจากกันอย่างชัดเจน ดังนั้นการใช้คําเรียกว่า “หมู่บ้าน” ในตัวเมืองเชียงใหม่จึงไม่ใคร่จะสื่อความหมายได้ดีนัก โดยเฉพาะ เมื่อใช้กับหมู่บ้านในสมัยโบราณ

โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ เคยเป็นวัดกิตติ วัดใหญ่วัดหนึ่งที่ร้างลง มองเห็นยอดเจดีย์สูงอยู่ในบริเวณโรงเรียน

อีกทั้งจะเรียกว่า “ชุมชน” ก็ไม่ค่อยเหมาะ เพราะหมู่บ้าน เหล่านี้มักมีบ้านเรือนดั้งเดิมอยู่กัน 10 กว่าหลังคาเรือน

จะใช้คําว่า “ย่าน” ก็ดูจะเหมาะสมกว่า แต่ถึงอย่างไรใช้คําว่า “บ้าน” ก็ดูเป็นคําที่เป็นกันเองและสื่อสารได้ดีกว่า


ดังเช่น “บ้าน วัดกิตติ” ก็มีไม่กี่หลังคาเรือนอยู่ด้านหน้าวัดเป็นส่วนใหญ่

“วัดกิตติ” เป็นวัดเก่าที่ร้างไป ปัจจุบันเป็นโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่

บริเวณด้านหน้าโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ด้านซ้ายของภาพเคยเป้นศรัทธาวัดกิตติเดิม

เป็นวัดที่ร้างหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (หลังปี พ.ศ.2488) ร้างรุ่นเดียวกับวัดศรีบุญเรือง ที่ปัจจุบันเป็นสนามกีฬาเทศบาล นครเชียงใหม่ สาเหตุหลักๆ คือ ขาดพระที่จะมาจําพรรษา และขาด ศรัทธาที่จะมาบูรณะ โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เงินทองหายาก ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลําบาก การจะ นําเงินทองส่วนเกินมาบูรณะวัดจึงทําได้ยาก นอกจากนี้วัดกิตติยังอยู่ในละแวกที่มีวัดหลายวัด ทางตะวันตกเป็นวัดพญาเม็งราย ทางด้านเหนือ คือ วัดเจดีย์หลวง วัดชัยพระเกียรติ ทางด้านใต้ คือ วัดพันแหวน วัดหมื่นตูม

วัดกิตติเป็นวัดใหญ่เก่าแก่และเป็นหลักวัดหนึ่งของเมือง เชียงใหม่ ปรากฏหลักฐานในแผนที่เมืองเชียงใหม่สมัยปี พ.ศ.2443 ที่เริ่มโดยทางราชการ ปรากฏว่ามีวัดกิตติเป็นวัดหนึ่งในวัดสําคัญอื่นๆ ไม่เกิน 5 วัด เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง เป็นต้น

สมัยนั้นศรัทธาน้อย บ้านชาวบ้านอยู่ด้านหลังวัดไม่กี่หลัง ส่วนหน้าวัดเป็นสวนและเป็นที่ว่างเป็นที่ของวัดเจดีย์หลวง ด้าน ตะวันตกเป็นวัดพระเจ้าเม็งราย

คนรุ่นเก่าๆ บอกว่าสมัยเด็กได้เห็นเค้าว่าวัดกิตติเป็นวัดใหญ่ วิหารใหญ่ แต่ฝาไม่มีแล้ว พระพุทธรูปในวิหารก็ใหญ่โต เสาเป็นไม้สักใหญ่นับสิบต้น นอกจากนี้ยังมีโบสถ์ พระธาตุ(เจดีย์) กำแพงรอบวัดก็ทรุดโทรมพังแล้ว

เจ้าอาวาสคนเก่า ชื่อ ตุ๊เจ้าหมวก รูปร่างอ้วนเตี้ย ศรัทธา ด้านหน้าวัดมักให้ลูกหลานนําหมากพลูไปถวาย วิหารใหญ่เสา ไม้สักใหญ่หลายสิบต้น เริ่มผุพังแล้ว ไม่มีฝาวิหาร เห็นพระพุทธรูป ใหญ่มาก มีวิหารเล็กอยู่ด้านหลังติดกับพระเจดีย์ ศาลาติดกําแพง ด้านหน้าและมีโบสถ์ หลังจากเจ้าหมวกมรณภาพ ครูบาอินตาเป็น เจ้าอาวาสต่อมารูปร่างสูงใหญ่ มีสามเณรแดงมีศักดิ์เป็นหลาน คอยรับใช้ดูแล ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ประมาณปี พ.ศ.2488) ตอนประมาณตี 3 ตี 4 เสาวิหารวัดกิตติพังถล่ม ตอนเช้ามีตํารวจ เอาเชือกมากั้นไม่ให้คนเข้า ทางราชการจัดเจ้าหน้าที่มาซื้อวิหารที่พัง และมีการขุดพระกัน พบพระเยอะส่วนใหญ่เป็นพระผงตระกล พระลําพูน เช่น พระคง พระเปิม แต่ไม่ค่อยมีใครใส่ใจเนื่องจากสมัยนั้นไม่มีคุณค่า ต่อมามีการรื้อวิหารออก เหลือแต่โบสถ์และเจดีย์ ในโบสถ์มีธรรมมาสเป็นอิฐก่อ ด้านในมีพระคงที่คนรุ่นเก่าเก็บไว้ หลังจากวิหารวัดถล่มประมาณ 1 เดือนต่อมาครูบาอินตาก็มรณภาพ วัดกิตติก็ร้างนับแต่นั้น ไม่มีการส่งพระมาประจํา หลังจากวัดร้างแล้ว มักมีคนร้ายมาแอบลักทรัพย์สินในวัด คนหนึ่งคือ นายดํา เคยเป็น ทหารเกณฑ์ปลดมามาได้ภรรยาและปลูกกระท่อมอยู่ข้างวัด อาชีพ รับจ้าง เคยปืนขโมยลอกทองโบราณที่เรียกว่า “ทองจังโก้” จาก พระเจดีย์ไป ต่อมาถูกตํารวจยิงตายในกระท่อม

หลังจากวัดกิตติร้างและทรุดโทรมทางราชการมีการซื้อ ค้นสิ่งของมีค่าเพื่อเก็บรักษา คนรุ่นเก่าๆ บอกว่าที่หอธรรมเก็บ ใบลานไว้ในหีบเยอะ ต่อมามีการรื้อเสาวิหาร และส่วนที่เป็น ประโยชน์รวมทั้งใบลานไปไว้ที่วัดทุงยู สมัยครูบาเขียว ซึ่งเป็น เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนในวิหารด้านหน้าพระประธาน มีการขุดได้ช้าง 2 เชือกทําด้วยทองเหลืองหันหน้าเข้าพระประธาน นอกจากนี้ยังพบพระคงจํานวนมากอีกด้วย คราวหนึ่งภารโรง โรงเรียนพุทธิโสภณที่ให้รับผิดชอบการขุด ขุดได้ชฎาทองคํา ประดับ ด้วยมรกตและทับทิม นํามาวางไว้บนโต๊ะ ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ไหน

หลังจากวัดกิตติร้างไม่นาน ครูบาศรีวิชัย เดินทางมาตรวจ และจะบูรณะวัดกิตติ คุณพิจารณ์ บุรุษพัฒน์ บ้านอยู่หน้าวัดกิตติ เล่าว่า “ตอนนั้นผมยังเด็ก คาดว่าท่านบูรณะวัดสวนดอกมาแล้ว ยายผมเป็นศรัทธาครูบาศรีวิชัย ได้ไปกราบท่านที่วัดกิตติคราวที่ ท่านมาตรวจวัด และมาเล่าให้ที่บ้านฟัง ชาวบ้านดีใจกันมาก หลังจากนั้นมีการขนหินมาไว้ที่วัดบ้างแล้ว แต่ต่อมาครูบาศรีวิชัย ถูกสอบสวนที่กรุงเทพฯ การบูรณะวัดจึงยกเลิกไป”
(สัมภาษณ์นางประไพ จุลพันธ์, นายบุญตัน อินทระตา, นายพิจารณ์ บุรุษพัฒน์ และเจ้าสมบูรณ์ ณ เชียงใหม่)

บ้านเก่าทรงโบราณ ของนางยอดแก้ว อินทวัฒน์ ที่รุ่นลูกหลานอนุรักษ์

บ้านเรือนละแวกหน้าวัดกิตติ มีไม่กี่หลังคาเรือน และมัก เป็นเชื้อสายจาก “พระยาจ่าบ้าน” ซึ่งเป็นต้นตระกูล “อินทวิวัฒน์” แทบทั้งสิ้น

หากไล่จากแยกกลางเวียงมาทางด้านใต้ ด้านนั้นมักเป็น ที่ดินของตระกูล “ทิพยมณฑล” ซึ่งแต่งงานกับตระกูล “กิติบุตร” ถัดมาเว้นจากวัดเจดีย์หลวงเป็นที่ดินของตระกูล “อินทวิวัฒน์” ส่วนด้านใกล้ประตูเชียงใหม่ คือ ที่ดินของตระกูล “ณ เชียงใหม่” สายเจ้าบุรีรัตน์ (หน่อเมือง ณ เชียงใหม่) ซึ่งตระกูลอินทวิวัฒน์ และตระกูลของเจ้าบุรีรัตน์ รุ่นลูกเกี่ยวข้องแต่งงานกันหลายคน ถัดไปทางตะวันตกหน้าวัดพญาเม็งรายเป็นบ้านของตระกูล ณ เชียงใหม่ สายเจ้าแว่นฟ้า

“พระยาจ่าบ้าน” ชื่อเต็ม คือ รองอํามาตย์เอกพระยาจ่าบ้าน รัษฎาโมนะคะราช (บางเอกสารเขียนว่า พระยาจ่าบ้านรัษฎาโยนก ราช) ชื่อเดิม คือ ก้อนแก้ว อินทวิวัฒน์ เป็นบุตรคนหนึ่งในจํานวน 11 คนของพญาวังใน ทํางานด้านผู้พิพากษาสมัยพระเจ้ากาวิโลรส เจ้าผู้ครองนครองค์ที่ 6 ต่อมารุ่นของพระยาจ่าบ้านฯ รับราชการสมัย เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 8 ด้านผู้ พิพากษาเช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นผู้พิพากษารุ่นแรกๆ ที่ทําหน้าที่ตัดสิน คดีความอย่างกรุงเทพฯ

พระยาจ่าบ้านฯ มีบ้านและที่ดินบริเวณกว้างที่ด้านหลัง โรงพักกองเมืองเชียงใหม่ แต่งงานกับแม่จันทร์แก้ว มีบุตรธิดา ๗ คน คือ นางดวงดี, นางสุดา, นางยอดแก้ว, นางปราณี, นางจังการ, นางจินดา, นายทองอินทร์ และนายภิญโญ อินทวิวัฒน์ (อดีต ส.ส.เชียงใหม่) ต่อมาสมรสกับนางฟองแก้ว ธิดา 2 คน คือ นางคําปัน (สมรสกับขุนนฤบาลธนะกิจ-ทอง สุคันธกุล) และ นางบุญปั๋น
(ประวัติตระกูลอินทวิวัฒน์ บุตรหลานจัดพิมพ์)

การตัดถนนข้างสถานีตํารวจกองเมืองเชียงใหม่ คาดว่า ส่วนหนึ่งเป็นการบริจาคที่โดยพระยาจ่าบ้าน จึงเรียกชื่อว่า “ถนน จ่าบ้าน” ถนนสายนี้ยาวเรื่อยไปจนสุดข้างวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่

รุ่นลูกของพระยาจ่าบ้าน แต่งงานกับตระกูล ณ เชียงใหม่ รุ่นลูกของเจ้าบุรีรัตน์ (หน่อเมือง ณ เชียงใหม่) ที่อยู่ด้านตรงข้าม
วัดฟอนสร้อย ก่อนถึงประตูเชียงใหม่ คือ นายภิญโญ อินทวิวัฒน์ แต่งกับ เจ้าจันทร์สม ณ เชียงใหม่ และ นางจังกร อินทวิวัฒน์ แต่งกับ เจ้าน้อยสิงห์ทอง ณ เชียงใหม่

รุ่นลูกหลานบอกว่า ตําแหน่งของพระยาจ่าบ้านฯ เป็น ตําแหน่งจากรุงเทพฯใช้คําว่า “พระยา” ไม่ใช่ “พญา” ซึ่งเป็นตําแหน่ง ทางล้านนา

รุ่นลูกหลานของพระยาจ่าบ้านฯ ที่ครองครองที่ดินย่านหน้า วัดกิตติ คือ นางยอดแก้ว อินทวิวัฒน์ ชาวบ้านมักให้เกียรติเรียกว่า “เจ้ายอดแก้ว”

เจ้ายอดแก้ว มีบ้านอยู่มุมถนนจ่าบ้าน ข้างร้านอาหารพื้น เมืองเฮือนเพ็ญ ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของรุ่นหลาน ยังมีการอนุรักษ์ บ้านไม้สักสองชั้นสภาพเก่าอยู่

“เจ้ายอดแก้ว” หรือ นางยอดแก้ว อินทวิวัฒน์ ได้ชื่อว่า ได้ทรัพย์สินตกทอดจากพระยาจ่าบ้านไม่น้อย เจ้ายอดแก้ว สมรสกับ ร.ต.ท.หมื่นพิเศษรักษาการณ์ นามสกุล “แช่มชูศรี” เป็นชาว ภาคกลางที่มารับราชการเป็นตํารวจที่เชียงใหม่ เป็นอดีตผู้บังคับ กองอําเภอฝาง มีบุตรธิดา 2 คน คือ นางบุญศรี แช่มชูศรี และ ครูอภัย แช่มชูศรี ทั้งนี้ก่อนหน้า ร.ต.ท.หมื่นพิเศษรักษาการณ์ แต่งงานกับน้องสาวของเจ้ายอดแก้ว คือ นางปราณี มีบุตรธิดา 3 คน คือ นางนวลละออ เชี่ยวชาญ, จ่าสิบเอกประยูร แช่มชูศรี และครูบุญชู แช่มชูศรี ต่อมานางปราณี เสียชีวิต ร.ต.ท.หมื่น พิเศษ รักษาการณ์จึงมาแต่งกับเจ้ายอดแก้ว (สัมภาษณ์คุณประไพ จุลพันธุ์ บุตรสาวของแม่บุญปั๋น)

นางยอดแก้ว อินทวิวัฒน์ ยืนที่สองจากซ้าย ถ่ายกับญาติพี่น้องหน้าบ้าน ซ้ายสุดคือ ร.ต.ท.หมื่นพิเศษรักษาการณ์ สามีของนางยอดแก้ว

ที่ดินติดกับบ้านพักตํารวจ ด้านหลังติดกับกําแพงวัดเจดีย์ หลวง เนื้อที่เกือบ 2 ไร่ เคยเป็นสวนมะพร้าวของเจ้ายอดแก้ว ต่อมาขายให้ พ.ต.อ.มังกร ชื่นมนุษย์ พาครอบครัวมาสร้างบ้าน อยู่อาศัย คุณสุเมธ ชื่นมนุษย์ อายุ 70 ปี บุตรของ พ.ต.อ.มังกร เล่าเรื่องที่ดินบริเวณนี้ว่า

“พ่อย้ายมาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ปี พ.ศ.2482 มาเป็น ผู้บังคับหมวดอยู่กองเมือง สมัยนั้นบ้านพักไม่พอ ต้องอยู่ห้อง บริเวณโรงเลี้ยงม้าด้านหลังโรงพัก สมัยนั้นม้าเลิกเลี้ยงกันแล้ว เหลือเพียง ตัวหรือสองตัวปล่อยกินหญ้าอยู่ด้านข้างโรงพักด้าน ติดถนนจ่าบ้าน เมื่อก่อนเป็นสนามหญ้าและมีหนองน้ำธรรมชาติ ส่วนถนนจ่าบ้านสองข้างเป็นร่องน้ำ ต่อมาปี พ.ศ.2500 พ่อมาซื้อที่สวนมะพร้าวของเจ้ายอดแก้ว ราคาประมาณห้าพันบาท และปลูกบ้าน อยู่อาศัย พ่อผมเคยเป็นผู้กํากับเชียงใหม่ เกษียณตําแหน่งรองผู้ การเขต 8 ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นมาอยู่ที่นี่จนเสียชีวิต ระหว่างบ้านเจ้ายอดแก้วกับแฟลตตํารวจกองเมืองเป็นบ้านของตาโค้ง ไชยทอง เป็นคนทางช้างคลานมาได้ภรรยาอยู่ที่นี่ ภรรยาขายยาสูบ ขายใบตองมวนยา

“บ้านผมที่ซื้อจากเจ้ายอดแก้วอยู่ตรงข้ามบ้านตาโอ้ง ด้านข้างติดแฟลตตํารวจ ด้านหลังติดกําแพงวัดเจดีย์หลวง ถัด ไปทางใต้เป็นบ้านของบุตรพระยาจ่าบ้านฯ คือนายทองอินทร์

นายทองอินทร์ อินทวิวัฒน์ เป็นน้องของเจ้ายอดแก้ว แต่งงานกับนางจันตา บุตรธิดา 5 คน คือ นางพวงทอง จันทวรรณ, นางมาลัย ช่างแก้ว, นายบุญทวี, นพ.เกิดชัย และ พ.อ.ภัสภางค์

ถัดจากบ้านนายทองอินทร์ อินทวิวัฒน์ มามุมถนนด้าน หน้าโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่เป็น นายทองขาว บุรุษพัฒน์ เป็น คนกรุงเทพฯ มาเป็นครูสอนดนตรีที่วังพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีความสามารถทางระนาดและขลุ่ย ชาวบ้านละแวกนั้นมักเรียกว่า “ลุงเผือก” เนื่องจากเป็นโรคแพ้ผิว ผิวหนังออกทางเผือก อีกทั้งเส้นผม ก็สีขาว วันหนึ่งนายทองขาว เดินเล่นผ่านคูเมืองด้านทิศเหนือพบสาว งามนามว่าแม่อุษากําลังเก็บจอกเก็บแหนเพื่อนํามาเป็นอาหารหมู ที่บ้าน ก็เกิดชอบพอรักใคร่จนถึงขั้นสู่ขอแต่งงานกัน หลังจากนั้น มาซื้อที่บริเวณมุมหน้าวัดกิตติ ขายของชํา ต่อมารุ่นลูกเปิดเป็น ร้านอาหารพื้นเมืองชื่อ ร้าน “เฮือนเพ็ญ”

บ้านวัดกิตติ (2)

วัดกิตติ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ถนนราชมรรคา ไม่ไกลจากวัดใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ คือ วัดเจดีย์หลวง ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดขาดพระภิกษุทำให้กลายเป็นวัดร้าง คำพื้นเมืองเรียกว่า “วัดล่ม” ประกอบกับวิหารใหญ่เก่าแก่ก็เกิดมาพังถล่มเสียหาย ยากแก่การบูรณะซ่อมแซมกลับคืนในสภาพเดิม

รุ่นคนอายุ 70 ปีขึ้นไปมักได้ทันเห็นตุ๊เจ้าหมวก เป็นเจ้าอาวาสวัดกิตติ หลังจากมรณภาพ ครูบาอินตาเป็นเจ้าอาวาสแทนหลังจากครูบาอินตามรณภาพแล้วก็ไม่มีพระมาจำวัดอยู่อีก ทำให้กลายเป็นวัดร้างนับแต่นั้น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ “วัดล่ม” คือ การขาดศรัทธามาทำบุญบูรณะ ละแวกใกล้วัดกิตติมีด้วยกันหลายวัดทำให้ศรัทธาแยกกระจายไป อีกทั้งบ้านเรือนละแวกนั้นมีไม่มากนัก ทำให้ศรัทธามีน้อยเกินไป

และที่สำคัญที่ต้องยอมรับกัน คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2471 เป็นต้นมา วัดเจดีย์หลวงที่ใกล้วัดกิตติดึงศรัทธาไปได้มากเนื่องจากมีพระผู้ใหญ่หลายรูปที่มีความสามารถมาจำวัด ไม่ว่าจะพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) เดินทางจากกรุงเทพฯมาพัฒนาฟื้นฟูวัดเจดีย์หลวงโดยเฉพาะ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีพระพุทธิโศภน (แหวว ธัมมทินโน) เป็นเจ้าอาวาส

ด้านหน้าวัดกิตติ ก่อนที่วัดกิตติจะร้าง มีตระกูลใหญ่หลายตระกูลมักเป็นศรัทธาทั้งวัดเจดีย์หลวง วัดกิตติ และวัดพระเจ้าเม็งราย ดั่งบ้านของ เจ้ายอดแก้ว ตระกูลอินทวิวัฒน์รุ่นลูกของพระยาจ่าบ้าน ก็เป็นศรัทธาหลักของเจดีย์หลวง หรือตระกูล ณ เชียงใหม่ ของบ้านเจ้าแว่นฟ้า รุ่นหลานของเจ้าคำฝั้นเจ้าหลวงองค์ที่ 3 มีบ้านใหญ่อยู่หน้าวัดพระเจ้าเม็งรายมักเป็นศรัทธาหลักของวัดพระเจ้าเม็งราย แม้เจ้าเอื้องคำ รุ่นลูกของเจ้าแว่นฟ้าจะมาทำบุญที่วัดกิตติบ้าง แต่หลังจากเสียชีวิตแล้ว รุ่นลูกทรัพย์สินก็ลดน้อยลงและประสบภาระในการสร้างฐานะกัน การไปทำบุญเหมือนคนรุ่นก่อนๆ ก็เป็นไปได้ยาก

ด้านหน้าวัดกิตติในสมัยก่อน นอกจากบ้านของตระกูล “อินทวิวัฒน์”แล้ว ตรงมุมถนนเป็นบ้านของ นายทองขาว บุรุษพัฒน์ เด็กๆเรียกว่า ลุงเผือก เนื่องจากเป็นโรคแพ้ผิว ย้ายมาอยู่เชียงใหม่พร้อมกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมี โดยทำหน้าที่เป็นครูสอนดนตรีไทยอยู่ในคุ้มพระราชชายา ว่ากันว่าในรุ่นนี้ 3 คน นายทองขาวเก่งด้านระนาดและขลุ่ย วันหนึ่งเดินเล่นผ่านคูเมืองพบสาวงามนามว่า แม่อุสา กำลังเก็บจอกแหนเพื่อนำมาเป็นอาหารหมูที่บ้าน จึงเกิดหลงรักและแต่งงานกันในที่สุด หลังจากนั้นมาซื้อที่ปลูกบ้านครองรักกัน ณ ที่แห่งนี้ นายทองขาว รับเล่นระนาด ขลุ่ย โดยรวมกับกลุ่มเพื่อนเป็นวงดนตรีเป็นอาชีพ ส่วนแม่อุสา ค้าขายของชำที่บ้าน

แม่อุสา นั้น บ้านอยู่ด้านหลังวัดกิตติ พื้นที่กว้าง มีเชื้อสายทางเจ้าเชียงใหม่อยู่เหมือนกัน โดยเป็นธิดาของเจ้าโนจา และเจ้าคำค่าย ใช้สกุล สุริยวงศ์ ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขายเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไป หลังเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กลางปี พ.ศ.2488 นายทองขาว เสียชีวิตจากโรคระบาดในช่วงสงครามที่เรียกว่า ตุ่มตาควาย ขณะอายุได้ 38 ปี

นายทองขาว และแม่อุสา มีบุตรธิดารวม 5 คน คือ นางขจร , นายเจือพันธุ์ , นายพิจารณ์ , นางรัญจวนและนายขจัดภัย บุรุษพัฒน์ (อดีตเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ) (คุณพิจารณ์ บุรุษพัฒน์ , สัมภาษณ์)

รุ่นลูกของนายทองขาว คือ นายพิจารณ์ บุรุษพัฒน์ สร้างร้านอาหารพื้นเมืองขายดี ชื่อว่า ร้านเฮือนเพ็ญ ถัดจากร้านเฮือนเพ็ญไปด้านหน้าวัดกิตติ เป็นบ้านและที่ของ แม่บุญปั๋น ลูกคนที่หนึ่งของพระยาจ่าบ้านฯ แม่บุญปั๋น สมรสกับ นายสมบูรณ์ บุญยราศรี อดีตปลัดอำเภอดอยสะเก็ด

นางบุญปั๋น เป็นลูกสาวคนหนึ่งของงพระยาจ่าบ้านที่เกิดกับภรรยาคนที่สอง คือ นางฟองแก้ว นางบุญปั๋น แต่งงานกับ นายสมบูรณ์ บุญยราศรี หลังแต่งงานไปอยู่กับครอบครัวของน้องสาว คือ นางจินดา ที่ไปแต่งงานกับ พระศรีวรานุรักษ์ อดีต ส.ส.รุ่นเก่าของเชียงใหม่ ที่หน้าวัดดอกเอื้อง ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2473 นางบุญปั๋น และนายสมบูรณ์ มาซื้อที่ดินของชาวบ้านด้านหน้าวัดกิตติ ใกล้กับบ้านญาติพี่น้องจำนวน 1 ไร่ครึ่ง ราคา 300 บาทและปลูกบ้านอยู่อาศัย

เลยไปด้านทิศตะวันตกด้านหลังโรงพักกองเมืองเชียงใหม่ถัดจากบ้านเจ้ายอดแก้วไป เป็นบ้านของ เจ้าน้อยรินแก้ว ณ เชียงใหม่ ภรรยาชื่อ เจ้าทองคำ ณ เชียงใหม่ เป็นแม่นมหรือผู้เลี้ยงดูลูกของ เจ้าบุรีรัตน์ (แก้วมุงเมือง ณ เชียงใหม่)ที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ปัจจุบันเป็นบริเวณสำนักงานยาสูบเชียงใหม่ ติดกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ บ้านของเจ้าน้อยรินแก้วเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษด้านหน้าติดถนนราชมรรคา ด้านหลังติดที่ดินของเจ้าแว่นฟ้า ที่แปลงนี้ต่อมาเจ้าน้อยคำเจียง สามีของเจ้าแว่นฟ้าขายให้ราชการตำรวจสร้างเป็นคอกม้าปัจจุบันเป็นบริเวณแฟลตตำรวจ

เจ้าน้อยรินแก้วและเจ้าทองคำ มีบุตร 2 คน คือ เจ้าบุญปันและเจ้าอินตา

เจ้าบุญปัน ณ เชียงใหม่ แต่งงานกับ เจ้ายงแก้ว ธิดาของเจ้าเอื้องคำ เจ้ายงแก้วมีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าแว่นฟ้า เจ้าบุญปันและเจ้ายงแก้ว มีบุตรธิดาหลายคน คนหนึ่ง คือ เจ้าสมบูรณ์ ณ เชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 92 ปี เจ้าสมบูรณ์ เล่าเกี่ยวกับสภาพครอบครัวและความเป็นอยู่ละแวกใกล้วัดกิตติว่า

“ละแวกบ้านผมใกล้วัดพระเจ้าเม็งรายมากกว่า แต่เจ้ายาย คือ เจ้าเอื้องคำ ก็เป็นศรัทธาวัดกิตติ สมัยเด็กทันได้เห็นเจ้าอาวาส คือ ตุ๊เจ้าหมวก ต่อมาเป็น ครูบาอิน ผมเคยไปกับเจ้ายายไปทำบุญและเจ้ายายนอนวัด ด้านหน้าวัดเคยมีบ้านสาวหลังหนึ่งหญิงบริการประมาณ 5 – 6 คน สมัยนั้นก็ประมาณ ปี พ.ศ.2465 ผู้ชายก็มักเที่ยวบ้านสาวกันแล้ว และมักเห็นว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ชาย สมัยก่อนผู้ชายหลายคนเสียชีวิตเนื่องจากโรคผู้หญิงสมัยนั้นเรียกว่า โรคสตรี คงเป็นโรคซิฟิลิส สมัยนั้นยังไม่มียารักษาจึงเสียชีวิตกันง่าย บ้านของผมหลังจากเจ้าย่า คือ เจ้าทองคำ สิ้นบุญก็แบ่งที่ดินเป็น 2 ส่วน พ่อส่วนหนึ่ง อาอินตาส่วนหนึ่งต่อมารุ่นผมก็แบ่งกันในหมู่พี่น้องได้คนละส่วนเล็กๆ ทำประโยชน์ไม่ค่อยได้ เราขายและนำเงินไปซื้อที่ดินนอกเมืองได้หลายไร่

“ถัดไปทางตะวันตกของบ้านพ่อแม่ เป็นบ้านของ เจ้าบัวบาน ณ เชียงใหม่ เจ้าบัวบาน มีลูก 2 คน ต่อมาพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเรียกไปอยู่ในวังที่เป็นสถานกงสุลอเมริกาในปัจจุบัน ทำหน้าที่นึ่งข้าวและเอาลูก 2 คนไปเลี้ยงด้วย และส่งเรียนหนังสือ ชื่อ เจ้าบุญเป็งและเจ้าบุญปัน ที่บริเวณนี้ตกแก่เจ้าบุญเป็ง และขายเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไปอยู่กับลูกชายด้านหลังวัดพันอ้น ชื่อ สมบูรณ์ เสียชีวิตแล้ว

“เลยไปทางตะวันตกที่เป็นโรงแรมซิตี้อินน์ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อแล้ว พื้นที่ยาวไปจนสุดถนนบริเวณแยกยาคูลท์ที่จุดนี้เป็นที่เดิมของเจ้าอุปราชพิมพิศาลที่มอบให้เจ้าแว่นฟ้า เหตุที่รู้เพราะตอนเด็กผู้ใหญ่เล่าให้ฟังสืบต่อมาว่าเป็นที่ของตระกูล ณ เชียงใหม่ สายเจ้าแว่นฟ้าทั้งนั้น เดิมเป็นผืนใหญ่เรื่อยไปจนถึงแปลง หน้าวัดพระสิงห์อีกด้านหนึ่งติดวัดศรีเกิด ต่อมาที่ดินแปลงหน้าวัด พระสิงห์ขายให้มิสเตอร์แบร์ที่ทำโรงเลื่อย ต่อมารุ่นลูกได้รับมรดก คือ คุณสืบโทณวณิก การขายมีขึ้นก่อนที่ผมจะเกิดแล้ว

“ส่วนบริเวณที่เป็นโรงแรมซิตี้อินน์ ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่าเดิมเป็นคุ้มของเจ้าเสรษฐีคำฝั้น เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 3 และลูกหลาน ต่อมารื้อคุ้มและทำเป็นตลาด ชื่อว่า ตลาดทิพเนตร เป็นตลาดใหญ่เกิดก่อนตลาดประตูเชียงใหม่ ทั้งเป็นตลาดสดและตลาดขายส่ง พ่อค้าแม่ค้านำสินค้ามาขายกันที่นี่ สมัยนั้นยังไม่มีรถยนต์ มีเพียงของหลวงอนุสารสุนทรอยู่คันเดียว สินค้าต้องบรรทุกมากับม้า กับวัว เรียกว่า วัวต่าง ม้าต่าง ขณะนั้นผมอายุ 5 ขวบ ได้ทันเห็นตลาดทิพเนตร (ประมาณปี พ.ศ.2461)

“ที่ดินที่ทำตลาดทิพเนตร ตอนหลังตลาดเลิก เจ้าแว่นฟ้าปล่อยที่ดินทิ้งไว้ คือ ที่ดินมีเยอะจนดูแลไม่ทั่วถึง แถวนั้นเป็นป่าเป็นสวน ไม่ได้ไปครอบครอง รุ่นลูกก็ไม่ได้มีใครสนใจกันเพราะสมัยก่อนที่ดินไม่มีราคา ไม่ดูแลก็กลายเป็นป่าไป จนสละสิทธิ์การเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ตกแก่หนานพรหมที่บ้านอยู่ตรงข้ามที่แห่งนี้ ต่อมาหนานพรหมขายให้คุณพระวิธาน เป็นนายทหารยศพันโทจากกรุงเทพฯ เกษียณแล้วพาครอบครัวมาสร้างบ้านอยู่ที่นี่ต่อมาย้ายกลับกรุงเทพฯ ขายที่บริเวณนี้ต่อไป

“สมัยก่อนเชื่อว่าที่ดินในสายของเจ้าเศรษฐีคำฝั้น เจ้าหลวงองค์ที่ 3 มีมากมายเนื่องจากลูกหลานเยอะ ภรรยา 29 คน ลูกมี 44 คน ต้องแบ่งที่กันไป ก่อนหน้านี้เชื่อว่าแม้ในเขตกำแพงเมืองที่ดินบางแห่งก็เป็นที่รกร้างเป็นป่า ยากต่อการแผ้วถางครอบครองคนที่จะครอบครองได้ต้องมีกำลังคน ต้องมีไพร่ทาสช่วยเหลือแผ้วถางครอบครอง แต่หากไม่มีเงิน ไม่มีข้าวเลี้ยงดูก็ยากที่จะเลี้ยงไพร่ทาสเพื่อให้ดูแลที่ดินได้ หรืออีกแนวหนึ่ง การจะแผ้วถางครอบครองที่ดินในเขตกำแะงเมืองสู้ให้ไพร่ทาสไปแผ้วทางที่ทำนาเพื่อปลูกข้าวจะเกิดประโยชน์เสียกว่า ที่ในเขตกำแพงเมืองมีเฉพาะที่สำหรับอยู่อาศัยก็น่าจะพอเพียงแล้ว ดังนั้นที่จึงไม่ค่อยมีประโยชน์และไม่ได้ตีราคากัน ส่วนเงินก็ได้จากส่วนแบ่งค่าตอไม้ที่มีผู้ขออนุญาตตัดไม้ เมื่อเทียบกับค่าที่ดินแล้วมีค่ามากมายกว่ามากนักจนมาระยะหลังรุ่นลูกรุ่นหลานเมื่อมีคนต้องการซื้อที่ดินก็ขายกันไปยกตัวอย่างแปลงหนึ่งตอนผมอายุ 7 บวช (ปี พ.ศ.2463) ด้านหลังบ้านผมติดกับโรงพักกองเมืองเชียงใหม่ เจ้าน้อยคำเจียงขายให้ราชการตำรวจ ที่ดิน 1 ไร่ ขายแค่ 20 บาท ต่อมาภายหลัง เงินค่าตอไม้ถูกตัด ไม่ได้รับอีกทำให้ลูกหลานเจ้าลำบากกัน”

หลังจากวัดกิตติร้างแล้ว ทางราชการมีการเก็บอขงมีค่าและรื้อโบสถ์วิหารไปสร้างกุฏิวัดทุงยู สมัยครูบาเขียวเป็นเจ้าอาวาสวัดและเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่

ปัจจุบันพื้นที่วัดกิตติมอบให้ทางราชการเช่า สร้างเป็นโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ระยะแรกผู้คนมักคุ้นเคยกับชื่อเก่ามักเรียกโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ว่า “โรงเรียนวัดกิตติ”

cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม 10)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here