บ้านวัดดอกเอื้อง อยู่ในกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านทิศตะวันออก ละแวกด้านทิศตะวันออกนี้มีบ้านเรือนค่อนข้างหนาแน่นเมื่อเทียบกับบริเวณย่านใจกลางเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งวัดมีน้อยกว่าทำให้มีชาวบ้านเป็นศรัทธาวัดดอกเอื้องค่อนข้างมาก นอกจากนี้ละแวกบ้านวัดดอกเอื้องมีบ้านเจ้าและคหบดีที่เป็นศรัทธาใหญ่อยู่หลายครอบครัว

วัดดอกเอื้องตั้งอยู่ริมถนนราชวิถี ด้านหน้าวัดหันไปทางทิศตะวันออกทางถนนมูลเมือง ส่วนอีกด้านหนึ่งติดถนนมูลเมืองซอย 5

วัดดอกเอื้อง

วัดดอกเอื้องมีประวัติว่าสร้างในปี พ.ศ.2219 โดยชาวบ้านฐานะดีที่ชื่อว่า นางเอื้อม บ้านอยู่ใกล้วัด เรียกกันเดิมว่าวัดนางเอื้อมต่อมาสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน ฐิตญาณมาหาเถร) เปลี่ยนชื่อจากเอื้อม มาเป็น เอื้องและใช้ชื่อว่าวัดดอกเอื้อง จนถึงปัจจุบัน (หนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร)

ช่วงเวลาที่สร้างวัดดอกเอื้องนี้เป็นช่วงเวลาที่เมืองเชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ซึ่งเชื่อว่าพม่าปกครองไม่เคร่งครัดนักทำให้ยังคงมีการสร้างวัดเพิ่มขึ้นได้ในช่วงนั้น

เจ้าอาวาสวัดดอกเอื้องที่มีชื่อเสียง คือ ครูบาอินต๊ะ

พระครูโสภิตสีลาจาร เจ้าอาวาสวัดดอกเอื้องมาบวชเป็นเณรที่วัดดอกเอื้องเมื่อปี พ.ศ.2512 เล่าเกี่ยวกับเจ้าอาวาสรุ่นเก่ากว่า

“วัดดอกเอื้องมีศรัทธาค่อนข้างมากกว่าวัดอื่นเหตุผลหนึ่งเนื่องจากเจ้าอาวาสที่ผ่านมามักมีความสามารถเรียกศรัทธาได้และไม่แย่งกันเป็นเจ้าอาวาส ก่อนหน้านั้นมีครูบาอินต๊ะ อยู่ในรุ่นเดียวกับครูบาศรีวิชัย เก่งทางเวทย์มนต์คาถามีเมตตาสูง มรณภาพปี พ.ศ.2500 ต่อมาช่วงที่อาตมาเป็นเณรนั้นมีพระที่มีความสามารถถึง 3 องค์ อยู่ด้วยกัน คือ ครูบาศรีแก้ว คันธวังโส เก่งทางเทศน์พื้นเมือง ครูบาอินถา เตชะวัณโณ เก่งทางเวทย์มนต์คาถาอาคมเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้ และครูบาอุ่นเรือน เก่งทางเทศน์ปาฏิโมกข์เขียนธรรมบนใบลาน ทั้งสามองค์เป็นคนบ้านวัดดอกเอื้องทั้งหมดและเก่งคนละอย่างและไม่แก่งแย่งกันเป็นเจ้าอาวาส ในยุคนี้เจ้าอาวาสจึงไม่มีการแต่งตั้งใครคนใดคนหนึ่ง ผู้ที่มรณภาพหลังสุด คือ ครูบาศรีแก้ว มรณภาพปี พ.ศ.2529

วิหารเก่าของวัดดอกเอื้อง

“ละแวกวัดดอกเอื้อง สมัยอดีตส่วนผู้สร้างวัดที่ชื่อ นางเอื้อมนี้ มีอาชีพทอผ้า รุ่นต่อๆ มาที่มีอาชีพทอผ้า คือ แม่เฒ่าหม่อนคำใสถาวร มารุ่นลูก คือ แม่จันทา แม่จันแก้ว แม่ศรีบุตร เครือญาติกันเป็นศรัทธาวัดดอกเอื้องในปี พ.ศ.2512 แม่จันแก้ว เคยเล่าว่าเคยนำผ้าบรรทุกจักรยานไปขายถึงจังหวัดลำพูน สมัยนั้นต้นยางสูงเท่ากับต้นลำไย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 80 ปีที่ผ่านมากลุ่มทอผ้าของชาวบ้านวัดดอกเอื้องเลิกทอผ้าเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2512 เนื่องจากมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งจากกรุงเทพฯ มาขายเชียงใหม่ ละแวกตะวันออกของเมืองเชียงใหม่นี้นอกจากวัดดอกเอื้องและวัดดอกคำแล้ว เคยมีวัดร้างอยู่ด้านข้างทางทิศเหนือของวัดดอกเอื้อง ชื่อว่าวัดช่างชัก เคยมีเจดีย์เก่าอยู่”

ด้านหนังวัดดอกเอื้องก่อนที่จะถึงถนนมูลเมืองเคยเป็นบ้านของเจ้าหลังหนึ่งและคหบดีหลังหนึ่ง คือ บ้านของ เจ้ามุกแก้ว ณ เชียงใหม่และอีกหลังหนึ่งเป็นของหมอบุญตัน ไชยคำมา

เจ้ามุกแก้วเป็นบุตรสาวของเจ้าศรีบุญตัน (หญิง) เจ้าศรีบุญตันเป็นเชื้อสายเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 5 คือ พระเจ้ามโหตรประเทศ ซึ่งตามประวัติระบุว่ามีคุ้มอยู่ด้านหลังศาลแขวงเชียงใหม่ ไม่ไกลจากวัดดอกเอื้อง โดยเจ้าศรีบุญตันเป็นบุตรสาวของแม่เจ้าคำหลอ ธิดาองค์ที่ 16 ของพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าศรีบุญตันฯ จึงมีศักดิ์เป็นรุ่นหลานของพระเจ้ามโหตรประเทศพี่ชายของเจ้าศรีบุญตัน ชื่อ เจ้าจอมเมือง มีบ้านอยู่บริเวณด้านหลังตลาดบุญอยู่(เจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ , สัมภาษณ์)

ซอยทางเข้าวัดดอกเอื้อม

บ้านของเจ้ามุกแก้ว(หญิง) สามี คือ ขุนพิทักษ์ ชื่อเดิม คือ จันทร์ มหาเกตุ ต่อมาเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น หลวงพิพัฒน์ โกวิลาวัลย์ อดีตนายอำเภอฮอดและนายอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เจ้ามุกแก้วเป็นบุตรสาวของเจ้าศรีบุญตัน(หญิง) บ้านอยู่ด้านข้างวัดดอกเอื้องด้านทิศเหนือติดซอย อีกด้านหนึ่งติดกับบ้านของพระศรีวรานุรักษ์ เล่ากันสืบมาว่า เจ้ามุกแก้ว รักกับ ขุนพิทักษ์ สมัยยังเป็นข้าราชการผู้น้อย ทางเจ้าศรีบุญตัน ฝ่ายแม่ไม่เห็นด้วยที่เจ้ามุกแก้วบุตรสาวไปหลงรักกับขุนพิทักษ์จึงห้ามเด็ดขาดถึงกับต้องล่ามโซ่ แต่ก็ไม่สามารถทานความรักของทั้งสองได้และยอมให้แต่งงานกันในที่สุด

บ้านเจ้าศรีบุญตัน ต่อมาขายให้ขุนบรรหาญ สามะบุตรทำงานเทศบาลนครเชียงใหม่ ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า พ่อขุนรูปร่างสูงเป็นคนทางภาคกลาง ภรรยาชื่อแม่ป๊อก เป็นคนเชียงใหม่มีบุตรธิดาหลายคน ที่ชาวบ้านละแวกนั้นจำได้ คือ นางทองพูน , นายจรัญ , นายจรูญ , นายเจริญ , นางจรัส และนางจรวย(นางบัวผัน อุปคำ , 78 ปี , สัมภาษณ์)

เจ้ามุกแก้วและขุนพิทักษ์ มีบุตรธิดา คือ เจ้าทองอิน (หญิง) แต่งงานกับพ่อค้าไม้ , เจ้าทองคำ (หญิง) , เจ้าสุนา (หญิง) , เจ้าทองแถม (หญิง) เป็นเสมียนอนามัย , เจ้าสมบูรณ์ ทำงานป่าไม้ , เจ้าเจริญ , เจ้าละออ เป็นพยาบาลแมคคอร์มิค และ เจ้าบุนนาค บ้านเจ้ามุกแก้วนี้หลังจากที่ขุนพิทักษ์เสียชีวิตแล้ว ต่อมาช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี พ.ศ.2484) เจ้ามุกแก้วย้ายไปอยู่กับบุตรสาวคือ เจ้าทองอินที่แต่งงานกับพ่อค้าไม้ที่อำเภอสันกำแพง บ้านนี้จึงบอกขาย บ้านหลังนี้ต่อมาขายต่อให้นายตำรวจอยู่โรงพักดอยสะเก็ด ชื่อบุญช่วย เมื่อย้ายไปจังหวัดพิษณุโลกจึงขายให้ญาติต่อไป (สัมภาษณ์เจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ และนางบัวผัน อุปคำ)

ติดบ้านเจ้ามุกแก้วด้านทิศเหนือเป็นบ้าน นายบุญตัน ไชยคำเมา ชาวบ้านมักเรียกว่า “พ่อเลี้ยงบุญตัน” หรือ “พ่อหมอบุญตัน” บ้างเรียกว่า “หมอบุญตัน” เดิมเป็นคนอำเภอพร้าว เคยเป็นทหารฝ่ายเสนารักษ์จึงมีความสามารถทางการแพทย์ด้านการรักษาโรคและปรุงยาแผนโบราณวางจำหน่าย เช่น ยาบำรุงหัวใจ ยาแก้ไข้ ยาธาตุ เป็นต้น ด้วยว่ามีอัธยาศัยดี ชอบคบคนทำให้หมอบุญตันเป็นที่รู้จักและเป็นที่นับถือของคนทั่วไป ส่วนภรรยาชื่อ นางเกี๋ยงคำ เป็นคนบ้านวัดดอกเอื้อง นายบุญตันและนางเกี๋ยงคำ สร้างฐานะได้มั่นคงจนสร้างตึก 3 ชั้นและสมัยที่โทรทัศน์ขาวดำเพิ่งมีจำหน่าย บ้านหมอบุญตันเป็นบ้านแรกๆ ที่มีโทรทัศน์แบ่งให้ชาวบ้านดูกัน

ตึก 3 ชั้นของหมอบุญตัน ส่วนหนึ่งแบ่งให้ลูกเขย คือ ท.พ.สาคร เลิศพฤกษ์ เปิดร้านทำฟัน

หมอบุญตันและนางคำเกี๋ยงมีบุตรธิดา คือ นายอินทร ไชยคำเมา , นางจินดา เลิศพฤกษ์ แต่งงานกับ ทพ.สาคร เลิศพฤกษ์(เป็นบุตรของครูแสวง เลิศพฤกษ์ อดีตครูโรงเรียนปรินซ์ฯต่อมาหันไปประกอบอาชีพทำยาสูบและทำเหมืองแร่ ในนามบริษัทอินทนนท์ บ้านอยู่ย่านสันป่าข่อย มีบ้านตึกใหญ่อยู่ตรงข้ามทางเข้าสถานอาบอบนวดซายูริ) , นายศักดิ์ ไชยคำเมา , นางนิทรา เลิศพฤกษ์ (แต่งงานกับนายอิศรา เลิศพฤกษ์) และนางพิมพ์ประไพ (นางบัวผัน อุปคำ , สัมภาษณ์)

ส่วนด้านตะวันตกของวัดหรือที่เรียกว่า “บ้านท้ายวัด” เป็นบ้านของ แม่บุญศรี เดชาตุ บุตรสาวของนายใจ๋ และแม่บัวทิพย์ถัดไปเป็นบ้านไม้สักเก่าใหญ่โตของ “ท้าวคำวัง” ชื่อเต็ม คือ ท้าว คำวังวุฒิศักดิ์ ชื่อเดิมคือ สัมพันธ์ วณีสอน ภรรยาชื่อ แม่ต๋าเขียว

ท้าวคำวังวุฒิศักดิ์ คาดว่าเป็นบรรดาศักดิ์จากเจ้าหลวงเชียงใหม่ โดยท้าวคำวังฯ เป็นบุตรของพญาคนหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นหมอรักษาช้างของเจ้าหลวงเชียงใหม่ ฐานะร่ำรวยมาก จนมาถึงรุ่นท้าวคำวังฯ แม้ไม่ได้เป็นผู้นำชุมชน แต่ชาวบ้านละแวกนี้มักให้เกียรติและยกย่อง มักเรียกว่า พ่อท้าว รายได้ของท้าวคำวังฯและครอบครัว คือ ดูแลไร่นาซึ่งมีอยู่ในเขตตำบลแม่แตงประมาณ 300-400 ไร่ แต่ละปีได้ข้าวมาใส่ยุ้งใหญ่ข้างบ้านจำนวนมากบางส่วนขายเป็นรายได้เข้าครอบครัว

ท้าวคำวังฯ และแม่ต๋าเขียว มีบุตรธิดา 7 คน คือ นางเทียมตา แต่งงานกับ ครูจันทร์เที่ยง เป็นคนบ้านวัดพระสิงห์สอนที่โรงเรียนยุพราช , น.ส.บัวผัด , พ.ต.อ.สรศักดิ์ มณีสอน , นายประพันธ์ วณีสอน อดีตเกษตรจังหวัดลำพูน , ส.ต.อ.มงคล , นายเจริญ วณีสอน เป็นครูโรงเรียนฝึกหัดครู (มหาวิทยาลัยราชภัฏฯ) และนายสุชาติ วณีสอน (นางกองแก้ว วณีสอน , สัมภาษณ์)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here