“แจ่งกะต๊ำ” คือ แจ่งหรือมุมของกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเชียงใหม่ ภายในกำแพงเมืองด้านนี้มีหมู่บ้านสมัยก่อนเรียกว่า “บ้านแจ่งกะต๊ำ”

หากเริ่มที่บ้านธรรมปกรณ์หรือบ้านพักคนชรา ด้านซ้ายถัดมาเป็น วัดทรายมูลเมือง ด้านขวาเป็น วัดทรายมูลพม่า
บ้านแจ่งกะต๊ำมีพื้นที่ติดต่อกับย่านประตูเมืองเชียงใหม่ โดยมีถนนราชมรรคาเป็นถนนแบ่ง ในสมัยก่อนมีการแบ่งหมู่บ้านกันชัดเจน แต่ต่อมาเนื่องจากเป็นบริเวณที่ติดต่อกัน ชาวบ้านไปมาหาสู่กัน ปัจจุบันบ้านแจ๊งกะต๊ำปัจจุบันจึงเมือนเป็นส่วนหนึ่งของย่านประตูเมืองเชียงใหม่ บ้านแจ่งกะต๊ำสมัยก่อนเป็นเพียงชุมชนเล็กๆมีบ้านเรือนอยู่ไม่เกิน ๑๕ หลังคาเรือนตั้งอยู่ห่างๆกัน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนและป่าวัชพืช ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่วัดมีวัดที่เป็นศูนย์รวมด้านวิถีของผู้คนอยู่ถึง ๔ วัด คือ วัดทรายมูลพม่า, วัดทรายมูล, วัดผ้าขาว และวัดหมื่นตูม นอกจากนี้พื้นที่อีกส่วนหนึ่งเป็นที่ลุ่มจึงน้ำขังอยู่ตลอดปี พื้นที่ดังกล่าวอยู่บริเวณบ้านพักคนชรา (บ้านธรรมปกรณ์) และด้านหลังของวัดทรายมูล ซึ่งสมัยต่อมาเป็นที่ทิ้งขยะของเทศบาลเมืองเชียงใหม่

นางศรีนวล อินทรตา (ขัติยะ) อายุ ๗๕ ปี บ้านอยู่ในซอยหน้าวัดผ้าขาว เล่าเรื่องบ้านแจ่งกะต๊ำสมัยก่อน ทำให้เชื่อมโยงเห็นภาพความเป็นอยู่ของผู้คนยุคนั้นว่า
“บ้านเดิมพ่อแม่มีบ้านอยู่หน้าวัดผ้าขาว ไม่ไกลจากบ้านแจ่งกะต๊ำ รุ่นปู่ย่าตายายเป็นช่างฝีมือทำทองในคุ้มเจ้า จึงได้มาอยู่ในกำแพงเมือง สมัยก่อนในกำแพงเมืองเป็นที่อยู่ของเจ้าทั้งนั้น พวกที่จะมาอยู่ในกำแพงเมืองต้องเป็นช่างทำงานรับใช้เจ้า แม่ของยายเกิดที่นี่ ส่วนพ่อเป็นคนสันป่าตอง มาเป็นลูกจ้างทำเครื่องเขินที่บ้านท้าวบุญสูง ที่บ้านเขินนันทารามตรงข้ามประตูเชียงใหม่ ท้าวบุญสูงร่ำรวย ตอนเป็นเด็กเคยผ่านบ้านเขา บ้านไม้ใหญ่ มีสวนกว้างขวาง บริเวณโรงพยาบาลรวมแพทย์แถวนั้นเป็นที่ของท้าวบุญสูงทั้งหมด รุ่นต่อมาคงเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ไป”

“พี่น้องมีหลายคน พ่อแม่จึงขายที่หน้าวัดผ้าขาว มาซื้อที่ในซอยวัดผ้าขาว ซึ่งราคาถูกกว่า สร้างบ้านแล้วยังเหลือเงินอีกส่วนหนึ่ง บ้านแจ่งกะต๊ำสมัยยายยังเด็กมีบ้านไม่มากอยู่ห่างๆกัน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไผ่ มะขามเทศ ต้นฉำฉา สมัยนั้นยังมีพ่อหลวงบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) ดูแล คือ พ่อหนานหมู ทรายน้อย บ้านอยู่ตรงโรงแรมเลิศสุขที่เป็นโรงแรมไม้เก่า สมัยนั้นพ่อหนานหมูมีอาชีพขายไม้แปรรูป ฐานะดีกว่าบ้านอื่น บริเวณก็กว้างขวาง รุ่นลูกมาเปิดเป็นโรงแรม”

“บริเวณบ้านพักคนชราเรื่อยไปจนถึงด้านหลังวัดทรายมูลเมืองเป็นหนองน้ำ เคยเป็นที่ทิ้งขยะของเทศบาลยุคแรกๆที่ยังไม่มีรถขยะยังใช้คนลากมี ๒ ล้อคล้ายเกวียน ลากรถบรรทุกขยะมาทิ้งที่นี่ ยายเคยชวนเพื่อนไปดูแร้ง สมัยนั้นยังมีแร้งให้เห็นกัน แร้งประมาณ ๒๐-๓๐ ตัว จะมากินขยะจำพวกหมาเน่ากันที่หนองน้ำนี้ ต่อมาชาวบ้านมาถมและเช่าที่วัดทำบ้านอยู่อาศัยกลายเป็นชุมชนหนาแน่นขึ้น”

“ถัดจากวัดทรายมูลเมืองไป บริเวณบลูมูนไนท์คลับสมัยก่อนก็เป็นหนองน้ำ มีบ้านอยู่หลังเดียว คือ เจ้าของที่ ชื่อ แม่จิ๋น ปลูกบ้านอยู่ในหนองน้ำนั่นแหละ ชาวบ้านเรียกกันว่า บ้านกลางหนอง สร้างสะพานข้ามเข้าออกบ้าน ยายจิ๋นมีอาชีพเป็นหมอตำแย ใครจะคลอดลูกต้องมาตามยายจิ๋นไปทำคลอด ต่อมาบริเวณบ้านยายจิ๋นขายให้นายประยูร อาชีพค้าขายนาฬิกาอยู่หน้าวัดแสนฝาง ถนนท่าแพ ต่อมาขายต่อให้เจ้าของบลูมูนไนท์คลับ ด้านหลังบ้านยายจิ๋นมีบ้านอีกหนึ่งหลังจำชื่อไม่ได้แล้ว เจ้าของมีที่เยอะทางแถบนั้นปัจจุบันก็แถวใกล้โรงแรมทอปนอร์ท ใกล้กันมีบ้านอีก ๒ หลัง”

“ถัดจากบ้านยายจิ๋นเป็นสวน ๒ เจ้าของ ปัจจุบันเป็นบริเวณโรงแรมกินรี สวนหนึ่งเป็นของลุงคำปัน บ้านอยู่ไม่ไกลจากบ้านของยาย (ศรีนวล) หลานสาวของลุงคำปัน เป็นภรรยาของผู้กองปริญญา บัวชาติ เคยรับราชการอยู่กองเมืองเชียงใหม่ ถัดไปเป็นบ้านของแม่ปั๋น ญาติของนายมังคละ ต่อมาสร้างเป็นโรงแรมเมืองทอง เลี้ยวซ้ายไปก็เป็นวัดผ้าขาว หน้าวัดผ้าขาวมีบ้านของนายมังคละ ถัดมาเป็นบ้านยายนำ แถวนี้มีบ้านสัก ๔-๕ หลังเท่านั้น”

“ถนนริมคูเมืองสมัยนั้นไม่น่าจะเรียกว่าถนน เพราะแคบขนาดคนเดินกันได้ เกวียนก็แล่นไม่ได้ ผู้คนมักไม่เดินผ่าน เพราะเปลี่ยวอย่าว่าแต่กลางคืนเลย กลางวันก็ไม่น่าเดิน ตอนยายเป็นเด็กกำแพงเมืองยังไม่ได้รื้อ ทางเดินด้านหนึ่งจึงติดกำแพงเมืองสูงท่วมศรีษะ สูงขนาดกำแพงเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้ มักมีหญ้าขึ้นคลุมรก อีกด้านหนึ่งก็เป็นป่ารก น่ากลัว ไม่ค่อยมีใครกล้าเดิน อีกทั้งไม่ใช่เส้นทางหลักที่ชาวบ้านจะเดินไปไหนมาไหนกัน ตอนยายอายุสัก ๑๐ ขวบ (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๔) เคยขี่จักรยานเที่ยวกับเพื่อนรอบคูเมือง อยากรู้ว่าจะไปสุดที่ไหน ถนนรอบคูเมืองเหมือนกัน คือแคบ กำแพงเมืองสูงรก กลับถึงบ้านถูกแม่ดุและห้ามไปอีก แม่บอกว่าอันตรายอาจถูกคนบ้านทำร้ายได้ ตอนหลังจึงมีการรื้อกำแพงเมืองใช้พื้นที่เป็นถนน”

นอกเหนือจากที่ยายศรีนวล กล่าวถึงแล้ว บ้านแจ่งกะต๊ำยังมีคนพม่าและคนจีนอาศัยอยู่ร่วมด้วย อย่างคนพม่ารุ่นก่อนๆที่คนรุ่นเก่าพอจะได้ เช่น หม่องโป่งห่าน, โกซิ้น ภรรยาชื่อ แม่หยิ่น, หม่องเซินฝ่อ อาชีพปรุงยาพื้นเมืองที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะการรักษาโรคตาแดงโดยการเป่าด้วยน้ำมนต์ บ้านอยู่หลังวัดหมื่นตูม, โกรัดจ่อ อาชีพทำป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีลุงทูน คนรุ่นนั้นเสียชีวิตกันหมดแล้ว (คุณกลิ้ง หมื่นสีมา อายุ ๗๕ ปี, สัมภาษณ์)

นอกเหนือจากวัดทรายมูล (เมือง) แล้ว อีกวัดหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกันมีเพียงบ้านพักคนชราคั่นกลาง คือ วัดทรายมูลพม่า
วัดทรายมูลพม่า หรือ “วัดทรายมูลม่าน” สมัยก่อนเรียกแยกกันว่า “บ้านแม่ปะ” สร้างไว้โดยแม่ทัพพม่าสมัยเมื่อพม่าครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๑๐๒-๒๓๑๗) ชื่อว่า ทัพชัยสังรามจ่าบ้าน มีหน้าที่ควบคุมกองทัพพม่าทั่วล้านนา ระยะต่อมาลูกหลานเชื้อสายพม่าในเมืองเชียงใหม่ช่วยกันทำนุบำรุงสืบมา วัดพม่าหลักๆในเมืองเชียงใหม่มี ๓ วัด คือ นอกจาก วัดทรายมูล (พม่า) แล้ว มีวัดป่าเป้า ศรัทธาเป็นชาวไทใหญ่ที่เรียกว่า เงี้ยว อีกวัดหนึ่ง คือ วัดหนองคำ อยู่ถนนช้างม่อย ศรัทธาเป็นกลุ่มชนที่เรียกว่า ตองซู อยู่ในพม่าเช่นเดียวกัน

เจ้าอาวาสวัดทรายมูล (พม่า) องค์ปัจจุบัน คือ พระอูอาสะภะ อายุ ๘๔ ปี เล่าว่า บวชเป็นเณรที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า จนอายุ ๒๐ ปี ย้ายมาอยู่วัดทรายมูลพม่าแห่งนี้และอุปสมบทที่นี่ มีศรัทธาที่บวชให้ หรือที่เรียกว่า “แม่ออก” คือ นางวันดี มณีวรรณ สามีชื่อ โชนันตา เป็นพม่าจากเชียงตุง ประกอบอาชีพมีร้านค้าขายผ้าที่ถนนท่าแพ นางวันดี ชอบทำบุญและเป็นศรัทธาวัดทรายมูลพม่า ภายหลังบริเวณร้านขายให้ครอบครัวร้านเจริญศิลป์ (พระอูอาสะภะ, สัมภาษณ์)

บริเวณบ้านพักคนชรา ซึ่งเมื่อก่อนเป็นหนองน้ำใหญ่ ลึกระดับอก บางส่วนท่วมศรีษะ ชาวบ้านมักมาจับปลาไปกินและใช้เป็นที่ทิ้งขยะของชาวบ้าน

กลางหนองน้ำแห่งนี้มีผู้สร้างหอธรรมไว้ไม่มีประวัติว่าใครสร้าง ต่อมาขุนอุปพงศ์พิพัฒน์ย้ายหอธรรมจากหนองน้ำมาสร้างไว้ที่วัดทรายมูลเมือง มีบันทึกไว้ที่หอธรรมว่า ย้ายมาสร้างปี พ.ศ.๒๔๘๐ ค่าก่อสร้างเป็นเงิน ๙๑๘.๕๗ บาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มาก ว่ากันว่าสมัยนั้นเงิน ๑๐๐ บาท สามารถซื้อที่ดินในตัวเมืองได้ถึง ๒ งานทีเดียว ขุนอุปพงศ์นี้เป็นชาวกรุงเทพฯ มาประกอบธุรกิจทำโรงภาพยนต์เจ้าแรกของเมืองเชียงใหม่ คือ โรงภาพยนต์ศรีเวียงพิงค์ อยู่ถนนช้างคลาน ใกล้ย่านไนท์พลาซ่าในปัจจุบัน และทำธุรกิจโรงพิมพ์อีกด้วย ชื่อโรงพิมพ์อุปติพงศ์ ต่อมาขายโรงภาพยนต์ให้คุณนายลัดดา พันธาภา การได้บรรดาศักดิ์เป็น “ขุน” คาดว่าเนื่องจากช่วยเหลือกิจการลูกเสือในสมัยรัชกาลที่ ๖ ภายหลังเมื่อเสียชีวิตภรรยาคนที่สอง คือนางสิลา อุปติพงศ์ รับมรดกและได้บริจาคสร้างศาลาสวดศพที่วัดเจดีย์หลวง ชื่อ ศาลาสิลา อุปติพงศ์

นายสมหมาย สุวรรณประเทศ คนเก่าแก่ของย่านแจ่งกะต๊ำเล่าเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านบ้านแจ่งกะต๊ำในอดีตว่า
“ชาวบ้านแจ่งกะต๊ำส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างและทำนา ที่นามักอยู่บริเวณประตูก้อม ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งเช่าที่นาของเจ้าติ๊บ ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าของที่นาส่วนใหญ่ละแวกประตูก้อม เมื่อ ๖๐-๗๐ ปีก่อน บริเวณแถบประตูก้อมเป็นที่นาทั้งนั้น หากเข้าไปทางห้าแยกประตูเชียงใหม่ ไปทางวิทยาลัยนาฏศิลป์ แถบนี้เป็นที่น่าเรื่อยไปจนถึงบ้านป่าแดด ท้างนาอีกด้านหนึ่งไปทางสุสานหายยาไปจนถึงแม่เหียะ สมัยก่อนยังไม่มีถนนสายมหิดล จึงเห็นเป็นทุ่งนาติดต่อกัน คราวที่ข้าวสุกจะเห็นเหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตา ตรงข้ามสุสานหายยามีศาลาพักคนเดินทาง เรียกว่า ‘ศาลาแดง’ เสาทาสีแดง หลังคาเป็นกระเบื้องดินขอ ชาวบ้านจากอำเภอทางใต้ คือ หางดง สันป่าตอง จอมทอง ที่จะเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ มักมาพักก่อนเข้าตัวเมือง หากมีเกวียนมาก็จะปล่อยให้วัวที่บรรทุกของได้พักบริเวณแถบนี้ ผู้ใหญ่บ้านของบ้านแจ่งกะต๊ำ สมัยก่อน คือ ลุงหนานหมู ทรายทอง หรือเรียกว่า “แก่หนานหมู” เดิมเป็นช่างฝีมือทำเครื่องเงินให้เจ้านาย ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านอยู่โรงแรมเลิศสุข โรงแรมไม้เก่า ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากบ้านมาเป็นโรงแรมประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐”

“คนมีฐานะดีมักอยู่แถบหน้าวัดผ้าขาว คหบดีที่มีฐานะ คือ ครอบครัวของ พญาจรพนมเขต ทำงานด้านป่าไม้ให้เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ภรรยาชื่อ นางขอดแก้ว มีธิดาคนเดียว คือ แม่หมู ต่อมาสมรสกับ นายมังคละ ปวราธิสันต์ มีบุตรธิดา คือ นางทองอินทร์, นางบริพันธ์, นายมงคง, นายนิพนธ์ และนายประมัย นอกเหนือจากมีไร่นาจำนวนมากแล้ว ครอบครัวนายมังคละยังมีร้านค้าขายหม้อดิน อยู่ถนนท่าแพ ปัจจุบันลูกหลานทำเป็นคลินิคฝังเข็มรักษาโรคและขายสมุนไพร”

บ้านแจ่งกะต๊ำ ปัจจุบันเรียกว่า ชุมชนแจ่งกะต๊ำ มีบ้านเรือนอยู่หนาแน่นบริเวณด้านหลังวัดทรายมูลเมือง ชุมชนใกล้เคียงที่ติดต่อกันคือ บ้านประตูเชียงใหม่ พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นของเจ้านายฝ่ายเหนือ ตระกูล ณ เชียงใหม่

Cr.ประวัติชุมชนในเมืองเชียงใหม่ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๐) พิมพ์ครั้งที่ ๒ : สิงหาคม ๒๕๕๐

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here