เจ้ากุลวงศ์ ณ เชียงใหม่

เจ้ากุลวงศ์ ณ เชียงใหม่ เป็นทนายความยุคแรกๆ ของเมืองเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 86 ปี (สัมภาษณ์เมื่อปี พ.ศ.2546 ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) มีเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือ โดยบิดาของเจ้ากุลวงศ์ คือ เจ้าราชภาติกวงศ์ เป็นผู้บริจาคที่ดินให้ทางราชการเป็นโรงเรียนกสิกรรม บริเวณดังกล่าวปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

เจ้ากุลวงศ์ เล่าว่า
“ผมเกิดที่คุมเจ้าบุรีรัตน์ หน้าวัดฟ่อนสร้อย ใกล้ประตูเชียงใหม่ เป็นคุ้มของเจ้าหน่อเมือง บรรดาศักดิ์เป็นเจ้าบุรีรตน์ ทำงานด้านศาลในสมัยก่อน เจ้าแม่ คือ เจ้าอินหวัน เป็นลูกของเจ้าบุรีรัตน์ ส่วนเจ้าพ่อ คือ เจ้าราชภาติวงศ์ บ้าน อยู่ทางช้างเผือก เรียกว่า บ้านเวียงบัว บ้านเจ้าพ่ออยู่ตรงกันข้าม มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในปัจจุบัน เจ้าพ่อมีที่อยู่บริเวณนี้ประมาณ 100 กว่าไร่ ละแวกนี้เป็นที่ของพ่อทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นที่นาไม่ค่อยดี ทำนาไม่ค่อยได้ผล มักแบ่งให้ชาวบ้านเช่าทำกิน”

เจ้าบุรีรัตน์ ที่เจ้ากุลวงศ์ กล่าวถึง คือเจ้าหน่อแก้ว ณ เชียงใหม่เป็นบุตรของ เจ้าหญิงจันทร์ฟอง ซึ่งเป็นรุ่นหลานของเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 3 คือเจ้าคำฝั้น ส่วนบิดานั้นเป็นเจ้าเมืองตาก มีพี่น้อง 3 คน คือ เจ้าหญิงกาบคำ , เจ้าหญิงกาบแก้ว และเจ้าน้อยหน่อแก้ว

เจ้าบุรีรัตน์ (หน่อแก้ว ณ เชียงใหม่) มีคุ้มอยู่หน้าวัดฟ่อนสร้อย ใกล้ประตูเชียงใหม่ รับราชการในหน้าที่ผู้พิพากษา ด้านครอบครัวมีภรรยา 4 คน บุตรธิดารวม 9 คน คือ เจ้าแก้วมูล , เจ้าบัวทิพย์ , เจ้าจันทร์สม , เจ้าน้อยบุญปั๋น , เจ้าแม่อินหวัน , เจ้าไข่แก้ว , เจ้าสิงห์ทอง , เจ้าหนานดวงฤิทธิ์ และเจ้าน้อยเครื่อง

เจ้าแม่อินหวัน คือ มารดาของเจ้ากุลวงศ์ ณ เชียงใหม่ เจ้ากุลวงศ์ เล่า เรื่องครอบครัวว่า

“เจ้าพ่อไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านของแม่ที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ กับบ้านของพ่อที่ช้างเผือก เจ้าพ่อบริจาคที่ให้ทางราชการทำเป็นโรงเรียนกสิกรรมประมาณ 40 ไร่ สมัยนั้นเจ้าชื่น สิโรรส ขอทำโรงเรียนกสิกรรม”

คุณปราณี ศิริธร ค้นคว้าประวัติของเจ้าราชภาติกวงศ์ ไว้ในหนังสือเพ็ชรล้านนาเล่ม 1 ส่วนหนึ่งว่า เจ้าราชภาติกวงศ์ ชื่อเดิม คือ เจ้าหนานคำตั๋น ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรของเจ้าน้อยไชยลังกา กับเจ้าหญิงบัวใส ฝ่ายบิดา คือ เจ้าน้อยไชยลังกา

เจ้าหญิงบัวใส เป็นธิดาของเจ้าบุรีรัตน์(เจ้าน้อยมหาอินทร์) เจ้าของคุ้มกลางเวียง เจ้าบุรีรัตน์(เจ้าน้อยมหาอินทร์) เป็นบุตรของเจ้าอุปราชพิมพิสาร

เจ้าราชภาติกวงศ์ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเป็นองครักษ์ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 9 ได้ทำประโยชน์ให้สังคมโดยได้สละที่ดินจำนวน 40 ไร่ อุทิศให้เป็นโรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่ปัจจุบันคือ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่

เจ้ากุลวงศ์ ให้ข้อมูลว่า “เจ้าพ่อทำงานในคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ ขับรถไปทำงานทุกวัน สมัยนั้นเรียกว่าตำแหน่งเสนาวัง มียศทางทหารเป็น พันตรีเจ้าราชภาติกวงศ์ ได้รับเงินเดือนเดือนละ 312 บาท 50 สตางค์ ถือว่าเป็นเงินมากและเป็นเงินเดือนที่ได้ตลอดชีวิตหลังจากเกษียณแล้วก็รับเท่าเดิม หน้าที่ของเจ้าพ่อคือทำหน้าที่เลขาของเจ้าแก้วนวรัฐ ทำงานแทนด้านต่างๆ รวมทั้งทำหนังสือโต้ตอบส่วนราชการ ต้องนำหนังสือไปให้เจ้าแก้วฯเซ็น พ่อเรียนมาทางพระ คือที่เรียกว่าหนาน มีตวามรู้ทั้งหนังสือเมืองและหนังสือไทย ผมเข้าไปในคุมเข้าแก้วฯบ่อย เคยเห็นหนังสือพระราชทานนามสกุล ณ เชียงใหม่ที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าแก้วฯได้ใส่กรอบไว้ที่ข้างบันไดทางขึ้นคุ้ม หลังจากคุ้มได้ขายให้เถ้าแก่โอ๊วแล้วหนังสือนี้ก็หากันไม่เจอ ไม่รู้อยู่ที่ใคร”

ต่อมาเจ้ากุลวงศ์ อพยพจากบ้านที่ช้างเผือกมาอยู่ที่บ้านบวกครก ทางไปอำเภอสันกำแพง สมัยนั้นแม้จะถือว่าไกลจากตัวเมืองมากแต่ก็มีรถยนต์ใช้แล้วจึงไม่ลำบากในการเดินทาง

“เจ้าพ่อย้ายครอบครัวมาบ้านบวกครกก่อนปี พ.ศ.2469 เล็กน้อย จำได้ว่าในปี พ.ศ.2469 รัชกาลที่ 7 เสด็จเมืองเชียงใหม่ ตอนที่ย้ายมาผมอายุประมาณ 9 ไร่ ทั้งสองฝั่งของถนนสายสันกำแพง ปัจจุบันคือ บริเวณตลาดเอื้องคำ เป็นส่วนหนึ่งของที่ของเจ้าพ่อ ส่วนด้านหลังตลาดเอื้องคำไปเป็นของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ เป็นทุ่งรกร้างว่างเปล่า ไม่มีนาจึงแทบเรียกว่าไร้ประโยชน์ บางแห่งเป็นป่าละเมาะ กระต่ายเยอะ ถัดจากที่ของเจ้าพ่อไปทางด้านอำเภอสันกำแพงเป็นที่และบ้านของพญาจันธุรกิจ ชาวบ้านเรียกสั้นๆว่า พญาจันที่ดินประมาณ 4 ไร่ ถัดไปอีกเป็นบ้านของหม่อมแส หม่อมของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าแก้วฯสร้างบ้านให้อยู่อาศัยพร้อมบริวารอีกหลายคน หม่อมแสไม่มีลูก ปัจจุบันบ้านหลังที่หม่อมแสเคยอยู่ยังมีอยู่ แต่เปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์แล้ว คนซื้อต่อชื่อ กิจา ต่อมาเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไปอีกทอดหนึ่งแล้ว

“ที่ดินฝั่งด้านตลาดเอื้องคำ เจ้าพ่อสร้างบ้านให้ภรรยา 2 คน อยู่กัน คือ เจ้าจันทร์สมและเจ้าคำปุน เจ้าจันทร์สมมีลูก 6 คน ส่วนเจ้าคำปุน ไม่มีลูก ลูกเจ้าจันทร์สมปัจจุบันเหลือนายฉัตร เคยทำงานเป็นผู้ช่วยกงสุลอเมริกันปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว อีกด้านหนึ่งของถนนสันกำแพงฝั่งตรงกันข้ามของตลาดเอื้องคำ เจ้าพ่อสร้างบ้านให้เจ้าแม่ผม(เจ้าอินหวัน)และครอบครัวอยู่

“พญาจันธุรกิจเป็นเจ้าของที่ดินถัดจากที่ดินของพ่อไป เป็นคนภาคกลางไว้หนวดยาวและม้วนงอขึ้นข้างบนเป็นที่โดดเด่น ทำงานที่คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐทำหน้าที่ต้อนรับแขกที่มาหาเจ้าแก้วฯ และจัดตารางเวลาให้เข้าพบเจ้าแก้วฯ รับเงินเดือนจากเจ้าแก้วฯ สนิทสนมกับเจ้าแก้วฯมาก สามารถนั่งร่วมโต๊ะทานอาหารกับเจ้าแก้วฯได้ และมักอ่านหนังสือพิมพ์ให้เจ้าแก้วฯฟังอยู่เสมอ บ้านเดิมของพญาจัน ต่อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของพลเอกจิตติ นาวีเสถียร พญาจัน มีลูกคนหรือสองคน แยกย้ายกันไป”

เจ้ากุลวงศ์ มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน คือเจ้าศุขเกษม , เจ้ากุลวงศ์ , เจ้าจันทร์ฟอง , เจ้าบัวสร้อย , นายแพทย์ เบญพันธุ์ ณ เชียงใหม่

เจ้าราชภาติกวงศ์เสียชีวิตขณะอายุ 65 ปี ประมาณปี พ.ศ.2481 ส่วนเจ้าแม่อินหวัน เสียชีวิตปี พ.ศ.2527 อายุ 86 ปี ที่ดินของเจ้าภาติกวงศ์ มีค่ามากขึ้นเมื่อถนนสายเชียงใหม่ – ลำปาง หรื่อที่เรียกว่า “ถนนสายซุปเปอร์ไฮเวย์” ตัดผ่านประมาณปี พ.ศ.2514 ที่ดินของเจ้ากุลวงศ์ ถูกทางราชการเวนคืนไปประมาณ 4 ไร่ เจ้ากุลวงศ์เห็นว่าจะทำให้ที่ดินราคาสูงขึ้น จึงได้ซื้อที่ฝั่งตะวันออกของถนนซุปเปอร์และถนนสายสันกำแพงให้นักธุรกิจสร้างตึกแถวขาย ส่วนเจ้ากุลวงศ์ ขยับไปซื้อทุ่งนาใกล้เคียงใช้เป็นที่อยู่อาศัย

เจ้ากุลวงศ์ เเริ่มการศึกษาจากโรงเรียนวัดบวกครกหลวงใกล้บ้านประมาณ 1 ปี ย้ายไปเรียนเอกชน คือ โรงเรียนอรุณศึกษาหนองประทีป อยู่บริเวณสถานีรถไฟ เรียนแค่ปีเดียวก็เข้าโนงเรียนปรินซ์รอแยลส์วิทยาลัย ชั้นประถม 1

“เข้าโรงเรียนปรินซ์ฯสมัยนั้น จากบ้านไปถือว่าไกล ไปโรงเรียนโดยใช้รถยนต์ สมัยนั้นพ่อมีรถยนต์อยู่คันหนึ่ง เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก ยี่ห้อ AMINCA มีคนขับ ขับมาส่งที่โรงเรียน ตอนเที่ยงก็นำข้าวมาส่ง จนจบชั้นมัธยม 8 ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ พักอยู่กับน้า คือ คุณภิญโญ อินทวิวัฒน์ ที่เป็น ส.ส.เชียงใหม่ และเช่าบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯแถวถนนประชาธิปไตย ผมไปอยู่ด้วยและมีญาติๆ และเพื่อนๆ ไปอยู่กันหลายคน เช่น นายเจริญ นายโสภณ นายทองคำ ผมสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบธรรมศาสตร์บัณฑิต รับปริญญาจากหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

“หลังจากจบกฎหมายมาแล้ว ผมมาประกอบอาชีพทนายความ เริ่มต้นฝึกงานกับคุณสีทน อินทราวุธ ซึ่งมีสำนักงานทนายความที่สี่แยกวัดพันอ้น คุณสีทน อินทราวุธ ซึ่งมีสำนักงานทนายความที่สี่แยกวัดพันอ้น คุณสีทน มาฝึกงานอยู่ด้วย ประมาณ 2 ปี จึงเริ่มว่าความได้ ทนายความรุ่นเดียวกันมีหลายคน เช่น นายพงษ์ วิเศษศิริ , นายเปลี่ยน สุทธิเวทย์ , นายบุญศรี วิญญารัตน์ , นายพิชัย ศรีหกุลัง , นายประสิทธิ์ สุทธิเวทย์ , นายประวิน นิวาศวัฒน์ , นายพิรุ อินทราวุธ “

เจ้ากุลวงศ์ สมรสกับคุณภัทรา สกุลเดิม ภูวกุล เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ บุตรธิดา คือ ดร.รศ.ภัทรกุล จริยวิทยานนท์ หัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร , นายตระกูลวัฒนา ณ เชียงใหม่ อาชีพทำธุรกิจ และนางกุนกัญญา ศิรินฤมิตร อาชีพทำธุรกิจ (สัมภาษณ์,พ.ศ.2547)

พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเล่าไว้ (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม 29)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here