วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 กระทรวงพาณิชย์ประชุมหารือวางแผนกำหนดนโยบายรองรับผลผลิตลำไย ภาคเหนือ ปี 2561 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวทั้งภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ อธิบดีกรมการค้าภายใน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ พาณิชย์จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ  ผู้ซื้อ ผู้ส่งออก โรงงานแปรรูปลำไย ตลาดกลาง และเกษตรกร เข้าร่วมประชุม โดยมีนางนิยดา หมื่นอนันต์ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ได้รายงานสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดลำไยจังหวัดภาคเหนือ ปี 2561 ในภาพรวม ณ โรงแรมคุ้มภูคำ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 

ซึ่งผลการประชุมหารือมาตรการรองรับผลผลิตลำไย ปี 2561 โดยมีมาตรการหลักๆ ดังนี้ 

           1) เร่งหาตลาดส่งออกรองรับใหม่ ๆ (ตลาดรอง) เพื่อลดการผูกขาดจากตลาดส่งออกเดิม เช่น อินเดีย สิงคโปร์ ดูไบ ตลาดที่มีคนเอเชียอยู่จำนวนมาก โดยใช้กลไกผ่านกิจกรรม Incoming ที่กำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์ถัดไปที่ จ.เชียงใหม่ (โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่)

           2) การขยายช่องทางผ่านการขายออนไลน์ของบริษัท Tmall / alibaba 

           3) มาตรการส่งเสริมให้ผู้รวบรวม เช่น ให้ค่าบริหารจัดการคุณภาพ ในลักษณะเป็นค่าเหมาจ่าย สำหรับการกระจายผลผลิตภายในประเทศ (ออกนอกแหล่งผลิต)โดยประสานความร่วมมือกับภาครัฐ เช่นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ภาคเอกชน  โดยตั้งเป้าหมาย 5,000 ตัน ทั่วประเทศ 

ผ่านหลายๆ ช่องทาง อาทิ ศูนย์ MOI ของแต่ละจังหวัด ตลาดประชารัฐ Modern Trade เช่น เทสโก้โลตัส บิ๊กซี ท๊อปซุปเปอร์ฯ สยามแมคโคร รวมทั้งสถานีบริการน้ำมันบางจาก และปตท. ฯลฯ เพื่อให้ผลผลิตลำไยถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึง

            4) ส่งเสริมการแปรรูปลำไย เพื่อเพิ่มมูลค่าลำไย โดยนำนวัตกรรม มาต่อยอด เช่น ลำไยอบแห้งสีทอง/ทั้งเปลือก ลำไยกระป๋อง และผลิตภัณฑ์ลำไยแปรรูปในรูปแบบต่างๆ โดยให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยหาตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ

            5) การรณรงค์การบริโภคลำไย ภายในประเทศให้มากที่สุด โดยขอความร่วมมือโรงแรม ร้านอาหารจัดเมนูอาหารหวาน อาการคาวที่มีลำไย สร้างการรับรู้ในเรื่องคุณค่าและสรรพคุณของลำไย 

            6) เสนอให้ ธกส. พิจารณาให้สินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างเงินทุน หมุนเวียนในการกระจายและการแปรรูป ให้กับเกษตรกรโดยตรง

              ทั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ได้เสนอ/สะท้อนปัญหาเรื่องลำไย  ที่ส่งผลต่อราคาและตลาดลำไย ดังนี้ 

             1) ปัญหาการขาดแคลนแรงงานจัดเก็บและตัดแต่ง โดยขอให้มีการผ่อนปรนการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเก็บลำไยข้ามจังหวัดให้สามารถทำได้ในช่วงเวลาที่ลำไยออกสู่ตลาดมากๆ

            2) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดให้บริการตรวจ SPS ในวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อป้องกันลำไยเน่าเสียค้างที่ชายแดนหรือท่าเรือ 

            3) เจรจากับเวียดนามให้มีความสะดวกในการตรวจปล่อยสินค้า หลังจากมีปัญหาอุปสรรคการตรวจปล่อยสินค้าล่าช้าบนเส้นทาง R8 และ R12 กับเวียดนาม  และมีความกังวลกับตลาดอินโดนีเซียที่ใช้มาตรการ NTB กับสินค้าลำไย

ทั้งนี้ ได้มีการลงนามการรับซื้อลำไยสดตามสัญญามาตรฐานของกรมการค้าภายใน. 1. สัญญา โดยบริษัทมาตา โปรดักส์และสหกรณ์การเกษตรจอมทองปริมาณ 3,800 ตัน

และบริษัท เนเชอรัลเบฟ ผู้ผลิตน้ำสกัดลำไยเข้มข้นได้ลงนามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายลำไยเกรดรองกับกลุ่มเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายการรับซื้อในปริมาณ 10,000 ตัน

         โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามมาตรการที่ได้ร่วมกันหารือในที่ประชุมครั้งนี้ และรายงานผลให้ต้นสังกัดทราบถึงมาตรการการช่วยเหลือต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here