ต่อจากฉบับที่แล้วว่าด้วย “วิถีคนเมืองกับเครื่องเขิน” ได้กล่าวถึงประเภทของเครื่องเขินล้านนาว่าสามารถแบ่งได้เป็น 9 ประเภท โดยประเภทแรกคือเครื่องเขินสำหรับชนชั้นสูง ฉบับนี้จักได้กล่าวถึง “คัวฮักคัวหาง” หรือเครื่องเขินล้านนาอีก 8 ประเภทที่เหลือดังนี้

2เครื่องเขินล้านนาสำหรับคหบดี

ประกอบด้วย แอบหมาก หรือขันหมากทรงกระบอก สานด้วยไม้ไผ่เป็นลายสอง จากนั้นขดส่วนลวดบัวรัดให้แข็งแรง ดูจากภายนอกมีลักษณะการตกแต่งเช่นเดียวกับขันหมากของคนชั้นสูง กล่าวคือแบ่งตัวลายออกเป็นสามส่วน ต่างกันตรงที่ว่าขันหมากประเภทนี้เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้านจึงไม่มีการใช้สีทอง มีแต่สีดำจากรักและสีแดงจากชาด ในขณะเดียวกันเราสามารถมองเห็นโครงสร้างไม้ไผ่ที่ชัดเจน เนื่องจากกรรมวิธีการเคลือบนี้จะทารักบาง เน้นสีชาดด้วยลวดลายแบบง่ายๆ เช่น ลายกลีบดอกไม้ พรรณพฤกษา ลายจุด มีลักษณะค่อนข้างหยาบไม่ประณีตมากนัก ขันหมากประเภทนี้มีอยู่แทบทุกครัวเรือน เนื่องจากเป็นรูปแบบมาตรฐานและถือว่าเป็นสมบัติแสดงฐานะใช้รับแขกมาเยือน

ขันหมากทรงเหลี่ยมใช้สำหรับคนในเวียง ผู้มีฐานะหรือคหบดี มีรูปทรงตั้งแต่ 12-18 เหลี่ยม เพื่อให้ดูหรูหรามากกว่าขันหมากทรงกระบอกธรรมดา ดังนั้นกรรมวิธีจึงยากกว่าและราคาก็แพงกว่าขันหมากทั่วไป ขันหมากทรงหลายเหลี่ยมมักมีลักษณะป้านและเตี้ย โดยมากสีที่ใช้คือสีดำและแดง แม้ใช้สีน้อยแต่ฝีมือค่อนข้างประณีต ลวดลายที่ใช้นั้นนิยมทำเป็น “ช่องกระจก” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ลายลูกฟัก” (ลายกรอบกระจก) แต่ทางภาคเหนือเรียกว่า “ช่องแว่น” มีลักษณะเป็นทรงไข่วงรีวางแนวยาว ภายในช่องกระจกมีลวดลายพรรณพฤกษาประดับ ตอนล่างของขันหมากมี “ลูกติ่ง” ซึ่งทำจากยางรักผสมดินขาวและขี้เถ้า พิมพ์ประดับเป็นริ้วอยู่ที่ตีนขันหมาก ซึ่งลูกติ่งนี้เป็นเอกลักษณ์พิเศษอยู่คู่กับขันหมากเสมอ

ปุง (กระบุง) หรือ เบี๊ยด เป็นคัวฮักคัวหางชนิดพิเศษที่มีอยู่ทุกครัวเรือนของชุมชนชาวล้านนา แต่วัตถุประสงค์นั้นมิได้เพื่อใช้รับแขก หากมีไว้เป็นภาชนะก้นครัว ทำหน้าที่คล้ายกับขวดโหลหรือกระบุง ใช้เก็บของเพื่อป้องกันความชื้น ป้องกันสัตว์และแมลง โดยมากใช้เก็บเมล็ดพืชที่เตรียมไว้สำหรับเพาะปลูกในฤดูกาลต่างๆ ซึ่งจะเก็บไว้บนหิ้งในห้องครัว นี้ แต่หากบรรจุสมบัติมีค่าเช่นเสื้อผ้าจะเก็บไว้บนเพดานในห้องนอน

นอกจากนี้ ปุงยังใช้ทำหน้าที่เหมือนเป็นกระเป๋าเดินทาง สามารถหอบหิ้วปุงซึ่งบรรจุสิ่งของจิปาถะได้ทันท่วงที อีกกรณีหนึ่ง อาจใช้สำหรับเจ้าบ่าวตอนเดินทางไปบ้านเจ้าสาว ปุงจะเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม ดังนั้นเจ้าของบางคนนิยมตกแต่งปุงด้วยการเขียนลวดลายอย่างสวยงาม โดยปกติปุงทำจากเครื่องจักสาน แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนภาชนะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกล่องข้าว ตะกร้าหรือกระบุง ตัวภาชนะสานจะทาทับด้วยยางรักและมีฝาปิด อีกส่วนคือ ฐานไม้แยกชิ้นพร้อมหวายรัด สายสะพาย

3. เครื่องเขินลายขูดของไทเขิน (ขึน)

เครื่องเขินลายขูด คือเอกลักษณ์ที่แท้จริงของคำว่า “Lacquerware” ที่ชาวโลกรู้จัก อันหมายถึงการทารักบนไม้สานและขูดลาย (ฮายดอก) เป็นรูปดอกไม้ต่างๆ และลงรักใสอีกชั้นหนึ่งซึ่งกรรมวิธีดังกล่าวมีต้นกำเนิดมาจากชุมชนไทเขินซึ่งอยู่ในเมืองเชียงตุงของพม่า กระทั่งเข้ามาสู่ชุมชนล้านนา เชื้อสายไทเขินในเชียงใหม่ซึ่งตั้งรกรากอยู่ทางตอนใต้ของเวียงแถบบริเวณบ้านนันทาราม (บ้านนันตา) บ้านวัวลาย บ้านระแกง บ้านดอนจั่น ฯลฯ คนกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ทำเครื่องเขินขึ้นใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ยังได้ทำส่งออกเป็นสินค้าแพร่หลายสู่ภาคกลาง ด้วยเหตุนี้ที่มาของคำว่า เครื่องเขิน จึงถูกเรียกในยุคหลังตามชื่อชาติพันธุ์ของผู้ผลิต คือไทเขิน

ตัวอย่างเครื่องเขินลายขูด ได้แก่ ขันหมากทรงถ้วยโถมีถ้วยหรือถาดใส่เครื่องเคียง, พานเลียนแบบเครื่องทองเหลืองที่นิยมในภาคกลาง รูปทรงนี้ไม่เคยพบในล้านนามาก่อน แต่ทำขึ้นเพื่อขายคนภาคกลาง, ขันโอ หรือ “โอ” ใช้ใส่ของสารพัดชนิด เช่นใส่ของทำบุญที่วัด หรือใส่ของชำร่วยใช้แทนพานดอกไม้, จอกกินน้ำหรือ “กอก”นิยมใช้ครอบบนคนโท แทนฝาปิด

กล่องใส่บุหรี่หรือ “หีบไม้” ทำจากไม้จริงไม่ใช้ไม้ไผ่สาน เป็นรูปแบบประยุกต์ให้ดูสมัยใหม่ตามอิทธิพลตะวันตก แต่กรรมวิธีการตกแต่งยังเป็นลายขูดแบบดั้งเดิม ผลิตขึ้นประมาณ 60-70 ปีมานี้เอง

4. เครื่องเขินขาซี่ของไทใหญ่

ต้นตำรับเครื่องเขินแบบดั้งเดิมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งนิยมมากในหมู่ชาวไทใหญ่ และแพร่เข้ามาในหมู่ล้านนา ชาวไทเขิน และชาวไทน้อย ได้แก่ เครื่องเขินที่ใช้ขาซี่ตะเกียบ

ขันดอกซี่ตะเกียบ คำว่า ขันดอก นั้นหมายถึงพานใส่ดอกไม้และเครื่องเซ่นไหว้ของชาวล้านนา ขันดอกซี่ตะเกียบจัดเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทใหญ่ จุดเด่นของขันดอกประเภทนี้คือ ตัวถาดภาชนะทำด้วยเครื่องจักสานลายสอง ส่วนของขอบนั้นใช้การขดตอก ส่วนขาใช้ขดตอกสานบิดเป็นเกลียว เสริมความแข็งแรงด้วยการพอกรักสมุกทำเป็นซี่ ต่อมาพัฒนาไปเป็น “ลูกติ่ง” ถือเป็นต้นแบบของเครื่องเขินชนิดต่างๆ ต่อมาได้มีการพัฒนาส่วนเอวไปเป็นซี่ลูกกรงทำจากไม้กลึง (เรียกกันว่า “เอวตะเกียบ”) ซึ่งแตกต่างจากขันดอกลายสองแบบโบราณที่ทำลูกกรงด้วยไม้ไผ่ขัดสาน ขันซี่ที่รูปร่างค่อนข้างอ้วน เรียกเป็นภาษาพื้นเมืองว่า “แอวอู” ส่วนขันซี่ขนาดผอมเรียกว่า “แอวแค้ว” ปากขันดอกตกแต่งด้วยกลีบบัวย้อยลงมา อันเป็นรสนิยมของชาวไทใหญ่

5. เครื่องเขินไม้กลึง

ขันดอกไม้กลึงจากการทำขาเป็นซี่ตะเกียบ ต่อมาได้พัฒนาไปเป็นการทำขาด้วยไม้กลึง ซึ่งยังเห็นร่องรอยของการเลียนแบบขาซี่อยู่ ขันดอกไม้กลึงมีรูปทรงคล้ายจานหรือพาน รับรูปแบบมาจากเครื่องปั้นดินเผาของจีน ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ส่วนบนเรียก ปากขัน ส่วนกลาง เรียก เอว หรือแอวส่วนล่างเรียก ฐาน หรือตีน ขันดอกประเภทไม้กลึงเหล่านี้พัฒนามาจากไม้ไผ่ขัดสาน แต่ต่อมาใช้ไม้จริงแทน ขัดเรียบแล้วนำไม้กลึงแต่ละชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงทารักลงชาดและเขียนลายแบบพื้นบ้าน ขันดอกมีหลายขนาด หากมีขนาดเล็กมักใช้สำหรับใส่ข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียนให้ผู้เฒ่าถือไปวัด สำหรับบูชาพระ นอกจากนี้ยังใช้ถวายของและใช้รับของในโอกาสต่างๆ

ถาดไม้กลึงพร้อมตลับหมาก เป็นถาดสำหรับถวายของหรือใช้จัดสำรับอาหารมีลักษณะคล้ายพาน ถาดชนิดนี้ไม่มีขา มีฐานขนาดเตี้ย ปัจจุบันประยุกต์ใช้เป็นขันหมาก เพราะมีขนาดกะทัดรัดจึงเรียกกันว่า “ขันหมากชาวบ้าน”

ขันโตกประเภทต่างๆ ที่เราคุ้นเคยจัดอยู่ในหมวดนี้ทั้งสิ้น

6. เครื่องเขินของคนชั้นสูงในพม่า

โตกแข้งหงส์ใช้สำหรับถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ทำด้วยไม้กลึง ส่วนขามีลักษณะคล้ายขาสัตว์ บางท่านเรียก แข้งสิงห์ บ้างก็ว่า แข้งหงส์ ลวดลายที่ใช้ตกแต่งโดยรอบภาชนะใช้กรรมวิธี “ลายรักกระแหนะ” เกิดจากการนำรักผสมขี้เถ้า นำมาขดเป็นลายเส้น แล้วปั้นติดบนภาชนะ บางครั้งมีการปิดทองประดับกระจกทับ ซึ่งโตกแข้งสิงห์นี้ในพม่านิยมมาก

อู (บางท่านเขียน “อูป”) เป็นขันโตกชนิดพิเศษคือใช้ถวายข้าวพระพุทธหรือพระราชาคณะ มีจุดเด่นอยู่ที่ฝาปิดทรงสูงซึ่งกล่าวว่าจำลองมาจากเขาพระสุเมรุมีความอลังการ รูปทรงเกิดจากการกลึงไม้ ส่วนฐานทำเป็นลูกติ่ง (ลูกกลึง) อันเป็นความนิยมของสายสกุลไทใหญ่

ตลับพระธาตุหรืออูบย่อส่วน เป็นผอบใส่ของศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้เคารพบูชา เช่นพระธาตุ ลูกประคำ ผ้ายันตร์ เป็นเครื่องเขินไม้กลึงทาชาดสีแดงไม่เขียนลาย นิยมตั้งไว้บนหิ้งพระหรือประดิษฐานไว้ในวัด มีข้อน่าสังเกตว่า อูบทรงสูงก็ดี หรือตลับธาตุฝาสูงก็ดี ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในสังคมล้านนา

7. เครื่องเขินล้านนาที่ใช้ในวัด

พานขันดอกมีขนาดใหญ่มาก ใช้สำหรับพิธีกรรมในวัด เช่นใส่ข้าวตอกดอกไม้และสิ่งของถวายบูชาแด่พระสงฆ์ ตกแต่งด้วยกรรมวิธีลายรดน้ำหรือลงรักปิดทอง เป็นรูปกลีบบัวคว่ำบัวหงาย

เชิงเทียนไม้กลึง ขดประดับลายรดน้ำปั้นรักกระแหนะปิดทับ ขอบปากหยักรูปกลีบบัวแบบภาคกลาง ภายในทาชาด ถือว่าเป็นการคลี่คลายของเครื่องเขินในกลุ่มล้านนาใหม่ราว 100-60 ปีที่ผ่านมา

ขันแก้วห้าโกฐาก แบ่งเป็น 2 ชิ้น แยกออกจากกันได้เพื่อสะดวกในการทำความสะอาด ประกอบด้วยส่วนบนคือพานทรงกลม นิยมเขียนลายรดน้ำเป็นรูปเทพพนมซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากภาคกลาง อีกส่วนคือฐาน ตกแต่งอย่างอลังการด้วยการทำขาเป็นรูปนาค 5 ตัว ถือเป็นพัฒนาการรูปแบบใหม่ของการทำเครื่องเขิน นอกจากนี้แล้วการประดับกระจกในส่วนของแอว (เอว) ขันแก้ว แต่เดิมเคยใช้กระจกจืน (ดีบุกจากพม่า) เปลี่ยนมาใช้กระจกแก้วหรือกระจกเกรียบแบบภาคกลางแทน

ความหมายของแก้วห้าโกฐาก การเรียกว่าขันแก้วเพราะชาวพุทธถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นดั่ง “ปัญจรัตนะ” ที่มีค่ายิ่ง กอปรด้วย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ การทำขันแก้วจึงเป็นสัญลักษณ์ของดวงแก้ววิเศษ คือ ปัญญา ที่จะใช้กำจัดกิเลสตัณหาทั้งปวง จึงมีการกำหนดให้ใส่ดอกไม้ธูปเทียน โดยแบ่งเป็นกองๆ เรียกว่า โกฐาก รวมห้ากอง

8. เครื่องเขินใช้สำหรับพิธีกรรม

เครื่องเขินกลุ่มนี้ต่างกับกลุ่มที่ใช้ในวัด กล่าวคือเป็นเครื่องเขินที่ติดอยู่กับวัด ชาวบ้านได้สร้างถวายให้วัด ผิดกับเครื่องเขินกลุ่มที่ 7 ซึ่งฆราวาสเป็นเจ้าของ และเมื่อใช้เสร็จก็นำกลับมาที่บ้าน

เทคนิคการทำเครื่องเขินได้ประยุกต์ใช้กับเครื่องสักการะบูชาและประติมากรรมรูปเคารพ ซึ่งโครงสร้างภายในอาจทำด้วยวัสดุอื่นๆ ที่นอกเหนือจากไม้ อาทิ สำริด ปูนปั้นหรือทองเหลือง ตัวอย่างเช่น

สุ่มดอกหรือ พนมดอก เป็นเครื่องสักการะภายในวัด ใช้ช่วงฟังเทศน์ฟังธรรม โดยชาวบ้านจะนำดอกไม้บูชาพระมาเสียบ คล้ายเครื่องกัณฑ์เทศน์ การทำสุ่มดอกโดยทั่วไป ใช้ไม้จริงประดับประดาด้วยการปั้นรักกระแหนะ ข้อสำคัญนิยมปั้นแปะแผ่นตอนบนด้วยตัวอักษรธรรมล้านนาเป็นชื่อของบุคคลผู้ถวาย นอกจากนี้ยังผสมด้วยกรรมวิธีติดกระจก ฉลุกระดาษ ลงรักปิดทอง

ขันแก้วทั้งสามเป็นเครื่องประดับในศาสนสถาน มีรูปทรงหลายแบบ เช่นทรงสามเหลี่ยม หรือไม่ก็แบ่งตัวขันแก้วเป็นสามช่องแยกออกจากกัน ประกอบด้วยส่วนที่ใช้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในส่วนของพระพุทธนั้น หมายถึง พระพุทธรูป ในส่วนของพระธรรม หมายถึง ธรรมาสน์ และใช้ในส่วนของพระ คือ พระภิกษุ ขันแก้วทั้งสามถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของล้านนา มีลักษณะเด่นด้วยการทำขาเป็นรูปนาค

9. เครื่องเขินวาดลวดลาย (ลายเพนท์)

เครื่องเขินวาดลวดลาย ชาวบ้านเรียกติดปากแบบทับศัพท์ว่า “จานโถลายเพนท์” เป็นรูปแบบใหม่ล่าสุด ที่พัฒนาขึ้นพร้อมกับหัตถอุตสาหกรรมศิลป์ ที่บ้านบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง และบ้านถวาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวคือด้านกรรมวิธีจะไม่ใช้ชาดสีแดงเนื่องจากหายากราคาแพง แต่ใช้สีสมัยใหม่ (สีกระป๋อง) เขียนลายแทน และได้ขยายชนิดของเครื่องเขินซึ่งแต่เดิมจำกัดอยู่แต่อุปกรณ์ในครัวเรือนไปเป็นร่มกระดาษสาอันลือชื่อ เทคนิคนี้มีขึ้นราว 40-50 ปีที่ผ่านมา ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเนื่องจากซื้อง่ายราคาถูก

สรุป เห็นได้ว่าขอบเขตของศิลปวัตถุที่เข้าข่ายความเป็น “เครื่องเขิน” นั้น มีอยู่มากมายหลายประเภททีเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามดิ้นรนที่ไม่เคยหยุดนิ่งของการทำเครื่องเขินขึ้นใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากหัตถอุตสาหกรรมศิลป์ประเภทเครื่องเขินลายเพนท์ซึ่งกำลังมีบทบาทอย่างสูงแทนที่เครื่องเขินประเภทลายขูดหรือไม้กลึงแล้ว ปัจจุบันนี้บ้านเขินนันตาของเชียงใหม่ และร้านลายทองที่ถนนเชียงใหม่-สันกำแพง ยังได้นำกรรมวิธีเทคนิคการทำเครื่องเขินด้วยการฝังเปลือกไข่ อันรับอิทธิพลมาจากญี่ปุ่น มาใช้ทำของที่ระลึกจำหน่ายนักท่องเที่ยวอีกด้วย ในขณะที่ เครื่องเขินแบบดั้งเดิมของไทเขินประเภทขันดอกซี่ตะเกียบ หรืออูบทรงสูงแบบไทใหญ่ซึ่งต้องใช้กรรมวิธีลงชาดสีแดงหลายชั้นนั้น กลับค่อยๆ สูญหายไปทีละน้อย ๆ จากตลาดการค้า เนื่องจาก “ชาด” เป็นวัสดุหายาก ต้นทุนสูง และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการทำ ด้วยเหตุนี้ โฉมหน้าของเครื่องเขินที่เราพบเห็นตามย่านบ้านถวาย บ้านวัวลาย หรือสันกำแพง จึงเป็นเครื่องเขินที่แปลงรูปและประยุกต์ไปจากเดิมมากแล้ว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here