ศาสนาคริสต์เริ่มเผยแพร่ในเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๑๐ สมัยตันรัชกาลที่ ๕ สมัยนั้นเมืองเชียงใหม่มีเจ้าผู้ครองนคร คือ เจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ หลังจากเผยแพร่ศาสนาในตัวเมืองเชียงใหม่แล้ว สถานที่เผยแพร่ศาสนาคริสต์แห่งที่ ๒ ก็คือ บ้านแม่ดอกแดงที่อำเภอดอยสะเก็ดนี้

บ้านแม่ดอกแดง ตั้งอยู่ในเขตตำบลป่าป้อง ตามเส้นทางถนนสายดอยสะเก็ด-บ้านบ่อสร้าง ตามประวัติที่นายประสิทธิ์ พงศ์อุดม ค้นคว้าจากเอกสารของมิชชันนารี ระบุว่าเป็นชุมชนมีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากาวิละ สมัยที่กวาดต้อนผู้คนมาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ และเชื่อว่ามาจากเมืองเซียงแสนเป็นกลุ่มไทลื้อ ทั้งนี้ผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวว่า ชื่อเดิมของบ้านแม่ดอกแดง คือ “แม่ดอกแดงสันลำพูน” ทำให้สันนิษฐานไปได้ว่า หลังจากมีการอพยพจากเมืองเชียงแสนมาตั้งที่แห่งนี้แล้ว ต่อมามีการให้ย้ายกลับไปตั้งเมืองใหม่ที่เมืองเชียงแสน หลังจากนั้นมีชาวลำพูนหนีความแห้งแล้งมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้แทน

บ้านแม่ดอกแดง อยู่ห่างที่ตั้งอำเภอดอยสะเก็ดไปทางถนนสายดอยสะเก็ด-บ่อสร้าง ไปทางอำเภอสันกำแพงประมาณ ๔ ก.ม. ในอดีตการติดต่อกับเมืองเชียงใหม่จากบ้านแม่ดอกแดงใช้การลัดเลาะไปตามันนนาและผ่านหมู่บ้านรายทาง ๒-๓ หมู่บ้านไปออกบ้านน้ำแพร่และเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ สภาพท้องทุ่งบ้านแม่ดอกแดงนั้น มิชชันนารี (นักสอนศาสนา) บันทึกไว้ว่า สภาพท้องทุ่งแม่ดอกแดงโดยทั่วไปสมัยก่อนนี้น้ำหลากเนื่องจากเป็นที่ลุ่ม ในช่วงฤดูฝนมีน้ำท่วมเจิ่งนองมองดูราวกับท้องทะเล

การเผยแพร่ศาสนาคริสต์นั้น เริ่มเผยแพร่ในเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๑๐ โดยดาเนียล แมคกิลวารีและครอบครัว การเข้ามาของฝรั่งเป็นครั้งแรกนั้นสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเมืองเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง ต่างแวะมายืนชมกันไม่ขาดและเรียกชาวฝรั่งว่า “กุลวาขาว” การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ถูกต่อต้านจากเจ้าหลวงเชียงใหม่ คือ เจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ ๕ มีคำสั่งอนุญาตให้เผยแพร่ศาสนาได้ทำให้การเผยเพร่ศาสนาสะดวกขึ้น

เมื่อมีผู้นับถือศาสนาคริสต์ในเมืองมากขึ้น จึงมีการออกมาเผยแพร่ศาสนาตามชนบทโดยอำเภอดอยสะเก็ดถูกเลือกเป็นสถานที่เผยแพร่ศาสนาเป็นแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่
สถานที่ที่รับการเผยแพร่ศาสนาคือ บ้านแม่ดอกแดงและบ้านป่าป้อง

ชุมชนคริสเตียนเขตอำเภอดอยสะเก็ดในสมัยเริ่มแรก มีชุมชนใหญ่อยู่ที่บ้านแม่ดอกแดง และมีคริสเตียนที่มาจากหมู่บ้านต่างๆใกล้เคียง โดยผู้ที่กลับใจเป็นคริสเตียนยังเป็นสมาชิกของโบสถ์หลวงในเวียงเชียงใหม่ เมื่อมีการจัดตั้งคริสตจักรเแห่งแรกในเขตดอยสะเก็ด บ้านแม่ดอกแดงได้เป็นศูนย์กลางของกลุ่มคริสเตียนในเขตนี้

ดังนั้น บ้านแม่ดอกแดง จึงได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่เกิดครอบครัวคริสเตียนครอบครัวแรก และต่อมาขยายเป็นกลุ่ม ก่อนที่จะมีการสร้างโบสถ์

ครอบครัวแรกที่กล่าวถึง คือ ครอบครัวของหนานสุวรรณ
หนานสุวรรณ เป็นเหตุผลสำคัญที่มิสชันนารีหันมาเผยแพร่ศาสนาในเขตอำเภอดอยสะเก็ด รวมทั้งเห็นว่าสภาพแวดล้อมและบ้านแม่ดอกแดงมีความอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่หมู่บ้านยากจนค่นแค้น

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนหันมานับถือศาสนาคริสต์กันในอดีต คือ การได้รับการช่วยเหลือเรื่องยาและการรักษาพยาบาลจากนักสอนศาสนา การให้ความช่วยเหลือทางสังคมและการคุ้มครองจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นผีก๊ะ

การรักษาพยาบาลจากเดิมที่เชื่อว่าการเจ็บป่วยเป็นการกระทำของผีสางนางไม้และใช้การรักษาแบบไสยศาสตร์ เมื่อมิสชันนารีนำยารักษาโรคมาเผยแพร่ให้เป็นที่ยอมรับและเห็นคุณค่า ทำให้คนหันมาสนใจศาสนาคริสต์กันมากขึ้น

ด้านสังคม คือ ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินในการไถ่ตัวจากการเป็นทาสและหนี้สินอื่น
บุคคลแรกๆ ที่เข้านับถือศาสนาคริสต์ คือ หนานสุวรรณ, นายอินต๊ะ, นายน้อยอินทะจักร (ต้นสกุล ปวงจักรทา)

โบสถ์คริสต์แห่งแรกที่บ้านแม่ดอกแดง เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๖ ทำด้วยไม้ไผ่ มุงด้วยหญ้าคา แต่ในปีถัดมาโบสถ์ได้ถูกชาวบ้านที่ต่อต้านศาสนาเผาทำลาย หลังจากนั้นอีก ๓ ปี คริสเตียนบ้านแม่ดอกแดงได้ร่วมกันก่อสร้างขึ้นใหม่

คริสเตียนบ้านแม่ดอกแดงมักอยู่ในความดูแลของพ่อครูวิลเลียม แฮรีส ส่วนคนท้องถิ่นที่รับผิดชอบ คือ เฒ่าแก่บุญปั๋น มณีศักดิ์ หรือ แสนเรืองบุญ ผู้ใหญ่บ้านของบ้านแม่ดอกแดง ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๗๔ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนฉิมพลีเรืองบุญ เป็นกำนันตำบลป่างิ้ว (ภายหลังเปลี่ยนเป็นตำบลสง่าบ้าน) มีหน้าที่ปกครองดูแลบ้านป่างิ้ว บ้านแม่ดอกแดง บ้านป่าฝางและบ้านท่า

ขุนฉิมพลีเรืองบุญ กำนันตำบลป่างิ้ว ชื่อเดิม คือ นายบุญปั๋น ต่อมาใช้นามสกุล “มณีศักดิ์” เป็นบุตรของหนานยศและนางออน เกิดปี พ.ศ.๒๔๑๐ ที่บ้านสันต้นม่วง อยู่ทางใต้ของบ้านแม่ดอกแดง สมัยเด็กชีวิตลำบากเนื่องจากบิดาเสียชีวิตขณะ ด.ช.บุญปั๋นอายุได้แค่ ๑๓ ขวบ หลังจากนั้นนางออน ได้พาครอบครัวย้ายมาอยู่บ้านแม่ดอกแดง เข้าเป็นคริสเตียน ด.ช.บุญปั๋นต้องรับจ้างหาเลี้ยงแม่และน้องอีก ๒ คน ต่อมามิชชันนารีเห็นความดีและความขยันหมั่นเพียรจึงให้เงินซื้อที่นาไว้ทำมาหากิน นายบุญปั๋น แต่งงานกับนางจันทร์สม คริสเตียนบ้านป่าป้อง มีบุตร ๓ คน คือ นางใจ, นางชุ่ม, และนางปัน

ต่อมานางจันทร์สม เสียชีวิต จึงแต่งงานใหม่กับนางยอด (หรือยอดเฮือน) ชาวบ้านป่าป้อง ซึ่งเข้ามาเรียนที่โรงเรียนสตรีของมิชชันนารีในตัวเมืองเชียงใหม่และเป็นครูในเวลาต่อมา หลังแต่งงานแล้วนางยอดได้มาเป็นครูที่โรงเรียนคริสต์จักรแม่ดอกแดง (โรงเรียนต่อมายุบประมาณปี พ.ศ.๒๔๖๔) ครอบครัวของนายบุญปั๋นและนางยอด ได้ชื่อว่ามีฐานะดีในบ้านแม่ดอกแดง มีที่นาจำนวนมาก ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๖๑ นายบุญปั๋น ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “มณีศักดิ์” และได้รับบรรดาศักดิ์และราชทินนามเป็น “แสนบุญเรือง” หลังจากนั้นปี พ.ศ.๒๔๗๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันตำบลป่างิ้ว (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลสง่าบ้าน) บรรดาศักดิ์และราชทินนามป็น “ขุนฉิมพลีเรืองบุญ” ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า “อุ๊ยขุน”

ขุนฉิมพลีเรืองบุญและนางยอด มีบุตรสาว ๒ คน คือ นางศรีมุกข์ (แต่งงานกับนายวิวัฒน์ อินทะพันธุ์) และนางศรีทอง (แต่งงานกับครูทิพย์ ริญญา)

บุตรสาวของขุนฉิมพลีเรืองบุญ คนหนึ่ง คือ นางศรีทอง ริญญา ปัจจุบันอายุ ๘๖ ปี ยังคงอยู่ที่บ้านเดิมของขุนฉิมพลีที่บ้านแม่ดอกแดง ถือได้ว่าเป็นผู้ที่อาวุโสของบ้านแม่ดอกแดงแห่งนี้ รวมทั้งครูทิพย์ ริญญา ที่ยังมีชีวิตอยู่ นางศรีทอง ริญญา เล่าเรื่องในอดีตของบ้านแม่ดอกแดงว่า

“แม่ของยาย (ศรีทอง) เป็นคนบ้านป่าป้อง แม่เล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อแม่ยังเป็นเด็ก อายุ ๘ ขวบ มีฝรั่งมาสอนศาสนาที่โบสถ์ มีการสอนร้องเพลงก็ชอบและหนีมาเข้าโบสถ์กับฝรั่ง พ่อแม่เป็นพุทธก็เลยห้าม แต่แม่ไม่เชื่อฟัง จนฝรั่งสนับสนุนอุปการะให้ทุนเรียนหนังสือที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย จบมาแล้วเป็นครูโรงเรียนดาราฯ ต่อ จนอายุ ๒๕ ปี ฝรั่งแนะนำให้แต่งงานกับคุณพ่อ (พ่อขุนฉิมพลีเรืองบุญ) ซึ่งตอนนั้นภรรยาคนแรกเสียชีวิต แต่งงานแล้วแม่ก็ย้ายมาอยู่กับพ่อที่บ้านแม่ดอกแดง ก็คือบ้านหลังนี้”

“ยายเกิดที่นี่ ตอนเป็นเด็กเรียนประถม ๑ ที่โรงเรียนวัดดอกแดง ไปเรียนประถม ๒ และประถม ๓ ที่โรงเรียนป่างิ้ววิทยา หลังจากนั้นแม่ส่งไปเรียนโรงเรียนดาราวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยม ๖ สมัยรุ่นยายคนเรียนหนังสือกันน้อย ไปโรงเรียนในเมืองก็เดินไปจากบ้าน เดินลัดทุ่งไปผ่านบ้านป่าติ้ว ป่าดู่ ไปขึ้นถนนสายดอยสะเก็ด-เชียงใหม่ที่บ้านบ่อหิน เดินเข้าเมือง สมัยนั้นไปไหนต่อไหนก็เดินลัดทุ่งนากันไป ถนนยังไม่มี อย่างถนนสายดอยสะเก็ด-บ่อสร้าง สมัยเมื่อยายเป็นเด็กก็ยังไม่มี การเดินทางก็ไปตามคันนา ส่วนเกวียนก็ไม่มีถนน หน้าแล้งก็ขุดตัดคันนาออกเป็นทางเกวียน”

“เรียนจบแล้วก็เป็นครูสอนโรงเรียนครูฯจนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๔) โรงเรียนหยุดการสอนต้องกลับมาอยู่ที่บ้าน สมัยเกิดสงครามโบสถ์ฝรั่งต้องปิด ทางราชการห้ามปิดสอนศาสนา แต่พ่อ (พ่อขุนฉิมพลีฯ) ไม่ยอม ท่านทำหน้าที่ดูแลโบสถ์แม่ดอกแดง เปิดสอนตามปกติ ทางราชการจึงให้ตำรวจคนหนึ่งมาควบคุม พ่อเป็นกำนัน สมัยก่อนกำนันผู้ใหญ่บ้านเวลาไปประชุมที่อำเภอก็ขี่ม้ากันไป พ่อมีม้า ๑ ตัว แต่ม้าก็ราคาแพงประมาณ ๔๐-๕๐ แถบ (แถบหรือรูปีเป็นเงินอินเดียที่ใช้ในพม่าและทางภาคเหนือในอดีต ๑ รูปีมีค่าประมาณ ๘๐ สตางค์) เรื่องม้านี้แม่เคยเล่าว่า มีฝรั่งนักสอนศาสนาคนหนึ่งคือ มิสเตอร์ไรท์ เคยจะมาขอยายไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม จะเอาม้ามาให้พ่อเหมือนแลกตัว แต่พ่อแม่ไม่ยอม แสดงว่าม้ามีค่ามากพอดูในสมัยนั้น กำนันผู้ใหญ่บ้านที่มีฐานะดีก็ใช้ม้าเป็นพาหนะกัน อีกเรื่องหนึ่งคือ กำนันมักได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ขุน กันทั้งนั้น เช่น ขุนสมบูรณ์ กำนันทางตำบลม่วงโตน ไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า เป็นพ่อของครูเสริฐ เดชคุณมาก ขุนบำเพ็ญ เป็นกำนันแม่ก๊ะ ขุนผดุง กำนันป่าสักหลวง คนละคนกับขุนผดุงดอยแดน กำนันตำบลเชิงดอย”

“มาอยู่บ้าน ว่างงาน อาชีพครูประชาบาลขณะนั้นเงินเดือนแค่ ๕ บาท พ่อไม่ให้เป็นก็เลยค้าขาย มักไปขายที่ตลาดแม่ก๊ะบ้าง ตลาดตีนดอย (ดอยสะเก็ด) บ้าง สินค้า คือ ของที่นำไปขาย คือ ข้าวสารและผัดดองเค็ม ข้าวสารได้จากการตำข้าวเปลือก พ่อมีนาแต่ละปีได้ข้าวเปลือกมาเก็บเข้ายุ้ง รวมทั้งซื้อต่อจากชาวบ้านที่มาเช่าทำนาด้วย ตอนเช้าไปขายของตลาด กลับมาประมาณ ๘ โมงเช้าก็มาตำข้าว ใช้มองตำข้าวช่วยกันกับพี่ศรีคำ ตำข้าวจนถึงประมาณ ๑๑ โมง ได้ข้าวสารประมาณ ๑๐ ลิตร เช้าตี ๔ ก็ออกจากบ้านนำไปขายที่ตลาด หาบเดินไป สมัยนั้นมืดๆ ไม่กลัวอะไร โจรผู้ร้ายไม่มี ไปดักรอเพื่อนอีกคนหนึ่ง ชื่อ แม่ไหล บ้านป่าเหียง ห่างประมาณ ๑ กิโลเมตร ไปดักรอที่หัวบ้านและไปขายด้วยกัน ส่วนผักดองเค็ม ใช้ผักที่ปลูกที่บ้านมีผักกะหล่ำ ถั่วฝักยาว ผักกาด คนที่ดองเค็มเป็น คือ วิวัฒน์ อินทะพันธุ์ เป็นสามีของพี่ศรีคำมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน”

“ค้าขายอยู่ที่บ้านประมาณ ๒ ปีก็แต่งงานกับครูทิพย์ ริญญา คนบ้านท่า ตำบลเดียวกัน อาชีพเป็นครูโรงเรียนบ้านแม่จ้อง ขณะนั้นเงินเดือน ๒๐ บาท ต่อมาสามีเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอดอยสะเก็ด ยายอยู่บ้านเฉยๆ นายอำเภอดอยสะเก็ดคือ นายอำเภอไสว ไชยคุณา แนะนำว่าน่าจะเปิดโรงเรียน ก็เลยเปิดโรงเรียนชื่อ ตรีมิตรวิทยา เป็นโรงเรียนเก่าที่เลิกกิจการ ยายทำต่อ เจ้าของเก่าคือ คุณสมบูรณ์ จันทรปัญญา เข้าหุ้นกับปลัดแก้ว พรหมขัติแก้ว ลูกของขุนบำเพ็ญ”

โรงเรียนตรีมิตรวิทยา โรงเรียนนี้มีประวัติว่า เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๒ สถานที่ตั้งเดิมตั้งอยู่ที่โรงบ่มยาสูบ ใกล้ที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ด ในปีต่อมาได้ย้ายมาเช่าอยู่ที่วัดนาถสำราญ อยู่ทางทิศใต้บนเส้นทางสายดอยสะเก็ด-บ่อสร้าง ห่างจากที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ดประมาณ ๒ ก.ม. ผู้บริหาร คือ นางศรีทองและนายทิพย์ ริญญา สามีภรรยา ต่อมาได้ย้ายโรงเรียนไปตั้งในที่ดินของตนเองที่เขตบ้านแม่ดอกแดง โดยนายทิพย์เป็นเจ้าของและผู้จัดการ ส่วนนางศรีทองเป็นครูใหญ่ ทั้งสองได้ชื่อว่า มีวิญญาณของครูโดยเต็มเปี่ยม โดยนายทิพย์เคยทำงานด้านการศึกษาที่อำเภอดอยสะเก็ด ส่วนนางศรีทองเคยสอนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย

โรงเรียนตรีมิตรวิทยา นับเป็นโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกในอำเภอดอยสะเก็ดและเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนถึงระดับมัธยมซึ่งหาได้ยากในต่างอำเภอทั่วไป นักเรียนส่วนใหญ่มาจากหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงและมาจากคริสตจักรในเขตดอยสะเก็ด เคยมีนักเรียนมากถึง ๔๐๐ คน ศิษย์เก่าของโรงเรียนนี้ได้แยกย้ายประกอบอาชีพเป็นหลักเป็นฐานในปัจจุบัน โรงเรียนตรีมิตรวิทยาเปิดสอนมาถึงปีพ.ศ.๒๕๒๕ จำต้องเลิกกิจการลง ลูกศิษย์ที่นางศรีทองภาคภูมิใจคนหนึ่ง คือ ดร.บุญส่ง นิลแก้ว อดีตอาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขุนฉิมพลีเรืองบุญ เสียชีวิตประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๗ ขณะอายุ ๘๕ ปี ส่วนนางศรีทองและครูทิพย์ ริญญา มีบุตรสาว ๑ คนชื่อสุทัศนีย์ ริญญา

ด้านการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในอำเภอดอยสะเก็ด หลังจากมีการเผยแพร่ที่บ้านแม่ดอกแดงแล้ว ได้มีการขยายพื้นที่ไปที่บ้านป่าป้องใต้ร้อง เป็นชุมชนคริสเตียนอีกชุมชนหนึ่งที่มีประวัติความเป็นมาที่นสนใจ
(เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือประวัติศาสตร์คริสเตียนดอยสะเก็ด, ประสิทธิ์ พงศ์อุดม, ๒๕๓๖ และสัมภาษณ์นางศรีทอง ริญญ, ๑๐ มี.ค. ๒๕๔๙)

Cr.อดีต “ดอยสะเก็ด” (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๓)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here