บ้านโป่งกุ่ม ตำบลป่าเมี่ยง อยู่ห่างจากตัวอำเภอดอยสะเก็ดไปตามถนนสายเชียงรายประมาณ ๑๕ กิโลเมตร แยกเลี้ยวขวาไปบริเวณใกล้ตู้ยามตำรวจโป่งดิน เดิมขึ้นกับตำบลเชิงดอย ต่อมาแยกมาเป็นตำบลป่าเมี่ยง และตำบลป่าเมี่ยงแยกไปเป็นตำบลเทพเสด็จอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งตำบลเทพเสด็จมีเขตติดต่อจังหวัดลำปาง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขามีแหล่งท่องเที่ยว

บ้านโป่งกุ่ม อยู่หมู่ ๔ ต.ป่าเมี่ยง แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงพื้นที่และชุมชนคือ “น้ำแม่ลาย” ไหลผ่านบ้านโป่งกุ่มอยู่เหนือน้ำแม่กวง น้ำแม่ลายไหลไปบ้านแม่แหวนลงเขื่อนแม่กวง เป็นน้ำเส้นเดียวกับแม่กวง ต้นน้ำมาจากตำบลเทพเสด็จ บริเวณนั้นมีสวนชา กาแฟ

บริเวณบ้างโป่งกุ่มสมัยก่อนคาดว่าเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับพื้นที่บางส่วนเป็นที่ลุ่มมีลำน้ำแม่ลายไหลผ่านจึงมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผู้คนเริ่มตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้ ผู้คนที่มาตั้งรกรากนั้นมีประวัติว่าแยกมาจากบ้านลวงใต้และลวงเหนือ มีเชื้อสายไทลื้อ คนเก่าแก่ของบ้านโป่งกุ่ม คือ นายบุญยืน อินทร์แสง อายุ ๘๓ ปี (เกิดปี พ.ศ.๒๔๖๖) ยืนยันว่ารุ่นพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย (ปู่ย่าตายาย) ย้ายมาจากบ้านลวงใต้ ใกล้ตัวอำเภอดอยสะเก็ด สมัยเด็กเมื่อบวชเณรที่วัดโป่งกุ่ม (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโป่งน้ำร้อน) ได้ย้ายไปเรียนหนังสือที่วัดลวงเหนือจนจบประถม ๔ จึงสึกมาช่วยงานของครอบครัว

“สมัยพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยมาบุกเบิกป่า ทำเป็นไร่ เป็นนา คงมาเห็นที่นี่ดี สมัยก่อนเป็นป่าทึบ มีสักใหญ่ ขณะอายุประมาณ ๘ ขวบ (ประมาณ พ.ศ.๒๔๗๔) ทันได้เห็นพ่อค้าไม้หมู่ลำปางมาชักลากไม้ที่โป่งกุ่มนี้ คงได้รับสัมปทานมาตัด เอาช้างมาลากไว้กองรวมไว้เต็มที่หน้าวัดโป่งน้ำร้อน (เดิมชื่อวัดโป่งกุ่ม) ต่อมามีรถมาบรรทุก สมัยก่อนมีรอกดึงไม้ซุงสูงขึ้นไปและรถบรรทุกถอยมารับซุง รถมาทางแม่โป่ง ถนนไม่มีต้องจ้างคนค่อยๆทำทางรถเข้ามาเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ก็มีขมุ(คนงาน) มากานไว้ให้ต้นไม้แห้งตาย แล้วจึงนำเลื่อยมือมาเลื่อย บ้างก็ใช้ขวานโค่น ปีนี้ล้มไว้ปีต่อมาก็มาชักลาก”

สมัยเป็นเด็ก ครัวเรือนบ้านโป่งกุ่มไม่มากนัก ประมาณ ๘๐ ถึง ๙๐ หลังคาเรือน เดี๋ยวนี้มีประมาณ ๒๐๐ กว่าหลังคาเรือน การทำมาหากินก็ทำไร่ทำนา ข้าวบางปีพอกินบางทีได้ผลน้อยไม่พอกิน พ่อแม่ต้องเอาหน่อไม้ มะขมและของป่าอื่นๆไปแลกกับหมู่บ้านอื่น (ลุงบุญยืนใช้คำว่า “ขอกินข้าว” ความหมายเหมือนกึ่งขอกึ่งแลกเปลี่ยน) เราไม่ได้ไปพ่อแม่ไป เราเลี้ยงควาย มักไปแลกที่บ้านลวงใต้ บ้านป่าไผ่ บ้านแม่โป่ง บ้านป่าคา แลกได้ข้าวเปลือกมาปริมาณมากที่จะพาหาบกลับมาไหว (ลุงใช้คำว่า หาบแป้) ไปกันคราวละ ๕-๖ คน ไปทีละสาย วันนี้ไปสายนี้ (หมู่บ้านนี้) คราวหน้าไปสายโน้น (หมู่บ้านโน้น) ได้ข้าวเปลือกมาก็นำมาตำครกมองเป็นข้าวสาร

“รายได้ของครอบครัว มักได้จากการเลี้ยงหมู เลี้ยงวัว ขายได้เงิน แต่ละบ้านมักเลี้ยงหมูบ้านละตัว แม่บ้านเป็นคนเลี้ยง ส่วนผู้ชายออกไปทำไร่ทำนา หมูที่เลี้ยงไว้มัดผูกไว้ใต้ถุนบ้าน แต่ต้องระวังเสือ สมัยเด็กเสือชุมมักมากินหมู กินหมาที่เลี้ยงไว้ (ปะหมูกินหมู ปะหมากินหมา) กินข้าวเย็นแล้วไม่กล้าออกไปเที่ยวไหน กลัวเสือตอนค่ำเสียงเสือร้องตามป่า เสียงฝาน (เก้ง) ก็มี หมูที่เลี้ยงไว้ต้องทำเสวียนใส่ครอบไว้ป้องกันเสือมากิน ส่วนผู้หญิงกินข้าวเย็นแล้วก็ปั่นฝ้ายบนบ้าน แต่ละบ้านจะปลูกต้นฝ้ายครอบครัวละ ๒-๓ งาน คนแข็งแรง (ขยัน) ก็ปลูกเป็นไร่ ปั่นฝ้ายเป็นเส้นแล้วทอเป็นผืน ใช้ต้นหอมมาหมักแล้วใช้ย้อมผ้าที่ทอแล้วได้เป็นสีดำ ทอเป็นผืน ผืนหนึ่ง ๔ วา เรียก ฮำ ฮำหนึ่งทำผ้าถุงได้ ๓ ถุง ทำเสื้อก็ได้ สมัยก่อนใช้มือเย็บ ตอนหลังมีจักรเอาไปจ้างเขาที่ดอยสะเก็ด ส่วนผู้ชายเดือน ๔ เดือน ๕ เข้าป่าไปเก็บใบตองตึงเอามาทำหลังคาบ้าน”

นอกจากข้าวสารที่สมัยก่อนไม่ต้องซื้อเพราะไม่ค่อยมีเงินให้ซื้อแล้ว เมี่ยงก็ไม่ต้องซื้ออีกด้วย
“เอาถั่วดิน มะเขือ พริกหนุ่ม ไปแลกเมี่ยง (ลุงใช้คำว่า เอาไปขอ) ไปแลกกับคนรู้จักกันที่สวนเมี่ยง เขายินดีเพราะได้ของกิน ส่วนคนที่ขี้เกียจจะซื้อ เพราะขี้เกียจเดินทาง มักไปแลกที่บ้านแม่ต๋อน กินข้าวเช้าแล้วก็หาบไป ไปถึงตอนเย็น นอน ๑ คืน ตอนสายก็เดินทางกลับ ได้เมี่ยงมาประมาณ ๑๐๐ กว่ากำ สมัยนั้นกำละ ๒๕ สตางค์ นำมาใส่ทอหมักไว้ประจำบ้าน สำหรับกินในครอบครัวและเลี้ยงแขกที่มาแอ่วหาที่บ้าน (แขกมาเอาสูเปิ้ล) คนสมัยก่อนติดเมี่ยงกัน ลุงก็ติด อาหารเช้า กลางวัน เย็นต้องอมเมี่ยงจนถึงทุกวันนี้เลิกไม่ได้”

ที่บ้านโป่งดินแห่งนี้ จะมีศาลเจ้าพ่อดงเย็น คนเก่าเรียกว่า เจ้าพ่อแต๋จ๊ะ เป็นศาลเก่าแก่ แต่ละปีจะมีพิธิไหว้ผีดงเย็นในเดือน ๙ แรม ๙ ค่ำ นำหมูมาฆ่าเลี้ยง สมัยก่อนนี้หลังหน้าทำนาแล้วคนทางบ้านลวงใต้มักจะต้อนควายมาฝากเจ้าพ่อแต๋จ๊ะเลี้ยง คือ ปล่อยให้อยู่ละแวกนั้นประมาณถึง ๑๐๐ ตัว กินอยู่ที่นั่นจนหน้านาก็มานำกลับ

คนเก่าอีกคนหนึ่งของบ้านโป่งกุ่ม คือ นายทา ธิสา อายุ ๗๖ ปี คนเก่าของบ้านโป่งกุ่ม ตำบลป่าเมี่ยง เล่าว่า เดิมเป็นคนบ้านหนองแสะ ตำบลห้วยทราย เขตอำเภอสันกำแพง รับจ้างเลี้ยงควายตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ โตขึ้นไปรับจ้างเก็บเมี่ยงในป่าเมี่ยงที่บ้านดง บ้านตาดเหมย มีรายได้เดือนละประมาณ ๘๐ บาท นำเงินมาลงทุนเพิ่มโดยการซื้อลูกหมูมาเลี้ยง สมัยนั้นลูกหมูตัวละ ๕๐-๘๐ บาท มีพ่อค้าหาบมาขาย โดยฝากให้เพื่อนบ้านเลี้ยง เลี้ยงประมาณ ๓-๕ เดือนก็ขาย ได้เงินมาแบ่งคนละครึ่งกับคนเลี้ยง ทุงทามาอยู่บ้านโป่งกุ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ โดยแต่งงานกับแม่แสงดา

“ขณะนั้นอายุ ๒๗ ปี มีเงินแค่ ๖๐๐ บาท เสื้อผ้า ๒ ชุดมาอยู่บ้านภรรยา ต้องเลี้ยงพ่อแม่ภรรยา สมัยก่อนลำบาก ต้องนำหน่อไม้ เมี่ยง บ่ะขบ หาบไปแลกข้าว ไปแลกทางบ้านบวกเปา บ้านร้องเม็ง บ้านหนองแหย่ง เขตอำเภอสันทราย เป็นหมู่ญาติทางภรรยา ออกจากบ้านตอนตี ๓ แวะกินข้าวเช้าที่ดอยสะเก็ด สมัยก่อนใช้เส้นทางสายเก่า ที่วัวต่างเคยใช้ ขึ้นหัวดอยไปดอยแฮ่ ออกศาลาปางสัก ผมมักไปกับภรรยาไปถึงชาวบ้านก็บอกให้ไปขึ้นตักในยุ้งได้เลยปริมาณเท่าที่ต้องการ คือ หาบกลับไหว เมื่อได้ข้าวเปลือกแล้วก็แวะโรงสีข้าวละแวกนั้น สีเป็นข้าวสารและหาบกลับบ้าน ถึงบ้าน ๔ โมงเย็นได้ข้าวมาประมาณ ๔๐ ลิตร สมัยนั้นปี พ.ศ.๒๕๑๓-๒๕๑๔”

“ปี พ.ศ.๒๕๐๓ เก็บเงินซื้อวัวได้คู่หนึ่งได้เงินจากปลูกถั่วดิน เลี้ยงหมูขายช่วยกับภรรยา วัวคู่ละ ๑,๒๐๐ บาท พอดีมีคนมาขายที่นาทางเข้าหมู่บ้าน ๒ ไร่ ราคา ๒,๐๐๐บาท ก็เลยตีราคาวัวแลกเลย ราคาวัว ๒,๒๐๐ บาท แลกกับที่นาได้เลย เจ้าของเป็นคนสะเมิงได้เมียที่บ้านนี้ ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๐๖ เก็บเงินไว้พอซื้อนาเพิ่มอีก ๒ ไร่ ๒ งาน ราคา ๕,๕๐๐ บาท สบายแล้วได้ข้าวพอกิน”

“เข้าตัวอำเภอดอยสะเก็ด ชาวบ้านจะเรียกว่า ไปกาดเชิงดอย ออกจากบ้านตี ๓ เดินไปยังไม่มีรถยนต์ สมัยนั้นทางก็แคบขนาดเกวียนแล่นได้ ไปถึงตัวอำเภอ ๗ โมงเช้า หากเข้าเมืองเชียงใหม่ต้องเดินไปตลาดดอยสะเก็ด ขึ้นรถคอกหมูไปในเมืองมักไปซื้อผ้าห่ม เสื้อผ้ามาใช้ในบ้าน ผืนละ ๙ บาท ๑๐ บาท ซื้อปลาแห้ง ปลาร้า เกลือมาไว้เป็นอาหาร ส่วนปลา ปู มีเยอะไม่ต้องซื้อ ค่ารถ ๓ บาท”

ลุงทาเล่าว่า สมันก่อนละแวกนี้ไม้เยอะ ไม้ใหญ่ขนาด ๒ คนโอบ ชาวบ้านไม่กล้าตัด กลัวกฎหมาย เสานำมาสร้างบ้านก็ใช้เสาเล็กๆ เสาเรือนเล็กๆไม่กล้าตัดไม้ใหญ่ ตอนหลังมีนายทุนมาตัดขายจนหมด ไม้สักนั้นหากย้อนไป ๒๐ ปี ปี ๒๕๓๐ ยังมีเยอะ
(สัมภาษณ์นายบุญยืน อินทร์แสงและนายทา ธิสา, ๑๓ มี.ค. ๒๕๔๙)

Cr.อดีต “ดอยสะเก็ด” (สังคมเมืองเชียงใหม่ เล่ม ๑๓)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here