เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ายุคที่อาณาจักรหริภุญไชยเจริญรุ่งเรืองระหว่างปี พ.ศ. 1204 ถึงการล่มสลายไปในปี พ.ศ.1824 นั้น “ดินเผา” เปรียบเสมือน “หัวใจสำคัญ” หรือ “เส้นเลือดสายหลัก” ในการจรรโลงชีวิตจิตวิญญาณของผู้คน

การสร้างสรรค์งานศิลปกรรมดินเผาทั้งประติมากรรมรูปเคารพ งานประดับตกแต่งสถาปัตยกรรม จนถึงเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน จำเป็นอย่างยิ่งว่ายุคหริภุญไชยย่อมต้องมีแหล่งเตาเผาที่สำคัญหลายแหล่ง ยุคแรกๆ นั้นคงยังมีการเผาภาชนะแบบกลางแจ้งอยู่บ้าง แต่ต่อมาได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว หากเทียบกับยุคปัจจุบันก็อาจกล่าวได้ว่า การทำดินเผาสมัยหริภุญไชยเข้าขั้น “อุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ที่เป็นเศรษฐกิจหลักใช้หล่อเลี้ยงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้น

เท่าที่ได้สำรวจทางโบราณคดีพบว่าแหล่งเตาเผาสมัยหริภุญไชยมีความต่อเนื่องกับแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เกือบทั้งหมดตั้งอยู่ริมน้ำแม่กวง (ปิงเก่า) แม่ปิง และแม่สาร ในเขตอำเภอเมืองลำพูน อาทิ เตาเผาบ้านวังไฮ เตาเผาบ้านศรีย้อย ตำบลต้นธง เตาเผาหนองม่วน ตำบลศรีบัวบาน ส่วนที่ไกลออกไปจากศูนย์กลางอาณาจักรหริภุญไชย ได้พบแหล่งเตาเผาสำคัญที่เวียงท่ากานและเวียงมโนอีกสองแหล่ง ซึ่งเข้ามามีบทบาทในยุคหริภุญไชยตอนกลางถึงตอนปลายๆ แล้ว

เตาเผาที่บ้านวังไฮ เคยได้รับการสำรวจวิจัยโดยคณาจารย์จากคณะโบราณคดี นำทีมโดย ศ.ดร.ผาสุข อินทราวุธ เมื่อปี พ.ศ.2536 พบว่าเตาเผาแหล่งนี้เป็นเตาเผาผลิตกระเบื้องดินขอที่ใช้มุงหลังคา ทำเป็นรูปแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าปลายหักงอ โดยขุดได้ในชั้นวัฒนธรรมสมัยล้านนาแล้ว

วิวัฒนาการของหม้อดินเผาสมัยหริภุญไชยถือว่าเป็นภาพสะท้อนรอยต่อระหว่างภาชนะดินเผาเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านวังไฮ เข้าสู่ลายหม้อกดประทับร่วมสมัยกับทวารวดี พุกาม-เขมรงานดินเผาของหริภุญไชยยุคแรกๆ จะใช้ดินเนื้อหยาบปนทราย พัฒนามาจากหม้อกระดูกทรงแคปซูลก้นกลมเอวคอดปากผาย เนื้อดินมีความพรุนเป็นรู เช่นรูปเทพธิดาถือแส้จามรี และพระคเณศทรงหนูยุคแรกสุด

จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่เนื้อดินเผาชนิดละเอียดที่ใช้ความร้อนสูงจนทำให้เกิดการเรียนรู้ถึงความหลากหลายของสีสันและรูปทรง สามารถผลิตดินเผาได้มากกว่าห้าสี พระพิมพ์ดินเผาของหริภุญไชยได้รับการยกย่องว่ามีความงามเป็นเลิศทั้งด้านเนื้อดินที่แกร่งแน่นไม่เปื่อยยุ่ยทั้งๆ ที่ผ่านกาลเวลานับพันปี และด้านการใช้เส้นรอยกรีดที่ไม่มากไม่น้อยเพียงไม่กี่เส้น แต่ได้องค์ประกอบที่งดงามลงตัว

การขึ้นรูปประติมากรรมนั้น มีทั้งขึ้นรูปด้วยมือ ใช้พิมพ์กดแบบประกบคู่แล้วตกแต่งเพิ่ม การทำพิมพ์มีหลายแบบ คือพิมพ์หน้าเดียว ไม่ตกแต่งด้านหลังให้เรียบร้อย และแบบปาดดินเรียบเสมอกันอย่างระมัดระวัง กับแบบพิมพ์สองหน้า ยุคหริภุญไชยพบทั้งชนิดที่ภายในมีโพรงและตัน พิมพ์สองส่วนแยกหน้า-หลัง แล้วนำมาประกบติดกัน ส่วนวัสดุที่ใช้ทำแม่พิมพ์นั้น พบทั้งแม่พิมพ์ดินเผาและแม่พิมพ์โลหะ ซึ่งที่คอลเลคชั่นของสวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่นได้เก็บรวบรวมแม่พิมพ์หายาก เพื่อให้อนุชนได้ศึกษาจำนวนมากกว่า 50 พิมพ์

มีข้อน่าสังเกตว่า พอเข้าสู่สมัยล้านนา งานประดับสถาปัตยกรรมเกือบทั้งหมดนิยมทำปูนปั้นและพัฒนาเทคนิคปูนปั้นไปสู่จุดที่คลาสสิกในสมัยพระเจ้าติโลกราช เช่นที่เวียงเกาะกลาง ป่าซาง วัดพระธาตุลำปางหลวง และวัดเจ็ดยอด เชียงใหม่ การทำประติมากรรมดินเผาแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิงจากแผ่นดินล้านนา อาจเป็นเพราะได้มีการเปลี่ยนกลุ่มชนชาติพันธุ์ใหม่มาเป็นชาวไทโยน ซึ่งไม่สันทัดงานปั้นดินแบบคนมอญ ในด้านเครื่องถ้วยนั้น สมัยล้านนานิยมเขียนลายใต้เคลือบ มีทั้งรับอิทธิพลจีนผ่านสุโขทัย และรับโดยตรงจากจีน

อาจจะกล่าวได้ว่าชาวมอญกับดินเผาเป็นของคู่กัน ดูได้จากความเกี่ยวพันของมอญสามโคก ปทุมธานี มอญเกาะเกร็ด มอญพระประแดง มอญโพธาราม ซึ่งประชาชนยังคงนิยมปั้นหม้อปั้นไห ในส่วนของดินเผาทวารวดีภาคอื่นๆ มักพบรูปปั้นสัตว์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ทำเป็นของเล่นเด็ก เช่น วัว สุนัข แต่ที่นี่พบนกฮูก

กล่าวโดยสรุปก็คือ งานประติมากรรมดินเผาของหริภุญไชย มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวอย่างสูง ไม่ทำรูปร่างหน้าตาตามแบบทวารวดี ซึ่งมีลักษณะอูมมน กลมแป้น แต่หริภุญไชยมีความเหลี่ยมคมชัดเจนกว่า ดูขึงขัง มีพลัง เน้นกรอบเส้นคมกริบ เน้นรอยสันนูนโค้งของคิ้วปีกกาด้วยการกรีดหลายชั้นมากกว่าทวารวดี พระพุทธรูปของหริภุญไชยยืนตรงแบบสมมาตรหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว ไม่ยืนตริภังค์แบบทวารวดี ซึ่งมีความอ่อนหวานนุ่มนวลอ่อนโยนกว่าหริภุญไชย

หากหริภุญไชยไม่มีการรับอิทธิพลด้านกรรมวิธีเทคนิคจากอินเดีย ก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ผลงานอย่างชาญฉลาดยิ่งโดยช่างพื้นเมือง แม้จะมีการใช้วัสดุหลายประเภท แต่ “ดินเผา” ถือเป็น “หัวใจหลัก” ของศิลปกรรมที่สร้างชื่อเสียงให้หริภุญไชยมีความโดดเด่น แปลกแยกแตกต่างไปจากประติมากรรมดินเผาสกุลช่างทวารวดีโดยสิ้นเชิง จนมิอาจเรียกงานศิลปกรรมสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ในภาคเหนือได้ว่า ศิลปทวารวดีสกุลช่างภาคเหนือ (ผิดกับภาคอื่นๆ) หากแต่ต้องเรียกแยกเป็นพิเศษว่า “งานศิลปกรรมสมัยหริภุญไชย”

ปัจจัยสำคัญในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาคือ “วัตถุุดิบ” หรือ “ดินเหนียว” อันสะท้อนถึงคุณภาพของดิน สัปดาห์ที่แล้วได้กล่าวถึงความโดดเด่นของดินเผาลำพูน ที่ได้รับการสืบสานโดย สวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่น ตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูน ว่ามีความมหัศจรรย์ถึง 4 ด้าน โดยกล่าวไปแล้ว 2 ด้านคือ ความง่ายขณะขุดดิน และความยืดหยุ่นขณะปั้น ฉบับนี้ขอกล่าวถึงอีก 2 ด้านที่เหลือ ได้แก่ความรุ่มรวยทางด้านเทคนิค และความงดงามหลากสีสันหลังจากเผา

ข้อที่สาม ความมหัศจรรย์ของเทคนิคกรรมวิธีประดิษฐ์ลวดลาย จากการศึกษาเรื่องลวดลายศิลป์บนดินเผาลำพูน พบว่ามีการใช้เทคนิคมากมายอย่างน้อย 6 วิธี ได้แก่ 1.การขูด-ขุด-คว้านลาย 2.การขีดลายเส้นตกแต่งลายให้เป็นรูปร่างต่างๆ 3. การกดประทับ-ปั๊มลายจากแม่พิมพ์-เอาไม้ไผ่ตัดปลายจิกเนื้อดินให้เกิดลายเล็กๆ ซ้ำๆ 4. การเอาเชือกขดมาทาบดินขณะหมุนแป้นจนเกิดลายเกลียวเชือกหรือเปียควั่น และ 5. การเขียนสีแดงแบบน้ำสลิปลูบทาผิว 6. การขัดผิวให้มันวาว

เมื่อพิจารณาภาชนะดินเผาแต่ละใบของหริภุญไชย พบว่ามีความนิยมผสมกรรมวิธีเทคนิคอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสอง-สามกรรมวิธีขึ้นไปในหนึ่งใบ บางใบใช้ครบทั้งห้ากรรมวิธีในใบเดียว ซึ่งเมื่อเทียบกับยุคสมัยของคนในอดีตที่ผ่านมานานกว่าพันปี จะเห็นว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสูงมาก ปัจจุบันนี้สวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่นได้นำเอาเทคนิคการตกแต่งลวดลายทั้งห้าวิธีของยุคหริภุญไชยมาประยุกต์ใช้ใหม่ทั้งสิ้น

อัจฉริยภาพข้อสุดท้าย คือความงามที่ได้ภายหลังจากการเผา อันเกิดจากเนื้อดินที่มาจากแหล่งแร่อันรุ่มรวยความงามของสามสายน้ำ คือ “ปิง-กวง-ทา” แม่น้ำปิงไหลจากดอยหลวงเชียงดาว อุดมด้วยรัตนชาติโดยเฉพาะแร่ไมก้าสีเทาวาวแวว แม่น้ำกวงไหลมาจากดอยสะเก็ด เต็มไปด้วยตะกอนดินสีแดงอมส้ม และแม่น้ำทาไหลมาจากดอยขุนตานที่มีส่วนผสมของดินเกาลินให้เนื้อสีขาวนวล อันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเมื่อนำมาคลุกเคล้าด้วยกัน

เมื่อเตรียมดินปั้นลวดลายเสร็จแล้ว ต้องผึ่งดินตากลมไว้ในที่ร่มราวหนึ่งสัปดาห์ถึง 10 วัน เพื่อเป็นการไล่ความชื้น จากนั้นจึงนำเข้าเตาเผา ซึ่งที่สวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่นนี้มีเตาเผาเมื่อมองรูปทรงภายนอกแล้วมีลักษณะคล้ายเตามังกรของจีน คุณสุทธิพงษ์ ใหม่วันหรือพ่อเลี้ยงแดงได้คิดค้นออกแบบขึ้นมาใหม่จำนวนมากถึง 4 เตาขนาดใหญ่ และเตาเล็กๆ ย่อยๆ อีกหลายเตา ขั้นตอนการเผานั้นต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างสูง ทั้งการลำเลียงวัตถุเข้าจัดวางในเตาอย่างมีระบบ หากเป็นงานชิ้นใหญ่มากต้องตัดก่อนให้เป็นชิ้นเล็ก หลังจากเผาแล้วจึงค่อยนำมาเชื่อมสมานต่อกัน นอกจากนี้แล้วยังต้องเฝ้าระวังในการสุมฟืนและโหมไฟ ผ่อน-เบา สลับสับเปลี่ยนคนเฝ้าเตาคอยเติมฟืนตลอดกลางวัน-กลางคืนเป็นเวลาหลายวัน จนได้ดินเผาสีสวย มีทั้งหมดห้าสี ดังสมญาที่เรียกว่า ดินเผาเบญรงค์แห่งเมืองลำพูน ดังนี้

สีเหลืองดอกพิกุล ดินเผาสีนี้ออกขาวขุ่นอมเหลืองนวลผิวคล้ายแป้ง เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากเนื้อดินที่ขุดได้อยููู่ในระดับค่อนข้างลึกมาก เป็นตะกอนดินขาวเกาลีนจากแม่น้ำทา และตอนเผาได้รับไฟในอุณหภูมิปานกลาง

สีส้มฟักทองอมแดง ถือเป็นสีสันที่แสดเข้มโดดเด่นสะดุดตาที่สุด เกิดจากเนื้อดินบริเวณนั้นเป็นดินฝุ่นแดงหรือดินเทศที่ไหลมาจากแม่น้ำกวง นอกจากนี้แล้วยังเกิดจากการเผาด้วยอุณหภูมิที่สูงมาก

สีดำอมเขียว เนื้อดินสีนี้เกิดจากปฏิกิริยาของการได้รับเขม่าควันในปริมาณมากที่พัดลอยเข้ามาในหม้ออบ เช่นการเผาพระรอด พระคงยุคหริภุญไชยในอดีต ที่ต้องนำพระดินเหนียวใส่ลงในหม้อหรือผอบปิดฝาก่อนเข้าเตาเผา ขณะที่ควันพลุ่งหากมีการเปิดฝาหม้อจะทำให้เขม่าควันเข้าไปรมกับเนื้อดินเผา จนเกิดการเปลี่ยนเป็นสีดำอมเขียว ซึ่งเป็นของหายากได้รับความนิยมสูง เทคนิคนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สามารถเกิดขึ้นได้กับการเผาดินเหนียวทั่วไปตามแหล่งอื่นๆ ปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างควันดำที่จะทำเนื้อดินเผาเปลี่ยนสีได้นั้น ต้องมีปัจจัยสำคัญในด้านเนื้อดินคุณภาพดีเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว

สีเทาจากแร่ไมก้า เกิดจากปฏิกิริยาของแร่ธาตุชนิดหนึ่งเรียกว่าแร่ไมก้า (Mica) มีคุณสมบัติเป็นเกล็ดแก้วแวววับอยู่ปะปนมากับก้อนดินเหนียวของแม่น้ำปิง แร่ชนิดนี้เมื่อเผาเสร็จจะสะท้อนประกายออกมาเป็นเม็ดผดแผ่กระจายอยู่ตามพื้นผิวของดินเผา ทำให้เกิดความสวยงามคล้ายลวดลาย ดังเช่นนักสะสมพระเครื่องนิยมส่องกล้องขยายเมื่อต้องการดูรอยเม็ดผดที่ปรากฏบนผิวของพระเครื่องยุคหริภุญไชย สิ่งนี้ช่วยเป็นเครื่องยืนยันว่าพระเครื่ององค์นั้นเป็นเนื้อดินที่ทำมาจากเมืองลำพูนจริงหรือไม่

สุดท้ายคือสีส้มอิฐสุกปลั่ง เหมือนกับสีของดินเผามาตรฐานยุคหริภุญไชยและทวารวดี เนื่องจากที่สวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่นนี้ ได้มีการผสมแกลบในก้อนอิฐด้วยก่อนเข้าเตาเผา เมื่อเรากระเทาะอิฐเผาออกจนเห็นสันข้าง จะพบว่ามีสีดำกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ที่ไส้ในอีกด้วย เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากแกลบนั่นเอง อันเป็นเทคนิคโบราณที่ทำสืบทอดกันมาตั้งแต่ยุคหริภุญไชย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here