การค้นพบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมืองลำพูนตั้งแต่ปี 2552 นั้น ถือว่าเป็นการพลิกหน้าแรกของโบราณคดีเมืองลำพูนครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมา

จากสโลแกนที่ลำพูนมักเน้นจุดขายว่า “เมืองโบราณ 1,400 ปี” อาจต้องมีการเปลี่ยนใหม่ กลับตัวเลขเป็น 4,000 ปี แม้จะเคยมีการค้นพบหลักฐานโครงกระดูกของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในหลุมศพที่บ้านวังไฮ ต.เวียงยอง อ.เมือง ลำพูน มาก่อนแล้ว แต่นักโบราณคดีก็กำหนดอายุเพียงแค่ 2,800 +/- 400 ปี เท่านั้นคือเก่าสุดไม่เกิน 3,200 ปี

ในขณะที่จังหวัดเพื่อนบ้านในล้านนา ไม่ว่าเชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน ล้วนแต่มีการค้นพบภาพเขียนสีบนผนังถ้ำในสมัยก่อนประวัติศาสตร์กันมาแล้วทั้งสิ้น ยกเว้นลำพูน เมืองที่เก่าที่สุดในภาคเหนือ แต่ (ก่อนปี 2552) กลับแทบจะเป็นเมืองเดียวในล้านนาที่ไม่มี Rock Painting เหมือนกับใครเขา

ในเมื่อทำเลที่ตั้ง สภาพภูมิศาสตร์ที่ีเต็มไปด้วยเพิงผาเขาหินปูนมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านนั้น มีความเหมาะสมมากเพียงใดสำหรับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคถ้ำ กระทั่งมาพบหลักฐานสำคัญสองแห่งในเวลาไล่เลี่ยคือทั้งที่อำเภอบ้านโฮ่ง และอำเภอลี้ ในปี 2552

ผาแดง ผานกยูง บ้านแม่ป้อก

ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์แห่งแรกพบใกล้อ่างเก็บน้ำบ้านแม่ป้อก หมู่ 4 ต.ศรีวิชัย อ.ลี้ เขียนบนหน้าผาสูงชันเกือบตั้งฉาก สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,000 เมตร หน้าผาแห่งนี้มีความชันระหว่าง 70-80 องศา เรียกว่าชันดิ่ง (ภาษาเหนือเรียก “ชิ้ง”) ปีนป่ายด้วยความทุลักทุเล

ผาแรกที่ถึงคือ “ผาแดง” เป็นถ้ำหินปูน พบภาพเขียนสีทั้งในระดับสายตาและแหงนคอตั้งบ่า ทั้งปรากฏในที่โล่ง และทั้งต้องช่วยกันค้นหาในที่ซุกซ่อน มีทั้งภาพที่เข้าใจง่ายโดยทันที และมีทั้งภาพที่ไม่สามารถถอดรหัสออกว่าผู้วาดต้องการสื่อสารความในใจถึงเรื่องอะไร

โดยรวมแล้วเขียนขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่นพิธีปลงศพ พิธีตัดไม้ข่มนามขอชัยชนะในการออกไปล่าสัตว์ พิธีขอฝนเพื่อพืชผลการเกษตร

โดยมาก ภาพที่วาดมักไม่สื่อตรงๆ แต่เป็นรูปสัญลักษณ์ ลวดลายเรขาคณิต สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม ลูกคลื่น เส้นหยักโค้ง ลูกศร ลายจุด ซิกแซก รูปดาว หากเป็นรูปบุคคล ก็เขียนเป็นลายเส้นให้เห็นเค้าโครงภายนอก โดยนักวิชาการเรียกว่า ก้านไม้ขีดไฟ(Sticky Man) และมีแบบประเภทระบายสีเงาทึบ (Silhouette)

จากนั้นก็ปีนป่ายต่อไปยัง “ผานกยูง” ดิฉันตั้งชื่อไว้แบบลำลอง เนื่องจากขณะเดินเลียบหน้าผา มีขนนกยูงลอยปลิวมาใส่หมู่คณะเราเป็นระยะๆ ซ้ำผาแห่งนี้ยังมีภาพวาดรูปสัตว์ป่า หมี วัว กวาง เก้ง แรด กระทิง เม่น ชะมด ช้าง เต่า ปลา หนึ่งในนั้นมีนกยูงรวมอยู่ด้วย ทำให้ทราบว่าในอดีตดอยแห่งนี้เคยเป็นป่าดงพงพีอันอุดม

ผาสุดท้ายนั้นอยู่สูงสุดสอย คล้ายเป็นหลังคาหรือสันเขา เดินแล้วเสียวทั้งข้างล่างข้างบน เบื้องล่างคือหุบเหว ดูเวิ้งว้างเมื่อแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า เรียบ โล่ง ไร้เพิงกำบัง มีถ้ำเรียงรายตามแนวยาวจำนวนไม่ต่ำกว่า 10 เพิงผา

ภาพวาดเป็นลายเส้นสีแดงซีดจาง พบลายจุดไข่ปลา รูปคล้ายจานบินหรือยานอวกาศ ที่น่าสนใจคือรูปคล้ายรอยขีดตัวอักษร M หรือเลข ๓ ไทย ละม้ายตัว ก.ไก่ ในอักษรมอญโบราณ ผานี้ไม่ใช่หินปูน แต่เป็นหินทรายผสมหินแกรนิต

อันที่จริงผาทั้งหมดนี้เรียกโดยรวมว่า “ผาแดง” เหตุที่ชาวบ้านเรียกว่าดอยผาแดงเนื่องมาจากเหตุผลสองประการ เหตุผลแรก ภูเขาลูกนี้มองแต่ไกลเห็นเป็นสีแดงทั้งลูกเนื่องจากมีแร่และสนิมเหล็กดูแดงจัด และอีกเหตุผลก็คือ พวกเขาได้พบภาพสีแดงกระจัดกระจายตามหน้าผา ซึ่งสีแดงที่ใช้เขียนนี้บดจากดินเทศผสมเลือดนกพิราบและไข่ขาว

ภาพเขียนสีแดงเหล่านี้เป็นหลักฐานแสดงว่าที่อำเภอลี้เคยมีมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์อาศัยอยู่ มีอายุอย่างต่ำ 4,000 ปีมาแล้ว

ปี 2553 ดิฉันได้เชิญผู้เชี่ยวชาญเรื่องโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์มือฉมัง “รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช” แห่งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มาสำรวจอีกครั้งและเปิดเวทีสัมมนาทางวิชาการไปแล้วที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย (ผู้สนใจสามารถติดต่อขอยืมเอกสารประกอบการสัมมนาได้จากพิพิธภัณฑ์หริภุญไชย) ทำให้องค์ความรู้เรื่อง Rock Painting เป็นที่แพร่หลายในหมู่คนลำพูน

ต่อมาราวปี 2555นายสมยศ กันทะวัง นายกเทศมนตรีตำบลศรีวิชัย พยายามติดต่อขอความร่วมมือไปยังภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน อาทิเช่น บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ผ่านการเจรจาประสานงานของบประมาณโดยสหวัฒน์ แน่นหนา อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ให้ความร่วมมือสนับสนุนงบประมาณ “โครงการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ ผาแดง เวียงลี้”

โครงการดังกล่าวนอกจากจะทำทางเดินขึ้นสู่ภาพเขียนสีอย่างสะดวกรายรอบอ่างเก็บน้ำ โดยไม่ต้องถูลู่ถูกังปีนป่ายด้วยความชันเกือบ 90 องศาเหมือนก่อนแล้ว ในภาพรวมของงบก้อนเดียวกันนี้ ห้างเซ็นทรัลยังมีความตั้งใจที่จะบูรณาการ เปิดพื้นที่ศึกษาวิจัยเชิงชีวนิเวศน์วิทยา เกี่ยวกับเรื่องพืช สัตว์ป่า พันธุ์ปลาชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณดอยผาแดงและอ่างเก็บน้ำนั้น ให้ครบวงจรเป็นหนึ่งเดียวอีกด้วย

ถือเป็นข่าวดีที่เมืองลำพูนเปิดตัวเรื่อง Rock Painting แหล่งภาพเขียนสีที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงที่สุดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แถมยังมีความหลากหลายทางชีวภาพรายรอบอ่างเก็บน้ำเชิงดอยผาแดง เป็นเครื่องส่งเสริมองค์ความรู้ เปิดมิติใหม่ทางการท่องเที่ยวอย่างน่าสนใจ

ดอยผาผึ้ง และดอยแตฮ่อ บ้านห้วยหละ

ต่อมาเมื่อข่าวการค้นพบภาพจิตรกรรมที่ ดอยผาแดงเวียงลี้เป็นที่แพร่สะพัดออกไป ดิฉันก็ได้รับการประสานจากนายยงยุทธ เกษมส่งสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ในขณะนั้น ว่าที่บ้านห้วยหละ ตำบลป่าพลู ณ ดอยผาผึ้งและ ดอยแตฮ่ออันเป็นเทือกเขาขนานกับลำน้ำแม่ปิงฟากตะวันออกของฝั่งลำพูนลูกเดียวกันกับดอยผาแดงแห่งเวียงลี้ ก็เคยมีชาวบ้านค้นพบภาพเขียนสีแดงกระจายตัวอยู่ตามผนังถ้ำต่างๆ มาแล้วเช่นกัน

ภาพเขียนสีที่ผนังถ้ำของอำเภอบ้านโฮ่งนั้นมีอยู่สองลูกได้แก่ ดอยผาผึ้ง และดอยแตฮ่อ ซึ่งทั้งสองลูกนี้มีภาพเขียนสีเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน กรณีดอยผาผึ้ง เมื่อมองจากบริเวณพระพุทธบาทสามยอด ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงราว 800 เมตรอีกลูก หันมามองยังทิศเหนือ ก็จะพบหน้าผาหินปูนสีแดงเถือกลูกหนึ่ง ปกคลุมด้วยต้นไม้ดกครึ้ม จุดที่เป็นภาพเขียนสีของดอยลูกนี้ตั้งอยู่ในบริเวณค่อนข้างสูงชัน ซึ่งเป็นจุดที่คณะสำรวจยังไปไม่ถึง ด้วยไม่กล้าเสี่ยง เพราะทุกครั้งที่ให้พรานนำทาง เขามักจะบอกว่าให้เดินไปเอง เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็พบ แต่แล้วเราก็มักไปตันที่หน้าผาซึ่งมีทางเดินแคบๆ มีหุบห้วยรออยู่เบื้องล่าง

ในส่วนของดอย “แตฮ่อ” นั้น ชื่อยังเป็นปริศนาอยู่ เหตุเพราะเป็นชื่อที่ชาวปกาเกอะญอเรียกตามสำเนียงของชนเผ่า ซ้ำเมื่อสอบถามชาวบ้านว่าคำนี้หมายถึงอะไร แต่ละคนยิ้มแล้วส่ายหน้า

ทีมสำรวจบางท่านสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า “แต้มฮอย” ซึ่งเป็นภาษาคำเมืองล้านนา “แต้ม” คือการลงสี “ฮอย” หรือ รอย คือร่องรอยรูปวาด จาก “แต้มฮอย” เมื่อไม่สามารถสะกดพยัญชนะปิดตัวสุดท้ายได้ ก็กลายเป็น “แต้ฮอ-แต่ฮอ-แตฮ่อ” สุดแต่จะเลื่อนเสียงวรรณยุกต์กันไป

มีปราชญ์ท้องถิ่นอีกคนคือ สอ.สุวิช ศรีวิราช เสนอว่า “แต้ฮอ” หรือ “แตฮ่อ” น่าจะมาจากคำว่า “ตะหาน” หรือ “ทหาร” โดยเชื่อมโยงกับข้อมูลที่เคยมีประสบการณ์สมัยที่เขาเป็นทหารว่า เส้นทางบริเวณนี้เคยเป็นแหล่งหลบภัยของทหารยุคสงครามโลกครั้งที่สองมาก่อน ทั้งนี้ยังไม่มีนัยยะใด ที่เราได้นำคำว่า “ฮ่อ” ซึ่งหมายถึง “จีนฮ่อ” มาพิจารณาแบบตรงตัว จึงยังไม่มีข้อสรุปเรื่องชื่อและความหมายของคำว่า “แตฮ่อ”

ทางขึ้นสู่ “ดอยแตฮ่อ” และ “ดอยผาผึ้ง” นั้น หาได้ลาดชันหวาดเสียวแต่อย่างใดเลย ซ้ำยังมีร่องรอยทางเดินที่คนในชุมชนได้ถากถางไว้แล้วแบบเบ็ดเสร็จ เส้นทางที่เดินขึ้นลงอย่างสะดวกดายเช่นนี้ สะท้อนว่า ชาวบ้านในละแวกนี้ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นชาวกะเหรี่ยง ได้อาศัยเส้นทางดังกล่าวเดินขึ้นเดินลงในชีวิตประจำวัน ไม่เพียงแต่ใช้เป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพร หรือเก็บของป่า ลงมาขายให้ชาวพื้นราบเท่านั้น แต่รวมไปถึงว่า พวกเขายังคงใช้เส้นทางนี้ในการประกอบพิธีกรรมกันอีกด้วย เมื่อพิเคราะห์ในเชิงมานุษยวิทยา ก็ได้เห็นความสัมพันธ์ของชุมชนชาวปกาเกอะญอกับภาพเขียนสีเหล่านั้น ซึ่งพวกเขายังคงใช้มันทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรม รำลึกถึงดวงวิญญาณบรรพบุรุษกันอยู่

ไม่ว่าบรรพบุรุษของชาวปกาเกอะญอที่บ้านห้วยหละ จะเป็นผู้สร้างภาพเขียนสีเหล่านี้หรือไม่ก็ตาม แต่ตราบที่กลุ่มชนของเขา ยังปลูกฝังสำนึกผ่านรุ่นสู่รุ่นให้รู้สึกหวงแหน และยังใช้งานภาพเขียนสีเหล่านี้ในการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของชนเผ่าสืบมาจนปัจจุบัน

ที่ดอยแตฮ่อนี้ ไม่เพียงแต่จะพบภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์กระจัดกระจายหลายถ้ำเท่านั้น หากยังได้พบหม้อดินเผาสำหรับใส่กระดูก ขวานหิน ใบหอก ลูกปัด โครงกระดูก ภาชนะดินเผา ฯลฯ ร่องรอยหลักฐานความเป็นอยู่ของมนุษย์ยุคโบราณ ปะปนอยู่ด้วย และยังพบ “รอยหัตถบาท” (หมายถึงรอยพระบาทแต่เป็นรูปมือ ไม่ใช่รูปเท้าเหมือนรอยพระบาททั่วไป)

อนาคตอาจมีภาคเอกชนสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเฉกเช่นเดียวกับที่ผาแดงอำเภอลี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here