คำทั้งสามคำนี้ มีความหมายเดียวกัน

“ผ้ารองคัมภีร์” เป็นศัพท์ทางโบราณคดี เรียกตามหน้าที่ใช้สอย คือใช้วางคัมภีร์ใบลานสำหรับให้พระสงฆ์อ่านเทศนา

“ผ้าตั้งธรรมหลวง” เป็นภาษาล้านนา หมายถึงผ้าที่รองรับการนำคัมภีร์ใบลานมาตั้งทับ คำว่า “ธรรม” ในที่นี้หมายถึง “พระธรรมคัมภีร์ที่จารด้วยใบลาน” ส่วนคำว่า “หลวง” ภาษาล้านนาหมายถึง ใหญ่, สำคัญ แปลโดยรวมหมายถึงการเทศนาครั้งสำคัญ นั่นคือการเทศน์มหาชาติในช่วงเทศกาลยี่เป็ง (ลอยกระทง)

ดังนั้นสองคำนี้จึงมีความหมายเดียวกัน คำหนึ่งเป็นภาษาภาคกลาง อีกคำเป็นภาษาล้านนา

นอกจากนี้แล้ว ปราชญ์ท้องถิ่นบางท่านยังเรียกผ้ารองคัมภีร์ที่ส่วนใหญ่ปักเป็นรูปเทวดาว่า “ผ้าพรหมสามหน้า” อีกด้วย เนื่องจากแลเห็นเทวดาอยู่แค่สามองค์ (คือด้านหน้าและซ้าย-ขวา) กอปรกับเทพเหล่านี้ประทับยืนอยู่บนดอกบัว อันเป็นสัญลักษณ์ของพระพรหม

ซึ่งแท้จริงแล้วเทวดาเหล่านี้มิใช่พระพรหม แต่เป็นเทวดาอารักษ์หรือเทพรักษา อย่างไรก็ดี เมื่อคำว่า “พรหมสามหน้า” ได้กลายมาเป็นความเข้าใจพื้นฐานของชาวบ้านไปแล้วโดยปริยาย จึงได้เกิดมีความเชื่อต่อเนื่องติดตามมาอีกเรื่องหนึ่งคือ การทำผ้ารองคัมภีร์รูปพรหมสามหน้าถวายวัดนั้นจะได้รับอานิสงส์ให้ไปเกิดในสวรรคชั้นโสฬส คือชั้นที่พระพรหมสถิตอยู่

การทำผ้ารองคัมภีร์จำเป็นต้องสร้างเป็นชุด แต่ละชุดมี 3 ผืน แต่ละผืนมีความกว้างโดยเฉลี่ย 30-40 เซนติเมตร ยาว 60-70 เซนติเมตร และเท่าที่เหลือในปัจจุบันมักเป็นศิลปะล้านนายุคฟื้นฟู มีอายุช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 เท่านั้น (ไม่พบผ้ารองคัมภีร์ที่มีอายุเก่าถึงยุคล้านนาโบราณ 500-700 ปี เนื่องจากผ้าเป็นวัสดุไม่คงทน)

“ผ้ารองคัมภีร์” ในวัฒนธรรมล้านนา เป็นการนำแผ่นผ้ารูปเทวดา 3 แผ่น กับผ้าธรรมดาปราศจากลวดลายอีก 1 แผ่นมาเย็บติดต่อกันโดยใช้ผ้าผืนที่ 5 เชื่อมอยู่ตรงกลางในลักษณะของกากบาท เพื่อนำมาห่มคลุมทับตู้ไม้หรือแท่นรองคัมภีร์ (ก๊างธัมม์-กากะเยีย) จากนั้นจึงวางคัมภีร์ทับตอนบนของแท่น ผ้าสามผืนที่ตกแต่งด้วยลวดลายอย่างวิจิตรจะถูกจัดวางอยู่ในด้านที่เห็นได้ชัด ส่วนผ้าที่ไม่มีลวดลายจะเก็บซ่อนไว้ด้านหลังวางชิดกับฝาผนังวิหาร

ผ้ารองคัมภีร์จัดว่าเป็นงานช่างฝีมือ ที่แตกต่างไปจากงานผ้าที่ใช้ในพิธีกรรมของชาวเหนือ ประเภทอื่นๆ ซึ่งโดยมากมักทำด้วยเทคนิคผ้าทอมือ เช่น ตุงใช้ผ้าทอหน้าแหนบ หรือผ้าห่อคัมภีร์ (ประกับ) ก็ใช้ผ้าพิมพ์ หรือผ้าทอสอดใบลาน ในขณะที่ผ้ารองคัมภีร์กลับไม่นิยมใช้กรรมวิธีทอผ้าเล่นลายขิดชนิดต่างๆ แต่เป็นการใช้ผ้าปัก (Embroider) และตัดแปะ (Appliqué) แทน ทำให้ลวดลายมีลักษณะโดดเด่นแตกต่างไปจากผ้าสักการะชนิดอื่นที่มักเป็นลายแบบเรขาคณิต นอกจากนี้ยังมีความพิเศษด้วยการใช้แผ่นเงินดุนบุในส่วนที่ต้องการเน้นความสำคัญบริเวณตอนกลางผืนผ้าอีกด้วย

ในส่วนของวัสดุและกรรมวิธีการทำผ้ารองคัมภีร์นั้น ใช้ผ้าพื้นผืนสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้งอาจเป็นผ้าฝ้าย ผ้าแพร หรือผ้าไหมก็ได้ ใช้แผ่นเงินดุนนูนปักรูปลายเทวดาประนมกรหรือเทวดาถือพระขรรค์ยืนเหยียบอยู่บนดอกบัว (เทวดาประนมกรจะยืนตรง ส่วนเทวดาถือพระขรรค์มักอยู่ในท่าเคลื่อนไหวเอนกาย 75 องศา)

บางผืนมีสัตว์ 12 ราศีอยู่ตอนล่าง ซึ่งสัตว์เหล่านี้คือปีเกิดของผู้อุทิศถวายผ้ารองคัมภีร์ องค์เทวดาถูกจัดวางอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าตอนใน เครื่องแต่งกายของเทวดาเป็นผ้านุ่งแบบชักชายพกสองข้างตามอย่างลักษณะเทวดาที่พบทั่วไปในศิลปะล้านนา ล้อมรอบด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษา ประเภทกระหนกก้านขด หรือลายเครือเถา ซึ่งปักด้วยเส้นด้ายหรือไหมจีน มีการประดับประดาด้วยกระจก เลื่อม กระพรวน บางผืนเดินเส้นล้อมกรอบด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง ตอนล่างของผ้ามักประดับเชิงชายด้วยลูกปัดซึ่งสั่งซื้อมาจากพม่าหรือสิบสองปันนา

ผ้ารองคัมภีร์กับการเทศมหาชาติ

ในวัฒนธรรมล้านนาให้ความสำคัญกับการฟังธรรมเรื่อง “พระเวสสันตระ” หรือมหาเวสสันดรชาดก อันเป็นมหาชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนเสด็จมาอุบัติเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก ดังนั้นการที่จะอัญเชิญคัมภีร์ใบลานเรื่อง “พระเวสสันตระ” มาประดิษฐานยังมณฑลพิธี จึงต้องมีที่จัดวางอย่างพิเศษ ด้วยการกางโครงไม้กลึงสามขาหรือสี่ขาไขว้ที่เรียกว่า “ก๊างธัมม์” หรือกากะเยีย ความพิเศษอยู่ตรงที่ทั้งสามด้านของก๊างธัมม์นั้นจะมีผ้าปักเป็นรูปเทวดาประนมกรอยู่ด้านละผืน รวม 3 ผืนมีความยาวตั้งแต่ส่วนบนของก๊างธัมม์จรดถึงพื้นและมีความกว้างเท่ากันทุกด้าน ผ้าทั้งสามผืนดังกล่าวเรียกกันหลายชื่อว่า “ผ้ารองคัมภีร์” หรือ “ผ้าตั้งธรรมหลวง” ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาได้จัดเตรียมไว้เป็นเครื่องตั้งธรรมทานใช้รองรับคัมภีร์สำหรับพระภิกษุขึ้นนั่งเทศน์

ประเพณีดังกล่าวเรียกว่า “ประเพณีตั้งธรรมหลวง” หรือการฟังเทศน์ “มหาชาติชาดกกัณฑ์เวสสันดร” ซึ่งจัดให้มีขึ้นปีละหนเฉพาะในวัน “ยี่เป็ง” หรือที่ทางภาคกลางเรียกว่าวันลอยกระทงเท่านั้น งานนี้จะเริ่มสวดตั้งแต่เช้ามืดของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ก่อนพิธีเทศน์หนึ่งวัน จะมีพิธีอัญเชิญคัมภีร์ใบลานชุดเวสสันดรชาดกลงจากหอธรรม นำมาวางบนแท่นตั้งธรรมที่คลุมด้วยผ้ารองคัมภีร์ที่ปักเป็นรูปเทวดา

การฟังธรรมมหาชาติของชาวล้านนาได้รับความนิยมอย่างสูงสุดยิ่งกว่ากัณฑ์อื่นใด ชาวบ้านเชื่อว่าเมื่อฟังแล้วจะได้รับผลบุญอเนกอนันต์ยิ่ง เพราะถือว่า “พระเวสสันดร” เป็นชาติที่บำเพ็ญ “ทานปรมัตถบารมี” อย่างอุกฤษฏ์ เป็นพระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ ต่อจากนั้นก็จะเป็นชาติที่พระพุทธเจ้าทรงบรรลุธรรม ฉะนั้นชาวล้านนาจึงไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับการฟังธรรมเทศน์มหาชาติคำหลวงเท่านั้น ยังได้ตั้งใจทำผ้ารองคัมภีร์มาถวายวัด เพื่อใช้ตกแต่งแท่นวางพระคัมภีร์ให้เกิดความงดงามอลังการแปลกตายิ่งกว่าการสวดธรรมในโอกาสอื่นๆ อีกด้วย ครั้นเมื่อเสร็จงานแล้วพระภิกษุก็จะเก็บรักษาผ้ารองคัมภีร์ไว้อย่างดี คือจะนำมาใช้เฉพาะในงานวันยี่เป็งเท่านั้น

จากการสัมภาษณ์ผู้รู้หลายท่านในลำพูน เห็นพ้องต้องกันว่าผ้ารองคัมภีร์นั้นน่าจะเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของชาวยอง ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากดินแดนรัฐฉานในพม่า เพราะมีข้อสังเกตว่าการทำผ้ารองคัมภีร์ได้รับความนิยมมากในกลุ่มชนชาวไทลื้อ-ขึน(เขิน)-ยอง ที่อาศัยอยู่ทั้งในดินแดนล้านนา รัฐฉานและสิบสองปันนา อีกทั้งอายุสมัยของผ้ารองคัมภีร์เท่าที่พบในภาคเหนือล้วนเป็นงานฝีมือที่มีอายุเก่าไม่เกิน 200 ปี กล่าวคือตกอยู่ในช่วงที่พระญากาวิละได้ทำการอพยพชาวยองจากสิบสองปันนามากอบบ้านกู้เมืองฟื้นฟูล้านนายุคหลังแล้ว

จากการสำรวจเก็บข้อมูลตามวัดต่างๆ ในเขตเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พบว่า วัดที่มีผ้ารองคัมภีร์ส่วนมากเป็นวัดหลวง หรือวัดสำคัญขนาดใหญ่ อาทิ วัดพระธาตุหริภุญชัย วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดพระธาตุศรีจอมทอง วัดเกตการาม นอกจากนี้ยังกระจายอยู่ตามวัดขนาดเล็กที่เป็นแหล่งอาศัยของชุมชนชาวยอง ขึน ลื้อ อาทิ วัดฉางข้าวน้อยเหนือ วัดหนองเงือก และวัดพานิชสิทธิการาม ในอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน หรือที่วัดป่าแดด วัดกองแขก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ กับที่วัดเวียงป่าเป้าสุทธาวาส จังหวัดเชียงราย เป็นต้น อย่างไรก็ดี วัดเหล่านี้มิได้นำผ้ารองคัมภีร์มาจัดแสดงในพระวิหารหลวง แต่โดยมากจะเก็บรักษาไว้ในกุฏิเจ้าอาวาส และจะนำมาใช้ตั้งธรรมในเทศกาลยี่เป็ง (ลอยกระทง) เพื่อเทศน์มหาชาติคำหลวงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น

คุณค่า/ความสำคัญของผ้ารองคัมภีร์

ประเพณีตั้งธรรมหลวง หรือเทศน์มหาชาติในวัฒนธรรมล้านนา ได้มีแบบแผนกำหนดให้มีพิธีการและรูปแบบของเครื่องพิธีที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนแต่แฝงไปด้วยบทบาทและความหมายนับตั้งแต่การจัดสถานที่ องค์ประกอบทางพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับผ้ารองคัมภีร์ หรือผ้าตั้งธรรมหลวง นับเป็นเครื่องพิธีกรรมที่น้อยคนนักจะรู้จักและเคยพบเห็นในปัจจุบัน เนื่องด้วยว่าได้มีการปรับเปลี่ยนและตัดทอนรายละเอียดของการตระเตรียมเครื่องพิธีดังกล่าวให้กระชับ อีกทั้งได้ขาดช่วงของการสืบทอดภูมิปัญญาและฝีมือการสร้างสรรค์ของช่างผู้ทำเครื่องพิธีชนิดนี้

การสร้างงานประเภทนี้ ถือเป็นงานที่เปิดโอกาสให้สตรีได้เข้ามามีบทบาทอีกครั้งของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนาที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ด้วยเหตุที่ต้องมีการใช้ฝีมือในเชิงเย็บปักถักร้อยอันเป็นงานประดิษฐ์ที่ละเอียดอ่อน พวกลวดลายกระหนก พันธุ์พฤกษา และเทวดา นอกจากนี้ยังอาจมีการปรับใช้วัสดุมีค่า เช่นแผ่นโลหะ เงิน และทอง เป็นต้น มาตัดฉลุและดุนลายโดยช่างบุรุษด้วยเช่นกัน

ประเพณีการปักผ้ารองคัมภีร์ถวายวัดในเทศกาลตั้งธรรมหลวงมหาชาติ ค่อยๆ หายสาบสูญจากดินแดนล้านนา เพราะเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่ต้องใช้ฝีมือช่างระดับสูง อย่างไรก็ดี เจ้าอาวาสวัดรุ่นใหม่ๆ หลายแห่งมีความพยายามที่จะรักษาผ้ารองคัมภีร์เก่าๆ ที่ขาดหลุดลุ่ยใช้การไม่ได้มาเก็บรักษาไว้ในรูปแบบใหม่ด้วยการอัดใส่ในกรอบกระจก แล้วแขวนไว้ตามฝาผนังวิหาร

ทุกวันนี้ ตามวัดต่างๆ มักมีการเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายผ้ารองคัมภีร์ออกไปจากวัด โดยไม่มีการสร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทน หรือแม้กระทั่งการจัดเก็บอย่างไม่ถูกวิธี ส่งผลให้สภาพของงานพุทธศิลป์ประเภทผ้า ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกัดแทะของสัตว์จำพวกหนูและแมลงต่างๆ อีกทั้งการใช้งานยังขาดการสืบทอดของรูปแบบที่เป็นความรู้และความเข้าใจ ดังนั้นในปัจจุบันจึงไม่ค่อยพบเห็นการนำผ้ารองคัมภีร์และก๊างธัมม์มาใช้ในงานประเพณีมหาชาติหรือตั้งธรรมหลวงอีกต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here