ในวัฒนธรรมล้านนา มีพระพุทธปฏิมาอยู่ประเภทหนึ่งชื่อ “พระเจ้าทันใจ” (คนเหนือเรียก “ผะเจ้าตันใจ๋”) เชื่อกันว่าใครทำอะไรแล้วติดขัดคับข้อง ต้องไปกราบขอพรจากพระเจ้าทันใจ พลันความปรารถนานั้นจักสำเร็จลุล่วงดั่งใจประสงค์

พระเจ้าทันใจมีคติความเป็นมาอย่างไร ช่วยประทานพรให้ผู้ขอที่ตกทุกข์ได้ยาก ยามบ้านเมืองวิกฤติข้าวยากหมากแพงได้จริงล่ะหรือ

            ถ้าเช่นนั้น “พระเจ้าทันใจ” ก็ทำหน้าที่คล้ายกับพระคเณศของพราหมณ์ หรือพระสยามเทวาธิราชของ ชาวพุทธรัตนโกสินทร์ ยิ่งความทุกข์ระทมไม่สมหวังของผู้คนในสังคมพรั่งพรูสูงขึ้นเท่าใด กระแสความนิยมในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็พุ่งพรวดมากยิ่งขึ้นอย่างน่าใจหาย

พระเจ้าทันใจ ทำไมต้องตั้งทางทิศตะวันตก?

            ความเชื่อเรื่อง “พระเจ้าทันใจ” เริ่มขึ้นเมื่อไหร่ ยังไม่มีนักวิชาการท่านใดให้ข้อสรุป แต่ที่แน่ๆ หลักฐานที่เห็นเป็นประติมากรรม ทั้ง “รูป” และ “นาม” พบว่าคติการสร้างพระเจ้าทันใจมีมาแล้วอย่างแพร่หลายในสมัยล้านนาตอนต้นราว 700 ปีที่ผ่านมา ทำให้น่าขบคิดว่าล้านนารับอิทธิพลนี้มาจากไหน ..มอญ ขอม แขก จีน ลาว พม่า หรือล้านนาคิดขึ้นเอง?

            พระเจ้าทันใจในล้านนามีร่วมร้อยองค์พบได้ทั่วไปในหลายจังหวัด แต่พระเจ้าทันใจองค์สำคัญที่คนทั่วไปรู้จักมากที่สุด คือ พระเจ้าทันใจวัดพระธาตุแช่แห้งเมืองน่าน ตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นพร้อมกับตัวองค์พระบรมธาตุแช่แห้งในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ต่อมามีการซ่อมบูรณะองค์พระปฏิมาถึงสามครั้ง

            พระเจ้าทันใจที่ชาวล้านนาให้ความเคารพยิ่งอีกองค์หนึ่ง แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมักคุ้นนัก ทว่านักวิชาการยังเชื่อว่าน่าจะเป็นต้นแบบในการสร้างพระเจ้าทันใจให้แก่วัดอื่นๆ ก็คือ พระเจ้าทันใจวัดพระธาตุหริภุญไชย ลำพูน เป็นพระพุทธปฏิมาสำริดประทับยืนปางอุ้มบาตร (ล้านนาเรียก “อุ้มโอ”) ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารพระเจ้าทันใจ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกด้านหลังขององค์พระบรมธาตุเจดีย์

            ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ทำไมพระเจ้าทันใจต้องตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเสมอ อันเป็นทิศหลบมุมอยู่ด้านหลังขององค์พระเจดีย์ ไม่เพียงแต่ที่วัดพระธาตุหริภุญไชยหรือวัดพระธาตุแช่แห้งเท่านั้น แต่วัดสำคัญๆ หลายแห่ง เช่นวัดพระยืน วัดดอยติ ลำพูน วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดพระธาตุเสด็จ วัดดอนไฟ ที่ลำปาง วัดพระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่ วัดสวนดอก วัดพระธาตุดอยคำ เชียงใหม่ เป็นต้น ต่างก็มีวิหารพระเจ้าทันใจตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกทั้งสิ้น ยกเว้นแต่วัดที่มีการต่อเติมเสริมวิหารขึ้นใหม่ในยุคหลังเช่นวัดพระธาตุดอยสุเทพ วิหารพระเจ้าทันใจจึงถูกยักย้ายวางไว้ทิศอื่น

            ทิศตะวันตกมีวิหารพระเจ้าทันใจ แล้วอีกสามทิศมีวิหารอะไร คติการสร้างวิหารประจำทิศทั้งสี่ เปรียบเสมือนกับทวีปทั้งสี่ที่ตั้งล้อมรอบเขาพระสุเมรุ  แทนสัญลักษณ์ได้ดังนี้

            ทิศตะวันออก เป็นพระวิหารหลวง หมายถึง บูรพวิเทหทวีป

         ทิศใต้ เป็นวิหารพระพุทธ หมายถึง ชมพูทวีป

            ทิศตะวันตก เป็นวิหารพระเจ้าทันใจ หมายถึง อมรโคยานทวีป

            ทิศเหนือ เป็นวิหารพระละโว้ หมายถึง อุตรกุรุทวีป

            ส่วนพระเจดีย์ประธานนั้นเป็นการจำลองพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า บ้างก็ว่าเป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาล

            ถ้าเช่นนั้น วิหารพระเจ้าทันใจที่ถูกกำหนดให้สร้างอยู่ทิศตะวันตก ซึ่งเปรียบได้ดั่งอมรโคยานทวีปนี้ น่าจะมีเรื่องราวอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมาของบางเหตุการณ์ที่สำคัญในอมรโคยานทวีปหรือไม่ ประเด็นนี้ยังไม่เคยมีการศึกษา

            แต่หากจะให้มองถึงการนำพระเจ้าทันใจไปไว้ยัง “ทิศด้านหลัง” ของพระเจดีย์ประธาน ก็น่าจะสะท้อนนัยอะไรบางอย่างแห่งการเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง กล่าวคือตั้งอยู่ในพื้นที่ของชาวบ้านฝ่ายสนับสนุน ไม่ใช่พื้นที่ของฝ่ายผู้มีอำนาจชี้นำ

เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้าน ทดสอบพลังศรัทธาชุมชน

            คติการสร้างพระเจ้าทันใจ ถือเป็นกุศโลบายที่แยบยลยิ่งในการเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้มีโอกาสร่วมสร้างองค์พระปฏิมาด้วยตนเอง แต่สามารถนำมาวางให้คนกราบไหว้ในเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้แม้จะอยู่เบื้องหลังองค์พระธาตุเจดีย์ก็ตาม โดยปกติแล้วการจะสร้างพระพุทธรูปสักองค์หนึ่งเพื่อประดิษฐานในวิหารของวัดนั้น ผู้มีส่วนอุปถัมภ์ในการสร้างทั้งด้านออกแบบและจัดหาวัสดุมักเป็นภาระของเจ้าอาวาสและสล่า(ช่าง)เอกเท่านั้น

            การดำริสร้างพระเจ้าทันใจมิใช่ว่าจู่ๆ เจ้าอาวาสของวัดนึกจะสร้างก็บอกบุญเรี่ยไร หากแต่ต้องเกิดจากเงื่อนไขและปัจจัยท้าทายเป็นตัวกระตุ้น เช่นชุมชนนั้นๆ มีความประสงค์จะบูรณะสถูป มหาวิหาร สร้างเหมืองฝาย ให้เสร็จก่อนฤดูพรรษาแต่ยังขาดงบ หรือแม้กระทั่งถูกเกณฑ์ให้ไปออกรบ

            ผู้นำชุมชนทั้งฝ่ายวัดและฝ่ายบ้าน มองเห็นว่าวิธีที่จะเสริมกำลังใจให้ชาวบ้านที่ยังวิตกกังวลว่าพวกตนจะร่วมมือกันทำ “งานใหญ่” ได้สำเร็จหรือไม่นั้น มีอยู่เพียงสถานเดียว คือต้องหาทางให้พวกเขาเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองเสียก่อน จึงเริ่มต้นเสี่ยงทายอธิษฐานจิตด้วยการสร้าง “พระเจ้าทันใจ” เพื่อวัดพลังศรัทธาอันเป็นความสำเร็จในเบื้องต้น ถือเป็นการประเมินศักยภาพของหมู่คณะทั้งด้านมันสมอง กำลังทรัพย์ และแรงงานว่าจะมีความพร้อมเพรียงมากน้อยแค่ไหน เพราะหากปราศจากความร่วมมือร่วมใจแล้วงานก่อสร้างขนาดใหญ่ย่อมไม่สำเร็จอาจค้างคา หรือการออกไปรบทัพจับศึกนั้นย่อมพ่ายแพ้กลับมา

            เงื่อนไขของการสร้างพระเจ้าทันใจจึงถูกบีบด้วย “ระยะเวลาอันจำกัด” อย่างที่สุด ต้องสร้างให้เสร็จภายในวันเดียวก่อนพระอาทิตย์ตกดิน คนโบราณมักยึดถือเอาตั้งแต่ฟ้าสางของวันนั้นจวบยามย่ำสนธยา หรือประมาณหกโมงเช้าถึงหกโมงเย็น บรรยากาศที่กดดันเช่นนี้เชื่อว่าทุกคนย่อมทุ่มเทชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน  

            ในด้านวัสดุนั้นไม่จำกัดประเภท เท่าที่พบมักหล่อด้วยสำริดมากกว่าวัสดุอื่น เพราะสะดวกต่อการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ชาวบ้านร้านตลาดที่ผ่านไปมาแม้ไม่มีฝีมือในการสร้างพระ ขอแค่มีศรัทธาก็อาจปลดเข็มขัดทองเหลืองหรือสร้อยนากสักเส้นสองเส้นลงในเบ้าหล่อพระพุทธรูป ถือว่าเป็นการร่วมบุญอย่างสูงสุดแล้ว

            อีกทั้งไม่มีข้อจำกัดในด้านสัดส่วน พระเจ้าทันใจที่พบหลายแห่งมักมีขนาดกะทัดรัด ไม่ใหญ่โตเกินไปนัก และฝีมือการหล่อมักไม่ค่อยประณีตสวยงามเท่าที่ควร เหตุเพราะต้องสร้างแข่งกับกาลเวลาอันบีบรัดด้วยความเร่งรีบ ยกเว้นพระเจ้าทันใจที่วัดพระยืนนั้นมีขนาดใหญ่มาก อาจเป็นเพราะทำด้วยปูนหุ้มโครงอิฐไว้ภายใน ไม่ได้หล่อสำริดเหมือนวัดอื่นๆ หรือ “พระเจ้าทันใจ” วัดพระธาตุหริภุญไชยก็ถือว่ามีพระพักตร์วิจิตรงดงาม แทบไม่น่าเชื่อว่าหล่อสำเร็จภายในวันเดียว หรืออาจเป็นเพราะว่าวัดนี้เป็นวัดหลวง ชาวบ้านชาวเมืองจึงทุ่มเทแรงศรัทธาสุดชีวิต

            ในด้านพุทธศิลปะนั้นไม่มีการระบุปาง ด้วยเหตุนี้ “พระเจ้าทันใจ” จึงมิได้มีพุทธลักษณะตายตัวเพียงแบบเดียว พบทั้งประทับนั่ง-ประทับยืน ขึ้นอยู่กับรสนิยม ความพร้อม ความต้องการ และความสะดวกของแต่ละชุมชน

            กล่าวให้ง่ายก็คือ รูปแบบค่อนข้างฟรีสไตล์ขอให่้เสร็จภายในหนึ่งวันเท่านั้น หากสร้างพระพุทธรูปไม่สำเร็จตามเป้าหมาย เหตุเพราะขาดความร่วมแรงร่วมใจ โปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ที่วาดหวังไว้ก็พังพินาศตั้งแต่นะโม จงเลิกล้มความฝันนั้นลงเสีย

            แต่หากสำเร็จพระพุทธรูปองค์นั้นจักได้ขึ้นชื่อว่า “พระเจ้าทันใจ” คนในชุมชนเกิดกำลังใจที่ฮึกเหิม เพิ่มความมั่นใจว่าจักสามารถฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาใดๆ ให้ลุล่วงได้โดยง่ายทันที จากนั้นชาวบ้านมักอัญเชิญพระเจ้าทันใจไปประดิษฐานไว้ในวิหารทางทิศตะวันตกที่แยกออกมาจากวิหารหลวงของวัดที่อยู่ใกล้ชุมชนนั้นๆ

            “พระเจ้าทันใจ” จึงถือว่าเป็นพระพุทธปฏิมาที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในทุกขั้นตอน นับแต่การดำริที่จะสร้าง กระบวนการเชิงช่าง จนถึงพลังใจที่เฝ้าลุ้นหน้าดำคร่ำเคร่งอยู่ข้างเตาหลอมจนสำเร็จ 

            คงไม่ผิดนักหากกล่าวว่าพระเจ้าทันใจเป็น “พระพุทธรูปของชาวบ้าน” อย่างแท้จริง

ครูบาเจ้าศรีวิชัยกับพระเจ้าทันใจและพระธาตุทันใจ

            เมื่อพระเจ้าทันใจกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ทำให้วัดหลายแห่งทั้งในล้านนาและภาคกลางเกิดความนิยมตั้งชื่อพระพุทธรูปบางองค์ที่ไม่ได้มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องอันใดกับการสร้างขวัญ-กำลังใจของคนในชุมชน ว่า “พระเจ้าทันใจ” เลียนแบบ

            เช่นกรณีของวัดหม้อคำตวงที่เชียงใหม่ มีพระเจ้าทันใจอยู่องค์หนึ่ง แต่จากการสัมภาษณ์เจ้าอาวาสได้ความว่า พระเจ้าทันใจที่นี่ได้มาจากรัฐฉานในพม่าสมัยที่พระญากาวิละกวาดต้อนผู้คนจากเมืองต่างๆ ให้มาตั้งถิ่นฐานเมื่อ 200 ปีก่อน เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ไม่เคยมีชื่อ แต่เมื่อชาวบ้านพากันมาอธิษฐานจิตขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ก็เป็นไปตามความประสงค์ ไปๆ มาๆ ก็เกิดการเรียกชื่อว่า “พระเจ้าทันใจ” เอาอย่าง

            โปรดระวัง เมื่อไปพบพระเจ้าทันใจวัดใดก็ตาม อย่าเพิ่งรีบปักใจเชื่อว่าได้พบ “พระเจ้าทันใจ” แล้ว เพราะแม้แต่พระเจ้าทันใจเอง ก็ยังมีทั้งองค์แท้และองค์ที่ลอกเลียนชื่อ!

            จากการศึกษาผลงานของครูบาเจ้าศรีวิชัยที่ไป “ซ่อม-สร้าง” วัดต่างๆ ทั่วล้านนามากกว่า 300 วัด พบว่าวัดจำนวนมากเกินกว่าครึ่งของท่านมักมีการสร้างพระเจ้าทันใจเป็นสัญลักษณ์ และมักเป็นฝีมือการปั้นหน้าพระโดยตัวครูบาเจ้าศรีวิชัยเองเสียเป็นส่วนใหญ่ การสร้างพระเจ้าทันใจของครูบาเจ้าศรีวิชัยสอดคล้องกับฉายาที่ท่านได้รับคือ “ครูบาทันใจ” หมายความว่า วัดไหนที่ท่านไปสร้างมักเสร็จด้วยความรวดเร็ว

            นอกจากนี้ ยังมี “พระธาตุทันใจ” อีกประเภทหนึ่งที่เป็นผลงานของครูบาเจ้าศรีวิชัย คือเป็นเจดีย์ที่สร้างเสร็จภายใน 7 วัน 15 วัน พระธาตุทันใจกลุ่มนี้มักเป็นเจดีย์แบบเรียบๆ ขนาดเล็ก ฐานสี่เหลี่ยม หรือแปดเหลี่ยมแบบง่ายๆ

ตามหาจุดกำเนิดพระเจ้าทันใจ      

            แม้ว่ายุคหริภุญไชยจะไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเคยมีการสร้างพระเจ้าทันใจหรือไม่ แต่ก็มีเค้าบางอย่างที่พอจะเชื่อมโยงชี้ให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องทำนองเดียวกันกับพระเจ้าทันใจนี้ตั้งแต่ยุค 1,400 ปีก่อน ดังเช่นเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในตำนานหลายฉบับ ตอนกล่าวถึงพระนางจามเทวีเสด็จมาจากกรุงละโว้สู่ลำพูน ในแรมทางชลมารคหลายครั้งคราต้องพบกับอุปสรรคกลางแม่น้ำปิงช่วงบริเวณเมืองตากขึ้นสู่เมืองลี้ เนื่องจากบริเวณนั้นเต็มไปด้วยเกาะแก่งเชี่ยวกรากแถมยังมีโขดเขินเนินผาสูงชันไพรชัฏ เรือพระที่นั่งหลงวนเวียนอยู่ในหุบเขาวงกตหลายรอบไม่พบทางออก พระนางจึงตั้งจิตอธิษฐานขอบุญญาบารมีของพระรัตนตรัย โดยให้ไพร่พลช่วยกันกุลีกุจอหาดินมาปั้นสร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่งแล้วบวงสรวง ณ จุดที่พบอุปสรรคทุกครั้ง

            เมื่อถึงทางตัน ต้องรวบรวมพลังทางใจเพื่อหาทางออก หรือว่านี่คือจุดกำเนิดของการสร้าง “พระเจ้าทันใจ”?

พระธรรมไชย แผลงเป็นพระเจ้าทันใจ?

            หากวิเคราะห์เชิงนิรุกติศาสตร์แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่า “พระเจ้าทันใจ” อาจแผลงมาจาก พระ(เจ้า)ธรรมไชย ด้วยอ่านตามการเขียนแบบใส่การันต์ว่า ธรรม์ไชย ก็จักกลายเป็น “ทันใจ” ในภาษาล้านนาพอดีเพราะตัว “ไชย” ออกเสียงว่า “ใจ”

            “พระธรรมไชย” หรือ “พระเจ้าธรรม์ไชย” แปลว่า “ชัยชนะแห่งพระธรรม” นามนี้ปรากฏอยู่ในบทสวดชุมนุมเทวดา ใช้สวดในขณะที่มีการหล่อพระพุทธรูปองค์สำคัญ คาถาบทนี้มีการกล่าวถึง  พระธรรมไชย ว่าเป็นเทวดาองค์หนึ่งผู้มีความปรารถนาจะร่วมสร้างพระพุทธรูปเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา พระอรหันต์และอินทร์พรหมยมยักษ์ทั้งมวลจึงประทานพรแก่พระธรรมไชยว่าขอให้ประสพความสำเร็จในการหล่อพระพุทธรูปสมความตั้งใจหรือว่า “ตัวแทน” ของ “พระธรรม์ไชย” ในเชิงรูปธรรมนั้น แท้ก็คือ “พระเจ้าทันใจ” นี่เอง ทั้งชื่อและความหมายล้วนมีนัยที่สื่อถึงกัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here