ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต ในแต่ละปีพบว่าประชากรทั่วโลกมากกว่า 7 ล้านคน เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขาดเลือด คิดเป็น 12.8% ของการเสียชีวิตทั้งหมด โดยเหตุเกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ
ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นผลจากความเสื่อมของหลอดเลือด สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ความผิดปกติทางพันธุกรรมและปัจจัยเสี่ยงที่ได้มาภายหลังได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วนลงพุง ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ภาวะไตเสื่อม เป็นต้น
ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด จะมีอาการเจ็บแน่นอก คล้ายมีของหนักมาทับหรือรัด อาจมีอาการเจ็บบริเวณลิ้นปี่ กราม ไหล่ แขน สะบัก อาการมักเป็นนานหลายนาที จนถึงชั่วโมง หากเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะร่วมด้วย อาจเป็นเหตุให้ความดันโลหิตต่ำ เสียชีวิตเฉียบพลันได้
การรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดโรค ได้แก่การลด และเลิกปัจจัยเสี่ยง แต่เมื่อเกิดหัวใจขาดเลือดขึ้นแล้ว อุปสรรคที่สำคัญต่อการรักษาคือการมารับการรักษาพยาบาลที่ล่าช้า เหตุเกิดจากความไม่รู้ ไม่ทราบว่าภาวะหัวใจขาดเลือดมีอาการอย่างไร ทุกวินาทีที่ผ่านไปหมายถึงกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายไปทุกขณะ มาถึงโรงพยาบาลเมื่อสายเกินไป จึงไม่สามารถรักษากล้ามเนื้อหัวใจไว้ได้ ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะเสียชีวิตจากระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ที่เหลือจะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจโต บีบตัวไม่ดี เกิดอาการเหนื่อยหอบหัวใจวายตามมาในที่สุด ช่วงเวลาที่สำคัญซึ่งถือเป็นเวลาทองในการรักษาผู้ป่วยจะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง หากมาทันทำการรักษาโดยเปิดเส้นเลือดได้ จะสามารถรักษากล้ามเนื้อหัวใจไว้ได้
การลดปัจจัยเสี่ยง ที่สำคัญได้แก่การงดบุหรี่ ปัจจุบันมียาที่ช่วยในการเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพสูง การรักษาความดันโลหิตสูง การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำแพทย์ ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ได้ตามเกณฑ์ งดอาหารเค็ม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดอาหารที่มีไขมันสูง บริโภคผักผลไม้ให้มากขึ้น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน
การวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือด นอกจากอาศัยการประเมินจากปัจจัยเสี่ยงอาการเจ็บอกที่เข้าได้แล้ว ยังมีการตรวจเพิ่มเติมอีกหลายประการที่ช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรค ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ และตันสามารถวินิจฉัยได้โดยการดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ซึ่งจำเพาะกับแต่ละภาวะ การตรวจเลือด หากตรวจพบเอมไซม์ที่ผิดปกติพบในกล้ามเนื้อหัวใจ cardiac marker ปริมาณสูงในกระแสเลือด จะบ่งชี้ถึงการขาดเลือดที่มีความจำเพาะสูง การทำอัลตราซาวน์หัวใจ Echocardiogram อาศัยหลักการการสะท้อนของคลื่นเสียงผ่านทางผนังทรวงอก สามารถตรวจการทำงานของหัวใจได้ทั้งลักษณะทางกายภาพและทางจุลศาสตร์ การเดินหรือวิ่งบนสายพานร่วมกับการบันทึกความดันโลหิต ชีพจร คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ไปพร้อมกัน สามารถให้ข้อมูลการวินิจฉัยแก่แพทย์ได้เป็นอย่างดี
การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สามารถทำได้ด้วย 3 วิธีหลัก ได้แก่ การให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งจะสามารถทำได้เมื่อระยะเวลาหลังจากมีอาการเจ็บอกเป็นมาไม่นานเกิน 12 ชั่วโมง โดยประสิทธิภาพในการรักษาจะดีมากหากเป็นมาไม่นานโดยการให้ยาละลายลิ่มเลือดรวมถึงยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือดร่วมกันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก โดยส่วนใหญ่เป็นการเกิดเลือดออกชนิดไม่รุนแรง วิธีที่สองในการเปิดเส้นเลือดคือการสวนหัวใจ โดยใช้สายสวนหัวใจแทงผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือหรืขาหนีบผ่านสู่หลอดเลือดหัวใจ ทำการฉีดสารทึบแสงเข้าสู่หลอดเลือดหัวใจเพื่อตรวจสอบ หากพบว่ามีการตีบตันจะสามารถขยายหลอดเลือดได้โดยการใส่ขดลวด พิเศษเพื่อถ่างหลอดเลือดให้ขยายขึ้น หากรอยโรคไม่เหมาะสมแก่การใช้ขดลวดขยาย การผ่าตัดนำหลอดเลือดบริเวณอื่นในร่างกายที่ปกติและตัดต่อไปยังหลอดเลือดที่ตีบ bypass จะเป็นทางเลือกการรักษาวิธีที่ 3
ปัจจุบันการสวนหัวใจ หรือผ่าตัดหลอดเลือด ยังคงอยู่ในวงจำกัดการรักษาจะสามารถทำได้เฉพาะในบางโรงพยาบาลเท่านั้น ในหลายพื้นที่ การให้ยาละลายลิ่มเลือดจึงยังคงเป็นการรักษาหลัก เวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด

.....นพ.กลกฤตย์ เขียนประสิทธิ์
อายุรศาสตร์โรคหัวใจ
รพ.แมคคอร์มิค / ข้อมูล.....

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here