ในบรรดาพระพุทธปฏิมาของเมืองเหนือ ที่สร้างขึ้นตามความเชื่อ “เฉพาะกิจ” มีอยู่หลายองค์ อาทิ พระเจ้าทันใจ พระเจ้าฝนแสนห่า รวมไปถึงพระพุทธรูปที่เรียกกันว่า “พระเจ้าทองทิพย์” (บ้างเขียน “ทองทิพ”)

พระเจ้า พระ พระพุทธ พระญา

            ชาวล้านนาเรียกพระพุทธรูปว่า “พระเจ้า” ไม่ได้เรียกว่า “พระ” หรือ “พระพุทธ” ต่างไปจากวัฒนธรรมสุโขทัยลงไปถึงภาคกลาง เช่น การเรียก “พระศรีศาสดา” “พระพุทธสิหิงค์”  “พระพุทธชินราช” เป็นต้น

            คำว่า “พระเจ้า” ของชาวล้านนา ไม่ใช่ God หรือสมมติเทวราชา แต่ก็สะท้อนมุมมองว่าชาวล้านนาให้การยกย่อง “พระพุทธรูป” หรือ Buddha Image มากเหนือสิ่งอื่นใด

            จึงได้นำคำว่า “พระเจ้า” (ซึ่งในทางสากลมีนัยแฝงของ Divine God) มาใช้เรียกองค์ “พระพุทธปฏิมา”
            ในขณะที่คำนำหน้าพระนามของกษัตริย์ผู้ปกครองบ้านเมือง กลับเรียกว่า “พระญา” หรือ “ท้าว” ไม่มีการเรียกพระเจ้าโดยเด็ดขาด ด้วยได้ถวายนาม “พระเจ้า” ให้แก่พระพุทธรูปนั้นแล้ว

            ยกเว้นกรณีพิเศษเพียงกรณีเดียวคือ “พระเจ้าติโลกราช” กษัตริย์ล้านนาลำดับที่ 9 (พ.ศ. 1984-2030) ซึ่งมูลเหตุที่มาที่ไปที่ต้องเปลี่ยนจาก “พระญา” มาเป็น “พระเจ้า” หากมีโอกาสเหมาะจักอธิบายให้ทราบต่อไป

พระเจ้าทองทิพย์

สวรรค์เสกหรือมนุษย์สร้าง?

            ชาวล้านนาเชื่อว่า “พระเจ้าทองทิพย์” คือพระพุทธรูปที่สร้างด้วยสำริดเนื้อพิเศษที่ได้มาจาก “สรวงสวรรค์”

            ภาษาล้านนาใช้คำว่า “ทอง” แทนคำว่า “สำริด – Bronze”

            ส่วนคำว่า “ทิพย์” หรือ “ทิพ” หมายถึง ทวยเทพ หรือสรวงสวรรค์ อันเป็นการบ่งบอกถึง “ที่มา” ของเนื้อวัสดุว่าไม่ใช่ได้เนื้อทองสำริดมาจากโลกนี้เท่านั้น แต่มีการร่วมบุญร่วมสร้างโดยเทวดาจากสวรรค์ด้วย

            ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

            เหตุเพราะขึ้นชื่อว่า “พระเจ้าทองทิพย์” มักจะต้องเป็นพระพุทธรูปที่มีผิวอย่างน้อย 2 สี คือสีทองสำริด อันเป็นสีพื้น กับอีกสีหนึ่งมักจะมีสีคล้ำเข้มหรือแดงก่ำผิดกว่าปกติในบางจุด หรือบางส่วนขององค์พระพุทธรูป

            ซึ่งในความเป็นจริง ประติมากรย่อมทราบดีว่า ทั้งหมดนี้เกิดจากปฏิกิริยาบางอย่าง ไม่ว่าในด้านความร้อน อุณหภูมิ เทคนิคกรรมวิธีการเทพิมพ์หล่อ หรือส่วนผสมของเนื้อทองชนิดต่างๆ จนทำให้สีทองสำริดไม่สม่ำเสมอกัน

พระเจ้าทองทิพย์เริ่มสร้างเมื่อไหร่

            พระเจ้าทองทิพย์ เริ่มสร้างครั้งแรกเมื่อไหร่ กษัตริย์พระองค์ไหนในยุคล้านนาเป็นต้นคิด? สมัยหริภุญไชยมีแล้วหรือยัง คำตอบคือไม่พบหลักฐานเรื่องพระเจ้าทองทิพย์ในยุคก่อนอาณาจักรล้านนา รวมถึงยุคล้านนาตอนต้นตั้งแต่รัชสมัยของพระญามังราย เรื่อยมาจนถึงพระญาสามฝั่งแกน (พระราชบิดาของพระเจ้าติโลกราช)

            เท่าที่พบหลักฐานเก่าสุดขณะนี้ สมัยพระเจ้าติโลกราชนั้นมีแน่นอน อย่างน้อย 2 องค์คือ ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ กับวัดสวนตาล เมืองน่าน

             ที่อุโบสถวัดพระธาตุหริภุญชัย มีพระเจ้าทองทิพย์ในมณฑปโขงพระเจ้า โดยพลตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย อัญเชิญมาจากวัดหนองหนาม ตำบลบ้านแป้น อำเภอเมืองลำพูน พระเจ้าทองทิพย์องค์นี้มีจารึกที่ฐานว่าสร้าง พ.ศ. 2040 ตรงกับสมัยพระญายอดเชียงราย กษัตริย์ล้านนาลำดับที่ 10 (ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าติโลกราช)

            นอกจากนี้แล้วยังพบพระเจ้าทองทิพย์ค่อนข้างหนาตาในยุคพระเมืองแก้ว (ครองราชย์ต่อจากพระญายอดเชียงราย) แต่ไม่เคยเห็นพระเจ้าทองทิพย์ในยุคพม่าปกครองล้านนา หรือแม้แต่ในยุคพระญากาวิละฟื้นล้านนา ทำให้พอได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าการสร้างพระเจ้าทองทิพย์ ต้องอยู่ในยุคเศรษฐกิจดีเจริญเฟื่องฟูอย่างขีดสุดเท่านั้น เพราะต้องใช้ทองเนื้อดีเป็นพิเศษ

            จากการศึกษา “พระเจ้าทองทิพย์” จำนวนมากกว่า 30 องค์ทั่วล้านนา ปัจจุบันพบว่ามีพระพุทธรูปที่เรียกว่า “พระเจ้าทองทิพย์” อยู่หลากหลายประเภท ซึ่งมีมูลเหตุที่มาแตกต่างกันไป

            ประเภทแรก เกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่เป็นปฏิกิริยาจากการหล่อพิมพ์

            ประเภทที่สอง เกิดจากความตั้งใจต้องการจะสร้างพระเจ้าทองทิพย์

            ประเภทที่สาม เกิดจากการได้พระพุทธรูปที่มีความงดงามราวปาฏิหาริย์มาครอบครอง เป็นเหตุการณ์ที่ยากเกินกว่าจะอธิบายว่าสร้างโดยมนุษย์

กรณีแรก เทคนิคการหล่อ ส่วนผสมของวัสดุ ในสารานุกรมวัฒนธรรมล้านนา ของ ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี ปราชญ์ล้านนาผู้ล่วงลับ กล่าวถึงพระเจ้าทองทิพย์ไว้แค่ 2-3 บรรทัดว่า

            “พระพุทธรูปที่จะเรียกว่าพระเจ้าทองทิพย์ได้ จะต้องมีผิวเนื้อสองสี กล่าวคือมีเนื้อทองพิเศษ ในลักษณะแปลกปลอมเข้ามาผสมอยู่ส่วนหนึ่ง ทำให้ผู้สร้างเชื่อว่า เนื้อทองสีแปลกนั้น คือส่วนที่พระอินทร์หรือเทวดาเอาเนื้อทองจากสวรรค์มาร่วมสร้าง”

            เมื่อมองนัยะนี้ สามารถอธิบายได้ว่า เกิดจาก effect ขณะหล่อทองสำริด ไฟที่เผาสุกไม่ทั่วไม่สม่ำเสมอกันทั้งองค์ เมื่อช่างหล่อเสร็จ พบว่าผิวของพระพุทธรูปที่หล่อนั้นมีเนื้อสำริดที่แตกต่างไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ชาวบ้านจึงเชื่อว่า สีสำริด หรือสีทอง ที่แปลกปลอมปรากฏขึ้นมาในบางส่วนนั้น เป็นเพราะเทวดาหรือพระอินทร์ได้นำวัสดุจากสวรรค์มาร่วมหล่อพระปฏิมาด้วย ทำให้เนื้อทองนั้นมีสีประหลาด ถือเป็น “ทองทิพย์” ที่ไม่ใช่ผลงานของมนุษย์ชาวบ้านทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ต้องไปวิตกกังวลเรื่องว่าจะต้องขัดแต่งสีฉวีวรรณให้เป็นเนื้อนวลหนึ่งเดียว ให้ปล่อยไว้เช่นนั้นถูกต้องแล้ว

            อย่างไรก็ดี มิใช่ว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าองค์พระมี 2 สีแล้วจะได้รับการขนานนามว่า “พระเจ้าทองทิพย์” เสมอไปไม่ ตัวชี้วัดอีกประการหนึ่ง ที่จะต้องนำมาใช้ยันกันก็คือ “ความงาม” ของพระพุทธรูปองค์นั้น

            กล่าวคือ พระพุทธปฏิมา 2 สีองค์นั้น ต้องมีความงดงามประกอบกันด้วย ในระดับที่จะให้ชาวบ้านเชื่อได้ว่า “เทวดา” มาช่วยสร้างจริง

            มิเช่นนั้นแล้ว อะไรๆ ที่หล่อออกมามีผิวกระดำกระด่าง เกิดตะปุ่มตะป่ำ ขี้ริ้วขี้เหร่ ก็จักฉวยโอกาส ยึดถือเอาคำอธิบายนี้มาเป็นข้ออ้างในการประกาศตัวเป็น “พระเจ้าทองทิพย์” กันให้เกร่อ เลอะเทอะเปรอะเปื้อนมากเกินไป

กรณีที่สอง เกิดจากเจตจำนงหรือความตั้งใจของผู้สร้าง ที่ต้องการอัญเชิญองค์เทพไท้เทวาจากสวรรค์ลงมาร่วมหล่อสร้างพระพุทธปฏิมาด้วยกัน ตั้งชื่อขนานนามรอไว้ล่วงหน้าแล้วว่า “พระเจ้าทองทิพย์”

            กรณีเช่นนี้ ผู้สร้างที่จักสามารถกระทำได้ มีเพียงไม่กี่สถานะ มักต้องเป็นระดับกษัตริย์ หรือผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เท่านั้น ดังเช่นกรณีของพระเจ้าติโลกราช  มีพระราชประสงค์จะสร้าง “พระเจ้าทองทิพย์” ประดิษฐานไว้ที่วัดสวนตาล อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เพื่อประกาศว่าพระองค์สามารถยึดเมืองน่านไว้ได้ ผนวกนครนันทบุรีศรีน่าน รัฐอิสระ รวมมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาอันยิ่งใหญ่

            และอีกองค์ ผลงานของกษัตริย์องค์เดียวกันคือ พระเจ้าทองทิพย์ ที่วัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พระปฏิมาองค์นี้ก็มีนัยะแห่งการที่พระเจ้าติโลกราชต้องการประกาศการเฉลิมฉลองว่าพระองค์ได้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลกสำเร็จในปี 2020

            กรณีวัดสวนตาลนี้ แม้ตำนานบางเล่มกล่าวว่าเป็นการสร้างเพื่อประกาศชัยชนะที่ล้านนามีต่อสุโขทัย เนื่องจากแต่เดิมเมืองน่านเป็นรัฐอิสระที่ค่อนข้างมีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐสุโขทัย ทว่าปราชญ์เมืองน่านหลายท่านลงความเห็นว่า พระเจ้าทองทิพย์วัดสวนตาลไม่ใช่ศิลปะสกุลช่างเชียงใหม่ แต่เป็นพุทธศิลป์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองน่านมากกว่า ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า พระพุทธปฏิมาที่ถูกเรียกว่าพระเจ้าทองทิพย์นี้ จะใช่ผลงานของพระเจ้าติโลกราชจริงหรือไม่?

            ส่วนพระเจ้าทองทิพย์ของวัดพระสิงห์มีลักษณะค่อนข้างแปลก คือพระเจ้าติโลกราชโปรดให้สร้างในรูปแบบย้อนยุคโดยใช้โมเดลพระสิงห์ 1 (ปกติพระพุทธปฏิมาองค์อื่นๆ ของพระเจ้าติโลกราชมักเป็นรุ่นสิงห์ 3 – หุ่นเพรียว หน้ารูปไข่ ชายสังฆาฏิยาว มีรัศมีเปลวเหนือเกศโมลี ขัดสมาธิราบ ฯลฯ) แต่พระเจ้าทองทิพย์องค์นี้กลับหน้าแป้นคล้ายกับพระพุทธสิหิงค์ของนครศรีธรรมราชที่เรียกกันว่า “พระขนมต้ม”

            พระเจ้าทองทิพย์ที่พระเจ้าติโลกราชสร้าง พบว่าเนื้อวัสดุมีส่วนผสมของทองคำแท้ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก (ปกติพระพุทธรูปองค์อื่นๆ มักใช้ทองสำริด ที่มาจากทองเหลืองผสมทองเแดง) เมื่อหล่อเสร็จผิววรกายขององค์พระปฏิมาจะมี “สองสี” คือส่วนที่เป็นวัสดุทองคำ จักเปล่งประกายมากกว่าจุดอื่นๆ ถือว่าบรรลุพระราชประสงค์ในการสร้าง เสมือนว่าได้อัญเชิญให้พระอินทร์ช่วยนำเนื้อทองสำริดพิเศษจากสรวงสวรรค์มาร่วมหล่อพระพุทธรูปยังมนุษยโลกด้วยกัน      

            การสร้างพระเจ้าทองทิพย์ในนัยะเช่นนี้ มหาราชระดับพระเจ้าติโลกราช คงมิได้สร้างขึ้นเพื่อถวายสักการะแด่องค์พระรัตนตรัยเท่านั้น ทว่า เป็นการจงใจจะสถาปนาอำนาจทางโลกของพระองค์เข้ากับอำนาจทางธรรม ที่สามารถเชื่อมโยงพระบุญญาธิการของพระองค์กับ “เทวานุภาพ” ของพระอินทร์ อันเป็นกุศโลบายหนึ่ง ในการเสริมบารมีของกษัตริย์ที่มีแนวคิดในเชิงจักรพรรดิราชา

กรณีสุดท้าย เกิดจากการได้พระพุทธปฏิมาองค์งามมาครอบครองราวปาฏิหาริย์ มีหลายวัดในเขตลำปาง ได้แก่ วัดทรายมูล วัดบ้านลู วัดบ้านแลง วัดหลวงเมืองมาย และวัดบ้านต๋อแก้ว ฯลฯ ที่กล่าวว่า พบพระพุทธรูปองค์งามบ้างจมน้ำ บ้างจมอยู่ในกองทราย บ้างมีผู้ร้ายที่ขโมยมาจากวัดใดวัดหนึ่งแต่หลงทางหรือไม่สามารถขนต่อไปได้ สุดท้ายต้องเอาไปทิ้งกลางป่า กลางทุ่งนา กระทั่งชาวบ้านช่วยกันขุดลากขึ้นมา เอาไปถวายวัด

            เมื่อพระพุทธรูปที่ได้มาโดยบังเอิญนี้ ได้รับการทำความสะอาดขัดสีฉวีวรรณ พบว่าผิวองค์พระปฏิมามีเนื้อทองสุกปลั่ง จึงขนานนามว่า “พระเจ้าทองทิพย์” ตามที่มาของการได้รับ นั่นคือ เทวดาประทานมาให้โดยอัศจรรย์

            ตัวอย่างของพระเจ้าทองทิพย์กลุ่มนี้นอกเหนือจากลำปางแล้ว ยังพบที่จังหวัดอื่นๆ อาทิ พระเจ้าทองทิพย์ที่วัดศรีสุพรรณ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา  พระเจ้าทองทิพย์วัดพานิชสิทธิการาม อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งตามคำบอกเล่าของครูบาสุรินทร์ ระบุว่าได้มาจากวัดร้างดงน้อย (กู่ศีลาภรณ์) ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน แม้ว่าทางวัดพานิชสิทธิการามจักเขียนประวัติว่าได้มาจากกู่ขาวร้าง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน ก็ตามที (กู่ขาวกับกู่ศีลาภรณ์ห่างกันแค่ 2 กิโลเมตร)

            มีพระเจ้าทองทิพย์องค์หนึ่งที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ประวัติความเป็นมาค่อนข้างพิสดาร กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธปฏิมาที่พระนางยอดคำทิพย์ พระราชมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช (กษัตริย์สองแผ่นดิน ล้านนา-ล้านช้าง มีพระราชมารดาเป็นเจ้าหญิงล้านนา แต่มีพระราชบิดาเป็นกษัตริย์ล้านช้าง) ได้ไปบนบานเพื่อขอให้พระนางมีพระโอรส ต่อมาพระเจ้าทองทิพย์องค์นั้นจึงได้กลายเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ของพระไชยเชษฐาไปโดยปริยาย พระองค์ได้อัญเชิญพระเจ้าทองทิพย์จากล้านช้างมาไว้ที่ล้านนา             เรื่องราวของพระเจ้าทองทิพย์ในล้านนาควรมีการศึกษาอย่างละเอียดต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here