ปีใหม่เมืองที่ผ่านมาปีนี้ ประวัติศาตร์ต้องจารึกไว้ว่าเป็นปีแรกของโลกที่ไม่สามารถจัดงานประเพณีสำคัญนี้ได้ ไม่ว่าที่ไหนๆ บนพื้นพิภพ เหตุเพราะโรคระบาดสากล “โควิด 19” แม้ปีนี้จะไม่มีโอกาสได้จัดงานสงกรานต์หรือภาคเหนือเรียกว่า “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง” กันในดินแดนล้านนา แต่ฉบับนี้ดิฉันขอนำเสนอเรื่องทีี่มาที่ไปของ “ทราย” ให้ผู้อ่านได้ทราบกัน มีอยู่สองประเด็นหลักๆ

            ประเด็นแรกคือ ทำไมบางวัดจึงมีการเปิด “ลานทราย” แทนที่จะเทคอนกรีตหรือปิดด้วยอิฐตัวหนอน ? และอีกประเด็นคือ ทำไมตามวัดต่างๆ มักมีการ “ก่อกองทราย” ใส่ในกระบะแล้วปักด้วยตุง หรือไม่ก็ก่อเป็นรูปคล้ายเจดีย์ ?

ลานทราย – นทีสีทันดร

                การเปิด “ลานทราย” รายล้อมเสนาสนะของเขตพุทธาวาสภายในกำแพงแก้วที่ก่อกั้นของวัดต่างๆ นั้น เป็นการกระทำที่ “ตอบโจทย์” ถึงสองด้าน ด้านหนึ่งสนองต่อความต้องการทาง “รูปธรรม” ของชุมชน ส่วนอีกด้านนั้นซ่อนสัญลักษณ์เชิง “นามธรรม” ไว้อย่างแยบยล

            ด้านรูปธรรมนั้นอาจเป็นภาพที่ขัดแย้งต่อสายตาของคนในปัจจุบัน เพราะไม่อาจจินตนาการได้ว่า “ลานทราย” จะเอื้อประโยชน์ต่อสาธุชนในการเข้ามาวัดได้อย่างไร

            แต่คนในอดีตเขาเข้าใจได้ ด้วยไม่มีการสวมรองเท้าเข้าวัดเหมือนปัจจุบัน เมื่อย่ำดินย่ำโคลนตมหรือที่ภาษาเหนือเรียกว่า “ขี้เปอะ” เลอะติดเท้ามาตลอดเส้นทางจากบ้านนั้น ทันทีที่ถึงวัดซึ่งเต็มไปด้วยลานทราย ทรายย่อมช่วยชำระเช็ดถูขี้เปอะจากเท้านั้นให้หายเฉอะแฉะได้เป็นอย่างดี

            อีกโสดหนึ่ง วัดที่มีลานทรายจะสังเกตเห็นได้ว่ามักไม่ค่อยมีหญ้าวัชพืชขึ้น ผิดกับวัดที่เต็มไปด้วยดินโคลน กุศโลบายของลานทรายในด้านรูปธรรมจึงยังช่วยป้องกันวัชพืชด้วยส่วนในด้าน “นามธรรม” นั้น เกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อที่ว่า การสร้างวัดแต่ละแห่งจะต้องวางผังให้เสมือนกับการจำลองไตรภูมิจักรวาล หาได้สร้างขึ้นลอยๆ ไม่

นับแต่บันไดนาค เทียบได้กับบันไดสวรรค์ที่เชื่อมโลกมนุษย์ในชั้นกามภูมิสู่รูปธาตุ

            ซุ้มโขง เปรียบเสมือนป่าหิมพานต์ที่อยู่ด้านล่างของเขาพระสุเมรุ

            กำแพงแก้ว (ระเบียงคด-ศาลาบาตร) หมายถึงกำแพงจักรวาล

            วิหารทั้งสี่ที่รายล้อมพระเจดีย์ประธาน แทนความหมายของทวีปทั้งสี่ ทิศตะวันออก พระวิหารหลวง – บูรพวิเทหทวีป, ทิศใต้ วิหารพระพุทธ – ชมพูทวีป, ทิศตะวันตก วิหารพระเจ้าทันใจ– อมรโคยานทวีป และทิศเหนือ วิหารละโว้– อุตตรกุรุทวีป

พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นการชะลอพระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า

            และสุดท้ายคือ “ลานทราย” เป็นสัญลักษณ์ของห้วงมหรรณพอันกว้างใหญ่ที่มีทวีปทั้งสี่ตั้งอยู่ หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “นทีสีทันดร”

            เมื่อกาลเวลาผันผ่าน ผู้คนต่างลืมเลือนคติผังจักรวาล ปล่อยให้มีการทุบซุ้มโขงทิ้ง อ้างว่าช่องประตูแคบต้องขยายทางเข้า เศียรนาคถูกเปลี่ยนใหม่กลายเป็นสัตว์ประหลาด บ้างก็ปั้นแต่งเป็นรูปตัวจิ้งเหลน ตุ๊กแก

            โดยเฉพาะลานทรายนั้นเท่าที่หลงเหลืออยู่ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน แทบจะนับวัดได้ ส่วนมากเป็นกลุ่มวัดเก่าในจังหวัดลำปาง กับอีกกลุ่มคือวัดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไปบูรณะ กล่าวให้ง่าย ปัจจุบันนี้วัดส่วนใหญ่พากันเทคอนกรีตปิดทับลานทรายจนอับทึบ บ้างก็ปูด้วยกระเบื้อง หรืออิฐตัวหนอน

            ข้อเสียคือยามฝนตกอย่างแรง น้ำขังที่ใต้ดินไม่มีช่องให้ระบายไอระเหย สุดท้ายก็ระเบิดเป็นแรงดัน ออกทางลานทรายไม่ได้ ก็มาปะทุเอาตามฐานโบสถ์วิหาร เมื่อน้ำใต้ดินคายตัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผนังก่ออิฐถือปูน (ตามภูมิปัญญาของช่างโบราณ ที่มิได้ก่อด้วยคอนกรีต) ก็ดาหน้ากันขึ้นขี้เกลือถลอกปอกเปิก

            จากนทีสีทันดรอันศักดิ์สิทธิ์ พลันกลายเป็น “ทะเลเกลือกระดำกระด่าง”

            เมื่อคนยุคเราเริ่มทบทวนความผิดพลาดที่ผ่านมา ยังไม่สายเกินไปที่จะทวงคืน “ลานทราย” กลับมา ดังเช่นกรณีของวัดพระธาตุลำปางหลวง ในปี 2554ทางปีกทิศเหนือ ที่เคยเปิดเป็นลายทรายมาแต่ไหนแต่ไร แต่แล้วจู่ๆ ก็ดันเอากระเบื้องไปปิดทับ โดยอ้างว่าทำไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวจะได้เดินชมวัดอย่างสบาย

            แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ หลังจากที่ปูกระเบื้องปั๊บ เสน่ห์ก็ขาดหายไปทันที ไม่มีใครอยากไปยุ่มย่ามด้านทิศเหนืออีกต่อไป นักท่องเที่ยวต่างเฮโลเดินชมเฉพาะด้านทิศใต้ที่ยังมีลานทรายเหลืออยู่ ครั้นกาลเวลาผ่านไปได้แค่ 5-6 ปีหลังจากปูกระเบื้อง ยังส่งผลให้ภาพจิตรกรรมฝาผนังอายุ 400 ปี ของวิหารลายคำน้ำแต้มซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือนั้นต้องถึงแก่ฉากอวสานเพียงชั่วพริบตา สีซีดจาง ผนังถูกขี้เกลือกัดกร่อน เสามงคลผุพัง

            ทำให้ในที่สุดวัดพระธาตุลำปางหลวงจำต้องทุบกระเบื้องที่ปิดลานทรายนั้นทิ้งไป ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่วัดอื่นๆ ที่ปรารถนาจะได้นทีสีทันดรกลับคืนมา

ก่อกองทราย” – “วาลุกเจดีย์

            หลายคนสงสัยว่าแล้ว “เจดีย์ทราย” เล่า เกี่ยวข้องอะไรกันกับ “ลานทราย” หรือไม่

            ในเมื่อคนที่เข้าวัดต้องเหยียบย่ำลานทราย แน่นอนว่าต้องมีทรายติดเท้าออกไปนอกวัด ความเชื่อที่ว่า การเอาอะไรของวัดออกไปแม้แต่ทรายเม็ดเดียวขึ้นชื่อว่าทำบาป ต้องนำมาคืนนี่เอง เป็นที่มาของประเพณี “การขนทรายเข้าวัด”

            ทำไมคนโบราณกำหนดให้มีประเพณีนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์น่ะหรือ เหตุก็เพราะเป็นฤดูแล้งแม่น้ำแต่ละสายแห้งขอดตื้นเขิน แลเห็นเป็นเนินทราย สามารถเดินลงไปขนทรายขึ้นจากฝั่งได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นกโลบายเพื่อให้หนุ่มสาวช่วยกันขุดลอกแม่น้ำลำคลองมิให้เกิดภัยแล้งโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

            ทว่าคำอธิบายที่คนยุคหลังได้ยินนั้น กลับไม่มีเรื่องภูมิศาสตร์มาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย มีแต่คำหว่านล้อมว่าอานิสงส์ที่ได้รับจากการขนทรายเข้าวัด จะทำให้คนผู้นั้นมีปัญญากล้าแข็งละเอียดเหมือนทราย หรือไปไหนมาไหนไม่อดอยากข้าวปลาอาหาร ด้วยเม็ดทรายที่เราทำทานนั้นเป็นแหล่งก่อกำเนิดของพืชพรรณธัญญา

            บางแห่งสอนให้เชื่อว่าการขนทรายเข้าวัดจะทำให้อายุยืนยาว ได้เกิดร่วมยุคพระศรีอาริย์ โดยที่ปราศจากคำอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ว่าจะ “ทราย” นั้นมีความสำคัญอย่างไรกันแน่

            อันที่จริง เมื่อขนทรายเข้าวัดมาแล้วสามารถเอาไปใช้ทำประโยชน์ได้สารพัดสารเพ ทรายที่ขนมานั้นหลังจากที่เหลือจากการเกลี่ยเป็นลานทราย “ใช้คืนหนี้สงฆ์” มิให้เป็นบาปที่เอาทรายติดเท้าไปแล้วนั้น ยังเกิดประโยชน์ในแง่ที่ว่า หากวัดไหนยังขาดเสนาสนะก็จะถือโอกาสขอแรงชาวบ้านหนุ่มสาวในช่วงที่กำลังว่างงานหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวช่วงนี้แหละ มาช่วยกันก่อสร้างอาคารให้วัด

            แต่ถ้าวัดนั้นๆ ไม่มีโปรเจคท์จะต้องสร้างเสนาสนะใดๆ อีกแล้ว ทรายที่เหลือเหล่านี้ก็จะถูกนำมาใช้ก่อเป็นพระเจดีย์ทรายบรรจุภายในไม้ไผ่จักสาน บ้างเป็นรูปทรงกระบะสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นเตี้ยๆ บ้างเป็นทรงกลมซ้อนชั้นสูง

            เจดีย์ทรายเหล่านี้มีที่มาอย่างไร และทำไมต้องเรียกว่า “วาลุกเจดีย์”

            ชื่อดังกล่าวพบในตำนานพระธาตุหริภุญไชยของเมืองลำพูน กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนที่พระพุทธเจ้าประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายเงินหาดทรายทองใกล้แม่น้ำนัมนที (อ่าน นำ-มะ-นะ-ที) ทรงตรัสเล่าเหตุการณ์ย้อนกลับสู่อดีตว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานของวาลุกเจดีย์มาก่อน ในสมัยที่พระพุทธองค์ยังเสวยพระชาติเป็นสามัญชนนามว่า “ติสสะ”

            ติสสะโพธิสัตว์ผู้ยากจนค่นแค้นหาเช้ากินค่ำยังชีพด้วยการตัดฟืนขาย แต่ตั้งมั่นในธรรม เกิดศรัทธาปสาทะอยากทำบุญด้วยการสร้างเจดีย์ถวายแด่พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง (ไม่ใช่พระศากยมุนีในยุคของเรา เพราะต่อมาติสสะคือพระศากยมุนี) จึงเดินทางไปสู่ป่าที่มีลำธารไหลผ่าน พบหาดทรายขาวโพลนงดงามยิ่งนัก จึงได้นำทรายมาก่อเป็นพระเจดีย์ เพราะทรายเป็นวัสดุที่ไม่ต้องลงทุน ผิดกับคนมีฐานะอื่นๆ ที่สร้างพระเจดีย์ด้วยวัสดุราคาแพงประเภทก่ออิฐถือปูนหุ้มทอง

            แถมยอดเจดีย์ที่สร้างโดยเศรษฐีมักบรรจุด้วยแก้วแหวนเงินทอง แต่ด้วยความที่ติสสะยากจนจึงได้ฉีกเสื้อที่ตนสวมอยู่นั้นปักเป็นยอดธงกลางเจดีย์ พร้อมตั้งอธิษฐานจิตว่าขอปรารถนาพุทธภูมิ (คือขอเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต)

            จากตำนานดังกล่าว ชาวล้านนาจึงได้นำความเชื่อเรื่อง “วาลุกเจดีย์” (วาลุกา แปลว่า กรวดทราย) มาผนวกกับความหมายของ “ลานทราย-นทีสีทันดร” และได้กำหนดให้ประเพณีขนทรายเข้าวัด ประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย มีขึ้นในช่วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง อันสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศแห้งแล้งเหมาะสมกับการลงไปขนทรายจากแม่น้ำขึ้นมาได้ และยังสอดรับกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เพิ่งผ่านพ้นจากฤดูเก็บเกี่ยวกำลังรอฝนแรกของฤดูกาลใหม่ แทนที่จะใช้ว่างให้เปล่าประโยชน์ แต่กลับต้องมาช่วยวัดสร้างเสนาสนะ ส่วนฝ่ายแม่ญิงแม้ไม่ถนัดงานก่อสร้าง ก็อาจช่วยตัดตุงกระดาษเพื่อนำมาปักบนวาลุกเจดีย์ทรายได้อีก

            ส่วนเศษชายเสื้อที่เกิดจากการทำทานด้วยของพระโพธิสัตว์ติสสะนั้น กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ “ตุง” ในดินแดนล้านนาในวันปี๋ใหม่เมืองที่ประชาชนต้องนำไปปักบนเจดีย์ทราย โดยมากทำเป็น ตุงไส้หมู หรือตุงที่ทำจากกระดาษสี ประเภทกระดาษว่าว กระดาษย่น กระดาษทอง หลากหลายสีสัน มีรูปร่างเลื่อนคล้อยย้วยยาบขดไหลไปมา สล่าล้านนาจึงเรียกว่า “ตุงไส้หมู”  (ตุงไส้หมูมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกหลายชื่อ อาทิ ตุงไส้ช้าง ตุงพระญายอ ตุงบ้วง ตุงทราย ฯลฯ) ลวดลายแตกต่างหลากหลายกันไปตามฝีมือคนทำตุงในแต่ละท้องถิ่น

            การใช้งานของตุงประเภทนี้ โดยปกติแล้วไม่สามารถทรงตัวได้ด้วยตัวเองต้องนำไปผูกติดกับคันยาวๆ ประมาณ 1 เมตรใช้ถือร่วมขบวนแห่ครัวทานเข้าวัด หรือเอาไปเสียบเครื่องครัวทาน หรือเสียบกับกิ่งไม้เล็กๆ ใช้ปักบนเจดีย์ทรายที่วัดในวันมหาสงกรานต์ (ปีนี้เปลี่ยนจากวันที่ 15 เมษายน เป็นวันที่ 16  เมษายนแล้ว) ของทุกปี เพื่อเป็นทานให้มีอานิสงส์แก่ตนเอง และบางคนอุทิศส่วนกุศลการทานตุงให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว

            จากตำนานความเชื่อเรื่อง “วาลุกเจดีย์” ได้กลายมาเป็นค่านิยมหรือเครื่องกระตุ้นให้หญิงชายมีความกระตือรือร้นอยากทำบุญทำทานขนทรายเข้าวัดในช่วงปี๋ใหม่เมือง เมื่อขนทรายมาแล้วก็มักทำเจดีย์ทรายในรูปทรงกระบะกรอบสี่เหลี่ยมหรืออาจนำไม้ไผ่มาสานเป็นรูปทรงกลม มีการลดหลั่นซ้อนข้างในเป็นชั้นๆ ประมาณ 3 -7 ชั้น ฝ่ายหญิงแม้ไม่ถนัดงานก่อสร้าง ก็อาจช่วยตัดตุงกระดาษที่เรียกว่าตุงไส้หมู เป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น นก นาค พู่ระย้า ฉลุเป็นลวดลาย ตัดกระดาษเป็นทางยาวสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายรูปทรงพระคัมภีร์ ก้านตุงทำเป็นรูปแหลม และเจาะรูสอดด้ายสำหรับร้อยกับกิ่งไม้ เช่น กิ่งไผ่ ก้านเขือง ก้านเต่าร้าง เพราะมีใบสีเขียวสด เวลาแขวนตุงแล้วจะสวยงามมาก เมื่อศรัทธาประชาชนไปวัดตั้งแต่ตอนเช้าของวันพญาวันเถลิงศกนั้น ก็จะนำตุงไปปักไว้บนพระเจดีย์ทรายที่ก่อไว้วันก่อนนั้น 

            คำกล่าวถวายตุงแด่วาลุกเจดีย์เป็นภาษาบาลีมีดังนี้

            “อิมานิ มยํ ภนฺเต วาลุกานิ สปริวารานิ ติรตนสฺส โอโณชยามะ สาธุโน ภนฺเต ติรตนํ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตายะ สุขายะ”

            ส่วนหนังสือเรื่อง “ธรรมเทศนาพื้นเมือง” อาจารย์ศักดิ์ รัตนชัย ปราชญ์ลำปาง อธิบายความเป็นมาเรื่อง ตุง ช่อ พระญายอ ได้กล่าวถึงอานิสงส์ปีใหม่และคำเวนทานบูชาเจดีย์ทรายของทางภาคเหนือว่า เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นทุคตะเข็ญใจมีอาชีพหาฟืนในป่า วันหนึ่งได้พบแหล่งทรายขาวสะอาดจึงได้นำ “ปัตตัง” (ใบตอง) ห่อทรายมาก่อเป็นเจดีย์ ฉีกสบงผ้าครองกาย แบ่งครึ่งแขวนเป็นตุง สร้างอานิสงส์บูชา ขอให้เสวยชาติเป็นองค์สัพพัญญู             กล่าวโดยสรุป “ลานทราย” “เจดีย์ทราย”  “ตุง” (ไส้หมู) และขบวนแห่ครัวทานในช่วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง ล้วนแล้วแต่มีที่มาอันสัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกันทั้งสิ้น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here