“ป้าแหม่ม” คือศิลปินหญิงชาวอังกฤษขวัญใจคนป่าซาง มีชื่อจริงว่า “เวเนเชีย วอล์คกี้” (Venetia Walkey) หรือชื่อไทยว่า “วนิดา วงค์สาม” เป็นคู่ชีวิตของศิลปินแห่งชาติ “อินสนธิ์ วงค์สาม” ทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งหอศิลป์อุทยานธรรมะ (Dhamma Park Gallery) ที่บ้านป่าซางน้อย ตำบลบ้านแป้น อำเภอเมือง ลำพูน

          เดือนพฤษภาคมมีความหมายต่อป้าแหม่มมาก เพราะทั้งเกิดและเสียชีวิตในเดือนนี้

ป้าแหม่มเกิดวันที่ 20 พฤษภาคม 2475 ในครอบครัวข้าราชการทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษ ที่เมืองแฮมป์เชอร์ (Hampshire) ใกล้กรุงลอนดอน แต่เชื้อสายดั้งเดิมเป็นสกุลเจ้าจากราชวงศ์แมกย่าของฮังการีที่เข้ามาตั้งรกรากในอังกฤษนานเกือบ 200 ปี เมื่ออายุได้เพียง 7ขวบ ได้รับรู้เรื่องราวความโหดร้ายทารุณของสงครามโลกครั้งที่ 2  ผ่านคำบอกเล่าของบิดาผู้เป็นนายทหารเรือ เชื่อว่านี่คือบาดแผลแรกในใจที่เธอต้องลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับโลก ว่าทำไมมนุษย์ต้องประหัตประหารเข่นฆ่ากันอย่างรวดร้าว เธอมิได้มีสำนึกล้าหลังคลั่งชาติฝักใฝ่ในฝ่ายพันธมิตรที่ประเทศอังกฤษเป็นผู้นำทัพใหญ่แต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับรู้สึกสะท้อนใจอยู่ลึกๆ ว่าจะมีหนทางใดบ้างไหมที่มนุษย์จักหยุดทำร้ายเข่นฆ่าทำลายกัน

            ไฟฝันที่จะแสวงหาสันติภาพ ได้ฉายโชนกลางดวงใจของสาวน้อยเวเนเชียในทศวรรษแรกของชีวิตตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ข้ามเส้นขอบฟ้า ตะวันตกสู่ตะวันออก

หลังเรียนจบมัธยม เวเนเชียเข้าเรียนต่อในโรงเรียนศิลปะ จากนั้นแต่งงานมีครอบครัวในวัยเพียง 19ปี ผลงานศิลปะของเวเนเซียในวัยสาวนั้นมีความหลากหลาย ส่วนมากเป็น Painting ภาพเขียนสีน้ำมัน สีชอล์ก และสีน้ำ มีทั้งงานวาดภาพเหมือน – Portrait ภาพหุ่นนิ่ง – Still Life ต่อมาค่อยๆ สร้างสรรค์งานแนวนามธรรม – Abstract ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยต่อยอดให้เธอขับเคลื่อนงานศิลปกรรมในยุคที่มาปักหลักใช้ชีวิตคู่กับอินสนธิ์ วงค์สามที่ประเทศไทยในผลงานชุด “พุทธปรัชญา”

ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อภายหลังจากที่ได้ผ่านชีวิตสมรสมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง เวเนเชียพยายามค้นหาความจริงและความหมายของชีวิตคู่อยู่เสมอ เธอได้สร้างงานศิลปะอย่างต่อเนื่องจนได้รู้จักองค์ความรู้แบบ “การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง” หรือ Learning by Doing อันเป็นแนวทางเดียวกันกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เน้นให้มนุษย์ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองจนกว่าจะเห็นผล โดยตระหนักว่า การที่เธอได้มีโอกาสเรียนรู้พระพุทธศาสนาก็หนุนเนื่องมาจากในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งสมณทูตนำพระธรรมไปเผยแผ่ทั่วโลกนั่นเอง ในทางประติมานวิทยาสะท้อนด้วยภาพของกงล้อธรรมจักร  ทำให้เธอรู้สึกประทับใจในสัญลักษณ์ “กงล้อธรรมจักร” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากพื้นฐานเดิมของเวเนเชียที่เป็นคริสต์ศาสนิกชนและศึกษาปรัชญาตะวันตกมามากพอสมควร เมื่อได้สัมผัสกับรสพระธรรมอันลึกซึ้ง ยิ่งจุดไฟปรารถนาให้เวเนเชียอยากเดินเข้าสู่พรมแดนแห่งธรรมะตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้นทุกขณะ เธอศึกษาปรัชญาพุทธผ่านหนังสือ Buddhism in a Nutshell ของ Ven. Narada Maha Thera  อย่างซาบซึ้งจนถึงขนาดปรารภว่า

“ไม่อยากให้โลกนี้มี เส้นขอบฟ้า เป็นพรมแดนกั้นขวางการเรียนรู้ของเรา”

หนังสือเล่มนั้นนำพาชีวิตของเธอออกเดินทางสู่โลกภายนอก เธอรับรู้โดยสัญชาตญาณว่านี่คือมรรคาที่จะช่วยปลดปล่อยตัวเองออกจากความขัดแย้งและความทุกข์ทั้งปวง

เธอเดินทางมายังเมืองไทยพร้อมกับสามี ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยทหารเรือประจำประเทศไทย ทันทีที่ถึงเมืองไทย เธอแสวงหาพระวิปัสสนาจารย์หลายรูป ผู้ที่ชี้ช่องทางสว่างให้แก่เธอ จนเข้าใจถึงการเกิดขึ้นและดับไปของความทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท หรือการเดินทางจากอวิชชาสู่นิพพาน ซึ่งเธอเชื่อว่าไม่มีการเดินทางใดๆ ในโลกที่จะประเสริฐเท่ากับการเดินทางสายนี้อีกแล้ว The Journey from Ignorance to Enlightenment

พบรักในช่วงคุณลุงอินสนธิ์หน้ากลบพื้น

            หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี หรือ ‘ท่านจันทร์’ เป็นสะพานเชื่อมรักให้คุณลุงอินสนธิ์ (ขณะวัย 40) กับป้าแหม่ม (ขณะวัย 42) ให้โคจรมาพบกัน ในช่วงที่คุณลุงอินสนธิ์หลบลี้หนีหน้าสังคมมาซ่อนตัวลิบลับกลางดงไพรแถวห้วยไฟ ป่าซาง

            ท่านจันทร์สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในช่วงบั้นปลายชีวิต ความที่เป็นกวีและชอบขลุกตัวอยู่กับเหล่าศิลปิน ชอบสะสมงานศิลปะ ช่วงนั้นป้าแหม่มอยู่ในสถานะ ‘แม่หม้ายลูกสอง’ ได้เดินทางมาพักผ่อนเยี่ยมบ้านท่านจันทร์ที่เชียงใหม่พอดี และตามกำหนดการอีกไม่กี่วันก็ใกล้จะเดินทางกลับประเทศอังกฤษแล้ว

            ป้าแหม่มเดินทางมาเมืองไทยด้วยแรงบันดาลใจของคนที่หลงใหล ‘จิตวิญญาณตะวันออก’ มาฝึกเรียนเขียนภาพกับอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ซึ่งขณะนั้น ท่านจันทร์ กับท่านกูฏ (ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ) ก็ช่วยงานอาจารย์เขียนอยู่ ทำให้ท่านจันทร์รู้จักกับป้าแหม่ม

            ท่านจันทร์เห็นว่าป้าแหม่มชอบงานศิลปะและชอบสังสรรค์กับศิลปินไทย จึงกระซิบกระซาบกับป้าแหม่มว่า

            “นี่วนิดา มีศิลปินลำพูนคนหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่ในป่าคนเดียว เคยมีประสบการณ์เมืองนอกหลายประเทศ พูดอังกฤษ-ฝรั่งเศสได้ดี สนใจอยากรู้จักไหม”

            นี่คือจุดเริ่มต้นของความรักของสองประติมากร ไปๆ มาๆ คุณลุงอินสนธิ์ถูกท่านจันทร์ลากออกมาจากป่า ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน หลังจากที่ไม่เอาสังคม ไม่พูดไม่จากับใครมานานแรมปี เมื่อทราบว่ามี กวีศิลปินหม้ายสาวสวยชาวอังกฤษอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอยากพบอยากรู้จัก คุณลุงก็ไม่ลังเลใจ ยินดีออกจากป่าไปพบเธอผู้นั้น

            สถานที่ที่ทั้งสอง ‘ตกหลุมรัก’ ซึ่งกันและกันก็คือ บนเฮลิคอปเตอร์! เนื่องจากตอนนั้น หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ญาติของท่านจันทร์ รับผิดชอบโครงการหลวง ได้อำนวยความสะดวกให้เที่ยวดูไร่โครงการหลวงจากมุมบนโดยเฮลิคอปเตอร์  ปรากฏว่าคนขับหลงทาง หาจุดlanding  ไม่ได้ ต้องไปลงไกลถึงที่แม่สะเรียง (ขาขึ้นขึ้นที่ฝาง) ตอนออกจากเฮลิคอปเตอร์ มือป้าแหม่มมาอยู่ในอุ้งมือลุงอินสนธิ์โดยไม่รู้ตัว

            ในที่สุดป้าแหม่มก็ไม่ยอมกลับอังกฤษ สาวบริทิชเชื้อสายเจ้าฮังกาเรียนผู้ใจเด็ดคนนี้เลือกแล้ว ที่จะละทิ้งความสะดวกสบายทุกอย่าง ยอมร่วมหัวจมท้ายกับศิลปินยอง ท่ามกลางสิ่งทุรกันดาร

            ใครจะเชื่อว่าทั้งสองศิลปินช่วยกันนฤมิต ‘ป่าดิบ’ ให้เป็น ‘หอศิลป์อุทยายธรรมะ’ อันอลังการ ลงหลักปักฐานกันนานถึง 41 ปี ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะลาจากไปโลกนี้โดยไม่มีวันหวนคืน

หอศิลป์อุทยานธรรมะในวันที่ไร้เงาป้าแหม่ม

            ใครได้ไปเยี่ยมเยือนหอศิลป์อุทยานธรรมแห่งนี้ ย่อมเสพกับงานศิลป์จนเต็มอิ่ม นับแต่สัญลักษณ์ป้ายบอกทางเข้า ทำเป็นรูป “ดวงตาแห่งธรรม” ซึ่งป้าแหม่มได้ออกแบบไว้เพื่อสื่อถึงการมองเห็นสัจธรรมของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานประติมากรรมรูปบุคคลรูปร่างประหลาดสีขาวล้วนจำนวนหลายชิ้นภายในห้องโถงสีขาว ซึ่งจัดวาง “น้ำพุแห่งปัญญา” ไว้ที่กึ่งกลางสายน้ำ “พรหมวิหารสี่” รายล้อมด้วยรูปบุคคลในลักษณาการต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงวงจรชีวิตแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่มนุษย์ต่างดิ้นรนหาทางออกจากวังวนนั้น  อาทิ ตัณหา อุปาทาน สัญญา สังขาร เวทนา ฯลฯ

            ป้าแหม่มเสียชีวิตในเดือนเกิดของท่านคือพฤษภาคมปี 2560 ผ่านไปนาน 4 ปีเต็มแล้ว หอศิลป์อุทยานธรรม ที่เคยคึกคักมีชีวิตชีวา ด้วยการที่ป้าแหม่มชอบชวนแม่ญิงยองผลัดเปลี่ยนเวียนหมุนกันมานั่งทอผ้าฝ้ายตามแนวช่างทอพื้นเมือง  ใต้เรือนสรไน มีแปลงปลูกฝ้าย สาธิตวิธีการเก็บฝ้าย อีดฝ้าย (แกะเมล็ดฝ้ายนำมาสานผูกด้วยกรรมวิธีโบราณ) ปั่นฝ้าย ย้อมสีฝ้าย ก็พลันเงียบเหงาเซาซบ

            ป้าแหม่มชอบเชิญคนมานั่งปฏิบัติธรรมสวดมนต์ฟังธรรมด้วยกันในทุกๆ วันพระ เสียงสวดเสียงเทศน์พลันเลือนหาย ดอกลั่นทมหอมหยับที่ป้าแหม่มให้ทุกคนเด็ดมาคนละดอกเพื่อเอาจุดเทียนลอยน้ำใน ‘อ่างพรหมวิหาร 4’ หรือห้อง ‘น้ำพุแห่งปัญญา’ ของคุณป้าก็พลันเหี่ยวเฉาคาต้น

            จักรยานที่คุณป้าเพียรพยายามสร้างสัญลักษณ์ที่กงล้อทั้ง 8 ว่ามีความหมายในเชิงพุทธศาสนาเทียบได้กับ ‘มรรคมีองค์ 8’ ก็ดี หรือเทียบได้กับ ‘หลักสากล 8 ประการ’ ที่ยูเนสโกระบุถึงสุขภาวะแห่งความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พึงจะมีก็ดี

            ทีมเด็กปั่นจักรยานที่คุณป้าก่อตั้งขึ้นมา โดยรณรงค์ให้เยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ หันมาปั่นจักรยานเพื่อลดภาวะโลกร้อน เพื่อช่วยตอกย้ำ ‘จักรยานวัยเยาว์’ ของคุณลุงจากป่าซางปั่นสู่โรงเรียนจักรคำคณาทรก็ และช่วย ‘ต่อยอด’ จักรยานยนต์แลมเบรตต้า ที่คุณลุงอินสนธิ์ใช้ท่องทะยานจากเอเชียสู่ยุโรปก็ดี กลายเป็นจักรยานที่มีใยแมงมุมหุ้มห่อยืนพิงฝาในโรงเก็บอย่างเหงาๆ ไร้เงาเด็กน้อยปั่นเล่นไปมา

            เราต้องยอมรับว่า ป้าแหม่มเป็นคนที่ ‘ช่างจำนรรจา’ (talkative) และเป็นนักบริหารจัดการองค์กรเพื่อรับใช้สาธารณะ (มากกว่าจริตของคุณลุงอินสนธิ์ที่เป็นศิลปินจริงๆ และไม่สันทัดเอาเสียเลยด้านงานมวลชน) ป้าแหม่มกล้าเขียนโครงการของบจัดกิจกรรมวัน ‘Peace Day’ (วันสันติภาพโลก) ป้าแหม่มรับเป็นเจ้าภาพเชิญ ติช นัท ฮันห์ และ ดาไลลามะ รวมถึง อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์) มาร่วมเป็นวิทยากร หลากหลายครั้ง        

            เมื่อป้าแหม่มจากไป ทุกคนยอมรับว่า หอศิลป์อุทยานธรรมะเงียบเหงาลงไปมาก เพราะกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ป้าแหม่มเป็นคนบริหารจัดการ             อย่างไรก็ดี ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ คุณลุงอินสนธิ์เอง ก็ได้มาขอคำปรึกษาจากดิฉันว่าจะฟื้นฟูหอศิลป์อุทยานธรรมะ ให้มีชีวิตชีวาเหมือนยุคที่ป้าแหม่มยังมีชีวิตได้อย่างไร ณ โอกาสนี้ ดิฉันขอร่วมรำลึกถึง “ป้าแหม่ม” ด้วยรักและอาลัย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here