หลายคนตั้งคำถาม หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 เริ่มคลี่คลายในทางที่ดี รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี จะมีมาตรการใดบ้างเพื่อฟื้นฟูประเทศภายหลังที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซา แน่นอนว่ามาตรการจะต้องมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในเมื่อเศรษฐกิจโลกทุกประเทศประสบปัญหา

            วันนี้ลองมาฟังนักธุรกิจระดับโลก มาชี้ทางสว่างให้กับประเทศไทยในการฟื้นฟูประเทศ หลังวิกฤตโควิด-19 ระบาด ซึ่งน้อยครั้งที่เขาจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน “คนล้านนา”เห็นว่าเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่มีประโยชน์และสะท้อนมาถึง “ท้องถิ่น” ที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

กล่าวคือ“เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” ได้แนะแผนการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศหลังโควิด-19 ต้องกู้เงินดอกเบี้ยต่ำในต่างประเทศ 3 ล้านล้านบาท พัฒนา 4 ด้าน ชู “จุดแข็ง-จุดขาย” ด้านการท่องเที่ยวผสมผสานสุขภาพ ที่พิสูจน์ได้แพทย์และพยาบาลไทยเจ๋งที่สุด จากการติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มแรกต้องดึงมหาเศรษฐีจีนเที่ยวไทย การันตี “ปลอดโรค ปลอดภัย” พร้อมดึงคนเก่งทั่วโลกมาลงทุนใน EEC แต่ต้องยอมให้ได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาฯ ขณะเดียวกัน สร้างต้นแบบเกษตรผสมผสาน 4 แห่ง และโครงการปลูกน้ำ ที่จะนำไปสู่โครงสร้างการเกษตรใหม่ที่จะทำให้เกษตรกรไม่จนอีกต่อไป เพื่อก้าวสู่ยุคธุรกิจเกษตรอัจฉริยะครบวงจรที่คนรุ่นใหม่สนใจ!

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า รัฐบาลต้องใช้วิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้น จากมาตรการล็อกดาวน์ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเดือนละมากกว่า 5 แสนล้านบาท รวม 2 เดือน ความเสียหายอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท แปรเปลี่ยนเป็นโอกาสด้วยการดึงศักยภาพของประเทศไทยผลักดันให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก

เพียงแต่ว่ารัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจลงทุนทั้งเรื่องของการสร้างทุนมนุษย์ ดึงคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาร่วม และนำจุดแข็งที่มีอยู่โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว และภาคการเกษตร ถือเป็นสมบัติของชาติ หรือที่ “เจ้าสัว” เรียกว่า “น้ำมันในดิน” ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ ปรับกระบวนทัศน์ใหม่ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงความต้องการของตลาด และในที่สุดจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สูงตามไปด้วย แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน เครือซีพีก็ได้มีส่วนร่วมด้วยการบริจาคในรูปแบบต่างๆ มีมูลค่า 700 ล้านบาท พร้อมกันนั้น ได้มีการวางแผนดำเนินการต่ออีก 4 โครงการ คือ 1.โครงการปลูกน้ำ เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบชลประทานเป็นแก้มลิง 4.0 2.โครงการเกษตรผสมผสาน เป็นโครงการต้นแบบ 4 ประสาน เป็นความร่วมมือ 4 ฝ่าย คือ รัฐบาล เอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร เพิ่มรายได้เกษตรกรให้มีรายได้สูงอย่างยั่งยืน 3.โครงการแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นการเรียนทางไกลและแพทย์ทางไกล และ 4.โครงการวิจัยสู้ภัยโควิด-19 เป็นการวิจัย Test Kit, วัคซีน และยารักษาโรค  

ที่สำคัญ เจ้าสัวธนินท์ ยืนยันว่า ประเทศไทยจะรอช้าไม่ได้อีกแล้ว จะต้องรีบดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศจากพิษโควิด-19 เพราะวันนี้ประเทศไทยสว่างแล้ว ทั้งที่ประเทศไทยควรมีผู้ป่วยและเสียชีวิตจากเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในอาเซียน เพราะมีคนมาเที่ยวในไทยปีละ 40 ล้านคน แต่กลับมีผู้ป่วยน้อยและมีผู้เสียชีวิตเพียง 50 กว่าคน จากข้อมูลล่าสุด (14 พ.ค.) มีผู้ป่วยสะสมเพียง 3,018 ราย มีผู้เสียชีวิต 56 ราย นี่คือ การพิสูจน์แล้วว่า แพทย์ไทย และระบบสาธารณสุขของไทย เก่ง และดีเยี่ยม!

ทั้งที่ช่วงการประกาศปิดเมือง ปิด กทม. มีคนเดินทางจากกรุงเทพฯ กลับไปต่างจังหวัด ที่ถือว่าเป็นจุดอันตรายที่สุดในช่วง 2 สัปดาห์นั้น เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ กลับไม่มีปัญหา ไม่มีคนป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ดังนั้น หากรัฐบาลจะเปิดเมือง ก็ไม่น่าจะมีผู้ป่วยทะลักแบบเกาหลี และญี่ปุ่น

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะใช้ในการฟื้นฟูประเทศในเวลานี้ เจ้าสัวธนินท์ บอกว่า จะต้องใช้จุดแข็งที่เรามีอยู่อันดับแรก คือ ด้านการท่องเที่ยว ผสมผสานกับสาธารณสุข นำเสนอออกไปสู่ทั่วโลกให้เห็นว่าประเทศไทยมีดีอย่างไร ทุกคนเข้ามาท่องเที่ยว มาพักผ่อนในประเทศไทยจะปลอดโรค ปลอดภัย ไม่ต้องเครียดเหมือนที่อยู่ในประเทศของตัวเอง ซึ่งอยู่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยจะสามารถมาพักผ่อนและท่องเที่ยวทั้งครอบครัวได้นั่นคือ การผลักดันการท่องเที่ยวสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ!

ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยมีศักยภาพพร้อม มีโรงแรมที่พักระดับ 5 ดาว มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามทั่วประเทศ มีเสน่ห์ด้านการบริการ และมีโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียง ซึ่งมหาเศรษฐีหลายประเทศนิยมมารักษาอยู่แล้ว

เจ้าสัวธนินท์ บอกว่า เราจะต้องดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ระดับเศรษฐี 5 ล้านคน มาใช้บริการทางการแพทย์ในไทย ทั้งการตรวจร่างกาย เช็กร่างกาย การเสริมความงาม การผ่าตัด ซึ่งเป็นการเปิดตลาดท่องเที่ยวใหม่ที่มีการใช้จ่ายสูง เฉลี่ย 2 แสนบาทต่อคน จะสร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาทต่อปี แต่การจะผลักดันให้คนกลุ่มนี้เข้ามาท่องเที่ยวและดูแลสุขภาพในไทยได้นั้น รัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนต่างชาติมีความมั่นใจในเรื่องนี้ว่าประเทศไทยมีความพร้อมอย่างไร เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ไม่มีการติดเชื้อโควิด-19 แน่นอน

“ทีมไทยแลนด์ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่อยู่แต่ละประเทศต้องทำหน้าที่บอก และสร้างความเชื่อมั่น จากนั้น สมาคมท่องเที่ยว บริษัททัวร์ ก็ต้องเดินหน้าดึงกลุ่มทัวร์เข้ามา ปฏิบัติตามมาตรการที่ถูกต้อง พาไปท่องเที่ยวที่ปลอดภัย ไม่ใช่ปล่อยให้ไปเที่ยวสุ่มสี่สุ่มห้า คือ ต้องรักษาชีวิตเขาให้ปลอดภัย จนกระทั่งส่งกลับบ้านเขา”โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับเศรษฐี ที่เจ้าสัวธนินท์ แนะนำให้รีบเจาะตลาดเป็นกลุ่มแรก คือ กลุ่มมหาเศรษฐีในประเทศจีน จำนวน 20% หรือ 280 ล้านคน มีฐานะร่ำรวย คนกลุ่มนี้มาเที่ยวเมืองไทยแน่ๆ เพราะการที่เขาอยู่ประเทศจีนในเวลานี้ก็เหมือนติดคุก เพราะไปไหนก็ไม่ได้ ดังนั้น การมาเมืองไทยก็เหมือนการมาพักผ่อนโดยตรง

“เชื่อผม หลักจากนี้การท่องเที่ยวจะบูมมาก เพราะปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการ WFH ทำให้จากนี้ไปจะทำงานที่ไหนก็ได้ คนจีนมาเที่ยวภูเก็ต ก็ทำงาน ส่งงานได้ ประชุมออนไลน์เห็นหน้ากันได้ทั่วโลก ซึ่งตรงนี้จะทำให้คนนิยมท่องเที่ยวไปด้วย ทำงานไปด้วยได้”

ทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นของนักธุรกิจใหญ่ระดับโลก นายธนินท์ เจียรวนนท์ ซึ่งจะเห็นได้ในเรื่องของการท่องเที่ยว และการเกษตรที่ปลอดภัย ถือว่าเป็นจุดแข็งและจุดขายของประเทศไทยได้ ดังนั้น “ท้องถิ่น”ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ หรือเรื่องการเกษตร คงจะต้องเริ่มปรับตัวกันได้ โดยหมายถึงการพัฒนาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือน หากสถานการณ์ของประเทศไทยเข้าสู่ภาวะปกติ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here