จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ในประเทศไทย ส่งผลให้มีผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อจำนวนมาก กลายเป็นเรื่องความมั่นคงทางสุขภาพ จนรัฐบาลต้องประกาศให้โรคดังกล่าวเป็นโรคติดต่ออันตราย ยิ่งไปกว่านั้นกระทบมาถึงปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ต้องจัดสรรเงินงบประมาณลงมาช่วยเหลือ แจกจ่ายให้ประชาชนกลุ่มต่างๆเพื่อบรรเทาในภาวะที่โรคไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ระบาดอยู่

วันนี้กระทรวงพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)เปิดรับลงทะเบียนเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด- 6 ปี 600 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.- 31 ก.ค.นี้ หลังขยายฐานรายได้เป็นไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี คาดจะมีเด็กเข้าระบบถึง 1.5 ล้านคน จากเดิมที่มีอยู่ 6 แสนคน ชี้เด็กที่อยู่ในโครงการอยู่แล้ว จะรับต่อไป ส่วนคนที่เข้าเกณฑ์ใหม่ให้ลงทะเทียนที่้ท้องถิ่น และเด็กที่เกิดตั้งแต่ 1 ต.ค. 61-30 ก.ย. 62 ให้มาลงทะเบียนด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่านายปรเมธี วิมลศิริ ปลัด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมด้วย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ นายปิติภณ โพธิ์ใต้ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ร่วมกันแถลงข่าว “โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด” ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2562 ให้สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดตั้งแต่ 0-6 ปี จากฐานรายได้เดิม 36,000 บาท ขยายเป็นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคนต่อปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 ซึ่งจะเปิดรับลงทะเบียนในวันที่ 31 พ.ค. 2562 เป็นต้นไป

นายปรเมธี กล่าวว่า การสนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดตั้งแต่ 0-6 ปี จำนวน 600 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งขยายฐานรายได้เป็นไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 มีเด็กได้รับสิทธิแบ่งออกเป็น 3 กรณี ได้แก่ 1. เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558-30 ก.ย. 2561 ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิรายเดิมจะได้รับเงินต่อเนื่องจนอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ 2. เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558-30 ก.ย. 2561 ที่มีคุณสมบัติครบ แต่ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อนให้ไปลงทะเบียนที่ท้องถิ่น และ 3. เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561-30 ก.ย. 2562 กรณีมาลงทะเบียนในปีงบประมาณ 2562 จะได้รับสิทธินับจากวันที่เด็กเกิดจนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ แต่หากลงทะเบียนหลังจากวันที่ 30 ก.ย.2562 ไปแล้ว จะได้รับเงินนับจากวันที่ลงทะเบียนเป็นต้นไป จนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์

นายปรเมธี กล่าวว่า ดย.ได้ปรับปรุงระเบียบกรมกิจการเด็กและเยาวชน ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ให้สอดรับกับมติ ครม. พร้อมพัฒนาระบบฐานข้อมูลโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดให้รองรับกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2562 ซึ่งปัจจุบันมีผู้มีสิทธิจำนวน 600,000 คน และคาดว่า เมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2562 จะมีเด็กได้รับสิทธิประมาณ 1,500,000 คน รวมทั้งพัฒนาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำเข้าข้อมูลแบบสมบูรณ์ เพื่อให้ อปท.สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินอุดหนุน การตรวจสอบสถานะของผู้มีสิทธิของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ในฐานะเจ้าของข้อมูล เพื่อติดตามความก้าวหน้าของกลุ่มเป้าหมาย และพัฒนาให้ผู้ยื่นคำร้องขอรับสิทธิสามารถตรวจสอบสิทธิได้ด้วยตนเอง

“พม. จะเปิดให้ผู้มีสิทธิได้ยื่นคำร้องขอรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.-31 ก.ค. 2562 โดยผู้มีสิทธิที่อาศัยอยู่ใน กทม. สามารถลงทะเบียนยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานเขต และผู้ที่อาศัยอยู่ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นคำร้องได้ที่ อปท.ที่เด็กอาศัยอยู่ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โทร. 0-2255-5850-7 ต่อ 121, 122, 123, 147 และ 0-2651-6534 โทรสาร 0-2253-9119 หรือติดตามที่ Facebook โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด” นายปรเมธี กล่าว

สำหรับการจ่ายเงินเกษตรกรธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ดำเนินมาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 เมษายน 2563 รายละ 15,000 บาท โดยจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค.- ก.ค. 2563) 10 ล้านราย วงเงินงบประมาณจำนวน 150,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน และลงทะเบียนผ่าน www.เยียวยาเกษตรกร.com อย่างต่อเนื่อง ผ่าน ธ.ก.ส. กว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งความคืบหน้าการจ่ายเงิน โครงการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค., มิ.ย. และ ก.ค. 2563 เข้าสู่เดือน มิ.ย.ซึ่งเป็นเดือนที่สอง ซึ่งล่าสุด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ได้โอนเงินไปแล้วประมาณ 7 ล้านราย รวมเป็นเงิน 35,518 ล้านบาท ซึ่งได้รับรายชื่อจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งหมด 7.68 ล้าน เกษตรกรที่เหลืออีก 5.8 แสนราย ยังโอนเงินให้ไม่ได้ โดยแยกเป็น 3.56 แสนราย ส่วนใหญ่ไม่ได้แจ้งเลขบัญชีหรือแจ้งเลขบัญชีไม่ถูกต้อง และอีก 1.32 แสนราย ได้ส่งรายชื่อกลับให้กระทรวงเกษตรฯตรวจสอบอีกครั้ง หลังพบว่าเสียชีวิต หรือมีรายชื่อไม่ตรงกับฐานข้อมูลกระทรวงมหาดไทย และที่เหลือ 91,426 ราย เป็นข้าราชการซึ่งไม่เข้าข่ายรับเงินเยียวยาเกษตรกร

ธ.ก.ส., กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กำลังหาแนวทางดูแลกลุ่มเกษตรกรที่ตกหล่นไม่ได้รับเงินในเดือนแรก หากมีการแจ้งเลขบัญชีหรือตรวจสอบข้อมูลเสร็จหลังวันที่ 15 มิ.ย.นี้ จะพิจารณาโอนเงินรวบยอดให้ทั้ง 2 เดือน ซึ่งเกษตรกรจะได้รับเงิน 10,000 บาททันทีสามารถตรวจสอบสิทธิ์และสถานะการอุทธรณ์ได้ที่ www.moac.go.th และเช็กโอนเงินงวดสองได้ที่ www.เยียวยาเกษตรกร.com หรือแจ้งได้ด้วยเองที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัด/อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด/อำเภอ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต/เครือข่าย สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จังหวัด/สาขา เขตระบบบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย 1-8 และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายภาค 1-4 และสำนักงานสรรพสามิตจังหวัด และวันที่ 5 มิ.ย. 2563 นี้ จะเป็นวันสุดท้ายของการยื่นอุทธรณ์ ดังนั้น จึงต้องรีบดำเนินการตรวจสอบและดำเนินยื่นอุทธรณ์เพื่อให้รับเงินเยียวยาตามสิทธิ์

                                                                        ชาติ ทุ่งเสี้ยว/รายงาน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here