งานประณีตศิลป์ประดับกระจกของทางสยาม หมายถึงอาณาจักรอยุธยาและรัตนโกสินทร์นั้น พบว่ามีสองชนิดคือ 1.กระจกเกรียบ และ 2.กระจกแก้วหุง ซึ่งกลุ่มหลังนี้ก็ยังสามารถแยกย่อยออกไปได้อีก เป็นต้นกำเนิดของกระจกเงาสี

สำหรับในงานศิลปกรรมล้านนา ซึ่งทำสืบต่อจากสมัยหริภุญไชยนั้น ในยุคก่อนล้านนายังไม่พบหลักฐานเรื่องการใช้กระจกแก้ว พบแต่การนำหินควอตซ์หรือผลึกแก้วมาทำเครื่องประดับคือกำไลสีเขียวในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านวังไฮ ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน กับการทำพระพุทธรูปแก้วขาว แก้วเขียว ศิวลึงค์แก้วเท่านั้น

          มาพบการใช้กระจกหรือแก้วในงานประดับตกแต่งในสมัยล้านนาแล้ว เช่นงานฝังกระจกในรอยพระพุทธบาท พบที่วัดพระสิงห์ อันถือว่าเป็นหลักฐานชิ้นเก่าแก่ และพบตามพื้นหลังของหน้าบัน (ภาษาเหนือเรียกว่าหน้าแหนบ) วิหาร อุโบสถ ซึ่งทำขึ้นตั้งแต่ราชวงศ์มังราย สืบเนื่องมาจาจนถึงราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน

          หากสังเกตให้ดีๆ จักพบว่ามีการประดับตกแต่งด้วยกระจกสีอยู่สองแบบเช่นกัน แบบแรกดูขุ่นๆ ทึบๆ สีไม่ใสสดนัก แต่งามคลาสสิก กับแบบหลัง เปล่งแสงสุกปลั่งสกาววาวแวว

          แบบแรกเรียกว่า “แก้วจืน” เทียบได้กับกระจกเกรียบของทางภาคกลางนั่นเอง

          ส่วนแบบหลังบ้างเรียกแก้วหุงหรือ “แก้วอังวะ” เทียบได้กับกระจกแก้วหุงของทางสยามเช่นกัน

          การเดินทางของกระจกสีทั้งสองศิลป์ ในแผ่นดินล้านนานั้นมีความเป็นมาอย่างไร ไฉนชื่อของทั้งคู่ฟังดูไม่ค่อยเข้ากันนัก ชื่อหนึ่งบ่งบอกถึงวัสดุที่นำมาใช้ทำ ส่วนอีกชื่อกลับระบุถึงสถานที่แหล่งผลิต

          “แก้วจืน” กับ “แก้วอังวะ” เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ทั้งด้านสีสัน รูปทรง คุณลักษณ์ กรรมวิธีการผลิต ยุคสมัยแห่งความนิยม

แก้วจืน กลืนหายไปกับกาลเวลา

          กระจกสีแบบแรกคือ “แก้วจืน” แต่คนส่วนใหญ่มักเรียกผิดว่า “แก้วจีน” หรือ “กระจกจีน”

          คำว่า “จืน”  ภาษาเหนือแปลว่า “ตะกั่ว” จึงอาจเรียกอีกชื่อว่า “กระจกตะกั่ว” ก็ได้ เป็นกระจกสีที่ดาดบนแผ่นดีบุกหรือตะกั่วและเคลือบผิวด้วยน้ำยา ด้วยตัวยาตามตำราโบราณเพื่อให้ผิวเกิดความมันวาว สีต่างๆ ที่นำมาใช้นั้นเป็นตัวยาจากก้อนแร่ธาตุต่างๆ นำมาป่น

          เหตุที่แก้วจืนไม่มีการผลิตอีกเลยในดินแดนล้านนาเป็นระยะเวลานานเกือบศตวรรษแล้ว ปัจจุบันเหลือแต่ชื่อบ้านนามเมือง เช่นบ้านดอนจืน ป่าจืน ทุ่งจืน ยิ่งเพิ่มความยากต่อการ “คลำทาง” ค้นหาว่าแก้วจืนนั้นมีขั้นตอนการผลิตอย่างไร

          ในเมื่อจืนหมายถึงตะกั่ว ธรรมชาติของตะกั่วเป็นที่รู้กันว่ามีจุดหลอมเหลวต่ำ หลายคนอาจสงสัยว่าหากนำมาเผากับผงสี มิทำให้ตะกั่วหลอมละลายสลายเลือนไปหมดล่ะหรือ

          ทุกวันนี้ แทบไม่หลงเหลือสล่าคนไหนที่จะสามารถทำแก้วจืนได้อีกแล้ว ยกเว้นเวลาที่กรมศิลปากรหรือตามวัดต่างๆ ต้องการอนุรักษ์ลวดลายประดับตกแต่งในกรอบหน้าบันที่ทำด้วยแก้วจืน ก็จะมีการสั่งทำเป็นพิเศษจาก “พ่อครูสล่าน้อยทอง” บ้านสันปูเลย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ที่พยายามสืบค้นภูมิปัญญาของช่างโบราณที่ไม่มีการบันทึกไว้ถึงกรรมวิธีการทำแก้วจืน ด้วยการลองถูกลองผิดมานานหลายสิบปี

          จนแล้วจนเล่าน้อยทองก็ยังสารภาพว่า ทำออกมาแล้ว ก็ยังงามไม่ถึงครึ่งของแก้วจืนในอดีต

          จากผิวที่ลื่นมันวาว หลายท่านอาจสันนิษฐานว่าแก้วจืนน่าจะเกิดจากเทคนิคการ “ลงยา” หรือ Enameling กระมัง พ่อครูน้อยทองบอกว่า ก็ไม่แน่ใจนักว่าจะเรียก “ลงยา” ได้หรือไม่ แต่ขั้นแรกต้องมีการเตรียมก้อนยาสีอันเป็นหินสีเน้ืออ่อน หรือที่คนไทยเรียกว่า “ยาแขก” เหตุเพราะต้องสั่งซื้อมาจากอาหรับและอินเดีย

          ยาแขกมีสองแบบ คือแบบสีขุ่นทึบ (Opaque) และแบบใส (Transparent) สีเหล่านี้จะมีจุดหลอมเหลวท่ีต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของโลหะท่ีนำมาใช้ ปกติสีในวรรณะอุ่นหลอมละลายได้เร็วกว่าสีในวรรณะเย็น

          นำก้อนหินสีหรือยาแขกมาทุบ บดในโกร่งจนละเอียดเป็นผง แล้วนำไปเผาแบบใช้ไฟฟู่ท่ีต้องจุดกับน้ำมันก๊าด เมื่อยาแขกโดนความร้อนจะหลอมตัว พอเย็นลง สีก็จะเกาะกับแผ่นตะกั่ว

          เทคนิคนี้มีจุดกำเนิดเริ่มแรกที่ดินแดนอาหรับ ส่งอิทธิพลมายังอินเดียและจีนผ่านเส้นทางสายไหม

          จีนนิยมงานประเภทนี้มาก โดยเฉพาะท่ีกรุงปักกิ่งในสมัยราชวงศ์ชิง

          ไม่มีใครทราบว่าแก้วจืนนี้จะมีความเก่าแก่ไปถึงยุคอาณาจักรหริภุญไชยหรือไม่ เพราะไม่เหลือหลักฐานใดๆ ทราบแต่เพียงว่าในยุคที่อาณาจักรล้านนารุ่งเรืองเมื่อราว 700 ปีก่อน คนเหนือรู้จักกรรมวิธีทำแก้วจืนนี้กันแล้วอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

          กระจกจืนมีทั้งชนิดแผ่นบางและแผ่นหนา

แก้วอังวะ กระจกสีแห่งยุคอาณานิคม

          ในเมื่อแก้วจืน ก็เดินทางไกลมาจากอาหรับกับเส้นทางสายไหม จนเมื่อเข้าสู่แผ่นดินล้านนาก็ได้มีการประยุกต์วัสดุ จากของเดิมชาวตะวันออกกลางนิยมดาดพื้นหลังด้วยทองหรือเงิน แต่ชาวล้านนากลับเลือกใช้ตะกั่วแทน ด้วยเป็นวัสดุหาง่ายและมีราคาถูกกว่า ทำให้แก้วจืนของล้านนามีความงามแตกต่างไปจากศิลปกรรมต้นแบบโดยสิ้นเชิง

          ยังมีกระจกสีอีกชนิดหนึ่ง ก็เดินทางไกลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน กว่าจะเข้ามาถึงแผ่นดินล้านนาได้ก็นานโข ซ้ำจบลงตรงสมัญญาที่ได้รับการขนานนามว่า “แก้วอังวะ”

          เสมือนหนึ่งว่าคำเรียกนี้ต้องการให้เกียรติเมืองอังวะ ต้นกำเนิดแห่งกระจกสี

ทว่าในความเป็นจริงนั้น ยังมีผู้ที่นำกระจกหุง สีสุกปลั่งมลังเมลืองมาสถาปนายังกรุงอังวะก่อนหน้า นั่นก็คือชาวฝรั่งเศส

          แทนที่จะเป็นชาวอังกฤษ ในฐานะที่พม่าเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร

          มีบันทึกหลักฐานชัดเจนว่า กรุงอังวะในช่วงรัชกาลที่ 4 – 5 หรือที่เรียกกันว่า ยุคล่าอาณานิคมนั้น หาใช่มีเพียงชาวอังกฤษชาติเดียวที่เข้ามาล่าเมืองขึ้นในพม่า ข้างฝ่ายฝรั่งเศสเองก็พยายามอยู่ใช่ย่อยที่คอยมาตีสนิทกับราชสำนักพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประจักษ์พยานแห่งการนำวัสดุทันสมัยมาเสนอในการสร้างงานศิลปกรรม

          นั่นคือกระจกสีแวววับที่เกิดจากการหุงทรายใช้ความร้อนสูง ชาวฝรั่งเศสเป็นครูสอนชาวพม่าให้รู้จักการหุงกระจก บรรยากาศในกรุงอังวะขณะนั้น เปิดโรงงานผลิตกระจกหุงกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ถึงขนาดที่ต้องมีเสนาบดีรั้งตำแหน่งเป็นเจ้ากรมหุงกระจกแบบเฉพาะกิจกันเลยทีเดียว

          ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ช่างพม่าได้รับวิทยาการด้านการประดิษฐ์แก้วและกระจกมาจากฝรั่งเศส จากนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในแบบของตนเองได้อย่างลงตัว โดยมีช่างฝีมือคนสำคัญคือ “อูชเวโอ” มีตำแหน่งเป็นเจ้ากรมหุงแก้วหรือเจ้ากรมหุงกระจกของราชสำนักพม่า สมัยพระเจ้ามินดง เมื่อจบการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศสอูชเวโอ ได้กลับมาตั้งโรงงานผลิตแก้วขึ้นในเมืองมัณฑะเลย์ นับจากนั้นมาการใช้แก้วและกระจกตกแต่งสถาปัตยกรรมก็แพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็วและแพร่มาถึงล้านนาในที่สุด

          พม่าเรียกกระจกที่ชาวฝรั่งเศสมาสอนให้ทำว่า “กระจกฝรั่ง” ด้วยสอดรับกับจริตรสนิยมที่เน้นการนำกระจกสีเหล่านี้ไปประดับในแทบทุกพื้นที่ของสถาปัตยกรรมและจิตรกรรม อาทิ หน้าบัน หัวเสา หลังคามณฑป เครื่องทรงพระพุทธรูป เรื่อยไปจนถึงเครื่องเรือน ภาชนะเครื่องเขิน

          เดิมนั้นเชื่อกันว่า พม่าเองก็เคยนิยมทำแก้วจืนมาก่อนเหมือนล้านนาเช่นกัน

           กระทั่งอิทธิพลการทำกระจกหุงแวววาวจากกรุงอังวะได้เข้ามาแพร่หลายในล้านนา โดยเฉพาะที่ลำปางและแม่ฮ่องสอน

          แทนที่คนล้านนาจะเรียกว่า กระจกสี กระจกฝรั่ง หรือแก้วหุง แต่กลับเรียกตามแหล่งที่นำเข้ามาว่า “แก้วอังวะ”

          แก้วอังวะถือเป็นของใหม่ สูงค่ามีราคา บ่งบอกฐานะทางสังคม แต่คนล้านนายังไม่สามารถผลิตเองได้ จำเป็นต้องนำเข้าโดยสั่งตรงมาจากกรุงอังวะ

          พร้อมๆ กับการค่อยๆ เลือนหายลดน้อยถอยลงไปของแก้วจืน จนปัจจุบันแทบจะเหลือผู้ที่สามารถทำแก้วจืนได้อยู่แค่เพียง 2-3 คนเท่านั้นทั่วทุกหัวระแหงของภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด นอกเหนือจากสล่าน้อยทองแล้ว ปัจจุบันยังมีสล่าหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ทุ่มเทมุมานะเรื่องการฟื้นฟูงานกระจกจืนคือ สล่ารชต ชาญเชี่ยว     

          ความแตกต่างของแก้วจืนกับแก้วอังวะ มีหลายประการ

          อย่างแรกก็คือเรื่องของสีสัน แก้วจืนสีตุ่นๆ มีสีจำกัดอยู่แค่เพียงไ่ม่กี่สี คือ สีเหลืองทองอมเขียวตอง ซึ่งศัพท์ช่างเรียกว่า “สีเหลืองน้ำบุษย์” สีแดงอมม่วง เกิดจากแร่ Magenta สีเทาเงิน สีเขียวใบแค มีครามปนม่วง คล้ายสีตากุ้ง สีเหล่านี้เกิดจากปฏิกิริยาของการโรยผงสี (ยาแขก) ซึ่งมีไม่กี่สีเช่นสีขาว กับสีน้ำเงินคราม (Cobalt blue หรือ Ultramarine blue) กับสีเขียว หากแผ่นตะกั่วที่ใช้โรยมีส่วนผสมเจือด้วยโลหะชนิดอื่นคือ แผ่นทอง เงิน และนาก ทองเหลือง ทองแดง ผงสีก็จะเกิดการผสมผสานกับเนื้อสีของแผ่นโลหะนั้นๆ ด้วย

          ในขณะที่แก้วอังวะ เป็นกระจกหุงด้วยทราย ที่มีสีสันพรรณรายงดงาม เนื่องจากใส่ส่วนผสมทางเคมี จนสีต่างๆ หลอมละลาย จากนั้นใช้ท่อโลหะจุ่มปลายลงในเบ้า ควักเอาเนื้อแก้วขึ้นมาเป่าจนเป็นลูกกลมนูนขนาดใหญ่พอประมาณ เมื่อทิ้งไว้ตนเย็นลงแล้วจึงตัดออกจากปลายท่อโลหะ เทปรอทลงไปเคลือบภายในลูกแก้ว (ชาวล้านนาเรียกแก้วคริสต์มาส) แล้วผสมสีเขม่า เทกรอกทับปรอทอีกชั้นหนึ่งเพื่อกันปรอทหนี ตั้งทิ้งไว้ให้แห้งสนิท เสร็จแล้วตัดแบ่งลูกแก้วออกเป็นชิ้นๆ มีรูปทรงต่างๆ เช่นสี่เหลี่ยม วงกลม ตามแต่ที่ออกแบบไว้ โดยมากช่างมักจะเลือกใช้กระจกแก้วแบบแผ่นโค้งนูนเนื่องจากสะท้อนแสงได้แวววาวกว่า

          ความแตกต่างถัดมา แก้วจืนเป็นแผ่นบางดัดงอรูปทรงได้ ใช้กรรไกรจีนตัดได้ แต่แก้วอังวะหนาและแข็งเหมือนกระจก ต้องใช้เพชรตัดกระจกเท่านั้น นิยมใช้เพชรจีนและเพชรฝรั่งมากกว่าเพชรสยาม ซึ่งทำด้วยด้ามทองเหลือง ตอนปลยงอนโค้งคล้ายดาบ มีรูเล็กๆ ที่สันด้านล่างตอนปลายสำหรับติดกากเพชรที่ช่างเรียกว่า “เขี้ยวงู” ยื่นเป็นปุ่มออกมาเล็กน้อย

          อย่างไรก็ดี แก้วจืนแม้จะบาง แต่กลับแตกกระแทกยากกว่าแก้วอังวะ หากจะมีตำหนิก็มักเป็นรอยรานด้านในมากกว่า อันเกิดจากการยุบสลายตัวของตะกั่วนั่นเอง ซึ่งทำให้สวยไปอีกแบบ

          ปัจจุบันที่กรุงอังวะ โรงงานหุงกระจกสีที่เคยเปิดประชันกันอย่างคึกคักเมื่อครั้งสมัยอาณานิคม ก็ทยอยปิดตัวเองลงตั้งแต่ยุคที่พม่าเริ่มเป็นสังคมนิยมใหม่ๆ

          ในขณะที่กรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 4-5 ก็มีผู้คิดหุงกระจกเกรียบได้สำเร็จเป็นคนแรกของสยาม คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 2 กรมขุนวรจักรธรานุภาพ (พระองค์เจ้าปราโมทย์) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงว่าราชการกรมช่างเคลือบและช่างหุงกระจก เป็นช่างเป่าแก้ว ช่างทอง และช่างกลึงงา ทรงคิดหล่อแก้วเป็นรูปดอกไม้ ใบไม้ 

          ท่านได้บันทึกสูตรหุงกระจกไว้ว่า ใช้ส่วนประกอบหลักๆ คือ ดินประสิว ปากกล่อง กาก และแป้ง (ทั้งหมดนี้เป็นศัพท์เชิงช่างเทคนิค ต้องมีการศึกษากันต่อไป)

          “ทำยาแก เนื้อยา 20 สลึง กากเขียว 10 สลึง ทอง 10 เฟื้อง และดิน 3 เฟื้อง เคล้ากันแล้วจึงกรอกใส่ไฟตั้งให้เดิือด แล้วจึงเอาทอง 4 เฟื้อง ดิน 1 เฟื้อง และชัน 1 เฟื้องใส่ลงไป กวนให้เข้ากันแล้วปิดไว้ประมาณ 5 นาที แล้วเอาขอจิ้มมายกออกดู ถ้าเป็นทรายแดงสีอ่อน ปิดไว้อีกหน่อย ถ้าสีแก่ใสจึงตักออกล้างให้หมดจด…”   ต่อมาในยุคหลังๆ ได้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมผลิตกระจกในปริมาณที่มาก มีทั้งกระจก

หุง และกระจกเงาดาดพื้นหลังตะกั่วแบบบาง ซึ่งพบในงานศิลปกรรมที่สร้างโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย และครูบาอภิชัยขาวปี กระจกประเภทนี้มีการทำคล้ายกับโมเสก คือต้องตัดเป็นชิ้นๆ แล้วฝังลงในปูนที่ยังเปียกอยู่ แต่ต่อมาเทคนิคนี้ไม่เป็นที่นิยมเช่นกัน หายไปเลยหลังจากหมดยุคการก่อสร้างเสนาสนะของครูบาอภิชัยขาวปี

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here