ความหมายของหอธรรม

“หอธรรม” หมายถึงสถานที่เก็บพระธรรมคำสอน ภาคกลางเรียกว่า “หอไตร” ย่อมาจากคำว่าหอพระไตรปิฎก ภาคกลางนิยมสร้างหอไตรในเขตสังฆาวาส แต่ว่าทางภาคเหนือกลับนิยมสร้างในเขตพุทธาวาส

ความสำคัญของคัมภีร์พระไตรปิฎก

ในครั้งพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พระองค์แสดงธรรมเทศนาด้วยมุขปาฐะ หรือเล่าเรื่องด้วยปากเปล่า ผู้ฟังต้องจดจำเอง ยุคนั้นจึงยังมิได้แยกคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหมวดหมู่ จนกระทั่งมีการสังคายนาพระไตรปิฎก หมายถึงการชำระคัมภีร์ทั้งหมดด้วยการบันทึกไว้ให้ง่ายแก่การจดจำ หลังที่ทรงปรินิพพานไปแล้ว

การสังคายนาพระไตรปิฎกแต่ละครั้งจำเป็นต้องสร้างที่เก็บคัมภีร์ ครั้งที่ 1- 3 กระทำในประเทศอินเดีย เก็บรักษาด้วยการ “จารึกข้อพระธรรมลงบนแผ่นทองแดง แล้วบรรจุลงหีบศิลานำไปเก็บไว้ในปราสาทภายในอาณาบริเวณของพระราชวัง” นับเป็นครั้งแรกๆ ที่กล่าวถึงสถานที่เก็บพระไตรปิฎก

ประเทศศรีลังกา ได้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 4-5 เกิดธรรมเนียมการ “จารึกคัมภีร์พระไตรปิฎกลงใบลานด้วยเหล็กจารที่ชาวลังกานิยมใช้เขียนใบลาน เวลาเก็บคัมภีร์จำเป็นต้องใช้ไม้ไผ่ทำปกหน้าหลังแล้วจึงใช้เชือกร้อยผูกรัด” นำไปเก็บไว้ในองค์เจดีย์เช่นเดียวกับประเทศอินเดีย นอกจากนี้ยังเก็บไว้ในมหาวิหารอีกด้วย

ที่อาณาจักรพุกามเป็นดินแดนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาจากลังกา มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 6-7 พบหลักฐาน “หอธรรม” ชิ้นสำคัญรุ่นเก่าสุดคืออาคารที่ชื่อว่า “Pitakat Taik” (ปิตักกะไต้ก์ แปลว่า “ปราสาทแก้วเก็บพระไตรปิฎก”) สร้าง พ.ศ. 1599 โดยพระเจ้าอนิรุทธมหาราชอัญเชิญพระไตรปิฎกมาจากเมืองสะเทิมประดิษฐานไว้ในหอธรรมแห่งนี้ และนักวิชาการเชื่อว่า หอธรรมหลังนี้น่าจะเป็นต้นเค้าของหอธรรมล้านนาในเวลาต่อมา

คติการสร้างหอธรรมจากยุคหริภุญไชยสู่ล้านนา

การสร้างหอธรรมบนแผ่นดินล้านนามีขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ยุคหริภุญไชย ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกอักษรมอญโบราณวัดแสนข้าวห่อ (ลพ.7) กล่าวว่า

“ ตชุมหาเถระ แห่งหริภุญไชย ได้สร้างพระพุทธรูป… ได้เขียนคัมภีร์พระปริตต์ และสร้างอาคารเก็บพระคัมภีร์”

อาคารเก็บคัมภีร์พระปริตต์ หมายถึงหอพระไตรปิฎกหรือหอธรรมนั่นเอง น่าเสียายที่ปัจจุบันไม่เหลือหลักฐานทางด้านสถาปัตยกรรมให้เห็นอีกแล้ว

ส่วนสมัยล้านนา พระเจ้าติโลกราชกระทำการสังคายนาพระไตรปิฎกปี 2020 ในยุคของพระองค์จึงจำเป็นต้องมีการสร้างหอธรรมเพื่อเก็บคัมภีร์พระไตรปิฎกจำนวนมาก ซึ่งน่ากระจายอยู่ตามวัดสำคัญๆ สายนิกายป่าแดงที่ทรงอุปถัมภ์อยู่หลายวัด เช่น วัดป่าแดงหลวง วัดเจ็ดยอด วัดอุโมงค์ เป็นต้น

สมัยฟื้นฟูล้านนาในช่วง 200 ปี พบว่ายังคงมีการสร้างหอธรรมตามวัดต่างๆ เป็นธรรมเนียมสืบมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดที่เป็นผลงานการบูรณปฏิสังขรณ์โดยครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งท่านครูบามีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องหอธรรมว่า

“การบูชาพระไตรปิฎกที่ได้รับการจารอย่างถูกต้องนั้น ถือว่าเป็นการบูชาพระพุทธวัจนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้า”

และในเมื่อพระไตรปิฎกคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชาวล้านนาจึงนิยมสร้างที่เก็บคัมภีร์บนหอสูง ไม่เน้นให้มีบันไดทางขึ้นทั้งภายในและภายนอก การจะเข้าไปหยิบคัมภีร์ได้นั้น ต้องใช้บันไดปีนพาด (ศัพท์ภาคกลางเรียก “พะอง”) เป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น เพราะไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะให้บุคคลทั่วไปใช้สอย นอกจากนี้เวลาพระเณรจะขึ้นไปหยิบเอาคัมภีร์บนหอธรรมต้องแสดงความสำรวมด้วยการยกคัมภีร์เทินขึ้นเหนือบ่าเสมอ

รูปแบบศิลปกรรมหอธรรมในล้านนา

ในเมื่อหอธรรมมีฐานะเทียบเท่าห้องสมุดภายในวัด นอกจากจะเก็บคัมภีร์พระไตรปิฎกแล้ว ยังเก็บรวบรวมอรรถกถา นิทานชาดก และตำรายาอื่นๆ อีกด้วย การออกแบบหอธรรมจึงเน้นลวดลายประดับที่มีความงดงามเด่นสะดุดตา เพื่อให้เป็นที่สังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น เนื่องจากขนาดของหอธรรมนั้นเล็กกว่าอาคารประเภทอื่นๆ ในวัด

จากการศึกษาหอธรรมล้านนา สามารถจำแนกรูปแบบได้เป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังนี้คือ

รูปแบบแรก ประเภท “หอธรรมหลวง” หรือหอธรรมแบบคลาสสิก สร้างบนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นอาคารสองชั้นอาคารทรงสูงซ้อนขึ้นไปเหมือนภูเขา เรียกว่าทรง “สิขระ” หรือเขาพระสุเมรุ เช่นที่วัดพระธาตุหริภุญชัย วัดช้างรอง วัดช้างสี วัดช่างฆ้อง ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ในเขตชั้นในของอำเภอเมืองลำพูนทั้งสิ้น ฯลฯ เนื่องจากหอธรรมที่วัดพระธาตุหริภุญชัยพบศิลาจารึกระบุปีศักราชที่สร้างตรงกับ พ.ศ.- 2041จึงจัดเป็นหอธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในล้านนา ส่งอิทธิพลด้านรูปแบบให้แก่หอธรรมวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ และหอธรรมวัดพระธาตุลำปางหลวง

รูปแบบที่สอง “หอธรรมกลางสระน้ํา” เป็นกุศโลบายเพื่อป้องกันอัคคีภัย และปลวกมดแมลงที่จะมาแทะกินคัมภีร์ใบลาน อีกทั้งไอระเหยของน้ำจะช่วยให้คัมภัร์ใบลานเกิดความชุ่มชื่นไม่แห้งเกรียมกรอบ นักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมหลายท่านระบุว่าหอธรรมกลางน้ํานี้ น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากภาคกลางสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งทางภาคกลางพบหลักฐานมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่บางท่านก็เชื่อว่าน่าจะเป็นการประยุกต์จากผังคติการสร้างอุโบสถกลางน้ำของทางล้านนาเองมากกว่า ทว่าเปลี่ยนจากอาคารอุโบสถมาเป็นหอธรรมแทน หอธรรมกลุ่มนี้พบที่วัดเชียงหมั้น วัดแสนฝาง เชียงใหม่ และวัดตั้งแต่แถบตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูนลงไปจนถึงวัดในเขตอำเภอป่าซาง อาทิ วัดกู่ขาว (วัดพระเจดีย์ขาว) วัดแม่แรง วัดป่าเหียง วัดบ้านก้อง วัดสันกําแพง ฯลฯ

รูปแบบที่สาม หอธรรมทรงพื้นบ้านของชาวลื้อ และชาวยองลำพูน เป็นทรงพื้นบ้านล้านนา ทำตอนล่างเปิดใต้ถุนโล่งสำหรับแขวนกลอง หรือเก็บของใช้จิปาถะ ส่วนตอนบนมีจุดเด่นอยู่ที่ลายฉลุเครื่องไม้ราวระเบียงลูกกรงล้อมรอบ โดยมีห้องเก็บหีดธรรมคัมภีร์ตั้งอยู่ตอนกลาง หอธรรมประเภทนี้กระจายตัวอยู่หลายแห่ง นับแต่ในเขตอำเภอเมืองลำพูนมีที่วัดประตูป่า วัดหมูเปิ้ง และกลุ่มหอธรรมที่อำเภอบ้านโฮ่ง ได้แก่ วัดป่าป๋วย วัดดงฤๅษี วัดม่วงโตน และวัดห้วยกาน ฯลฯ

รูปแบบที่สี่ เป็นหอธรรมก่ออิฐถือปูนทรงผสมพิเศษ คือกึ่งพื้นบ้านชาวลื้อชาวยองแต่มีอิทธิพลตะวันตกแบบยุคโคโลเนียลเข้ามาแทรกปนด้วย ได้แก่การตกแต่งช่วงเสาระเบียงเป็นวงโค้ง บางแห่งเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายใน บางแห่งทำปูนปั้นรูปบุคคลคล้ายชาวตะวันตก กลุ่มนี้ถือว่ามีเสน่ห์มาก ได้แก่ วัดป่าซางงาม วัดหนองเงือก วัดบ้านหลุก วัดน้ำดิบ และวัดล่ามช้าง ฯลฯ ทั้งหมดอยู่ในจังหวัดลำพูน ส่วนที่เชียงใหม่พบที่วัดป่าเป้า นอกคูเวียง รวมไปถึงหอธรรมที่มีอิทธิพลภาพจิตรกรรมจีนประดับบนผนังเช่น หอธรรมวัดช่างฆ้อง ใกล้กำแพงดินทิศตะวันออก

ลวดลายประดับบนหอธรรม

การประดับตกแต่งลวดลายบนหอธรรมแต่ละหลังไม่ได้มีรายละเอียดตายตัวเหมือนกันหมดทุกหลัง แต่มีจุดสังเกตหลักๆ ดังนี้

กลุ่มหอธรรมทรงสิขระ มักมีสัญลักษณ์ของรูปสัตว์หิมพานต์ (หากไม่ทำเป็นไม้แกะสลักปิดทองแบบที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ก็เป็นลายปูนปั้นแบบที่วัดพระสิงห์) และตัวหน้ากาล ผู้พิทักษ์ศาสนสถานบนขื่อประตู หน้ากาลกับสัตว์หิมพานต์นี้มีความหมายว่า สิงห์สาราสัตว์ทั้งมวลกำลังทำหน้าที่เฝ้าอยู่ ณ เชิงเขาพระสุเมรุ

นอกจากนี้จะพบลาย “ดอกไม้ทิพย์” หรือ “ดอกไม้ร่วง” ประดับบนผนังด้านนอกของหอธรรมกลุ่มแรกทรงสิขระ เป็นสัญลักษณ์ว่าตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้น ดอกไม้ทิพย์บนสวรรค์ได้ผลิบานสะพรั่งเพื่อร่วมสักการบูชา

หอธรรมกลุ่มแรกมักมีอีกสัญลักษณ์หนึ่งคือ “เทวดา” อาจเป็นรูปเทวดาถือพระขรรค์ หรือยืนประนมกรตามมุมอาคารหอธรรม ทำหน้าที่เป็นทวารบาลเฝ้า

หอธรรมกลุ่มที่ 2 และ 3 ไม่ว่าสร้างกลางสระน้ำก็ดี หรือเปิดใต้ถุนโล่งเพื่อเก็บกลองก็ดี มีจุดเด่นเหมือนกันอยู่ที่การสร้างห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กตอนกลางเป็นที่เก็บพระธรรมคัมภีร์ แล้วมีระเบียงลูกกรงล้อมรอบ ดังนั้นจุดเด่นของหอธรรมสองกลุ่มนี้จึงอยู่ที่การตกแต่งราวระเบียงลูกกรงด้วยไม้ฉลุลายโปร่งๆ

โครงหลังคาตกแต่งด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บางแห่งเขียน “ลายคำน้ำแต้ม” รายรอบผนังอาคารและบานหน้าต่างเป็นรูปดอกไม้ หม้อดอก (ปูรณฆฏะ) หรือรูปสัตว์ต่างๆ

ลวดลายของหอธรรมกลุ่มสุดท้ายคือก่ออิฐถือปูนแบบตะวันตก นอกจากจะใช้ Arch วงโค้งรูปเกือกม้า แล้ว ยังมีการใช้เสาบิดเกลียว ปูนปั้นรูปกามเทพ นักดนตรี บุรุษไปรษณีย์ ริบบิ้นเป็นลอนยาวสยาย มีการโชว์พื้นผิวของบานประตูด้วยเทคนิคการขูดร่องลึกเป็นเส้นริ้วขนานกันไปแบบทิ้งจังหวะช่องไฟอย่างทรงพลังเน้น

สาเหตุที่สถาปัตยกรรมกลุ่มหลังนี้สร้างด้วยรูปแบบผสมระหว่าง ยอง + ไทใหญ่ (เงี้ยว) + ตะวันตก เนื่องมาจากเป็นยุคที่ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอังกฤษเข้ามาทําสัมปทานค้าไม้ในเมืองเหนือ เช่นบริษัทบอร์เนียว เบอร์มา บริษัทบอมเบย์เบอร์มา บริษัทอีสต์เอเชียติก ซึ่งคนในบังคับของอังกฤษส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าไทใหญ่ มีการติดต่อเดินทางไปมาระหว่างกรุงอังวะ มัณฑะเลย์ ทําให้มีการนํานายช่างหรือสล่าชาวพม่าเชื้อสายไทใหญ่เข้ามาประกอบอาชีพก่อสร้างอาคารมากมายในล้านนาทั่วทุกจังหวัด

ทุกวันนี้แทบไม่มีวัดใดในประเทศไทยที่ดำเนินการสร้าง “หอธรรม” หรือ “หอไตร” อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากวิธีการเก็บรักษาพระธรรมคัมภีร์นั้น ใช้ระบบดิจิตอลหรือเก็บในคอมพิวเตอร์ ทำให้ประเพณีการจารธรรมสูญหายไปจากล้านนา รวมถึงการปิดฉากการสร้างหอธรรมอีกด้วย ฉะนั้นหอธรรมหลังงามที่ยังหลงเหลืออยู่จำนวนไม่เกิน 100 แห่งทั่วแผ่นดินล้านนา จึงถือว่ามีคุณค่ายิ่งที่เราจำเป็นต้องช่วยกันรักษาไว้ให้คงอยู่สืบไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here