11 ปีที่แล้ว ถ้าบางท่านจำได้ คงไม่ลืมข่าวร้อนเรื่องคณะกรรมการโบสถ์คริสต์ที่เชียงราย บางส่วนมีความประสงค์จะรื้อ “โบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย” หลังงาม อายุเกือบ 100 ปีทิ้ง เพื่อสร้างโบสถ์หลังใหม่ใหญ่โตกว่าทับที่เดิม ท่ามกลางกระแสการคัดค้านของนักอนุรักษ์ทุกฝ่ายที่ช่วยกันออกแรงปกป้องมานานแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 แต่ในท้ายที่สุด ชาวคริสเตียนเชียงรายที่ไม่เห็นด้วยในการรื้อโบสถ์ ได้จัดให้มีการล่ารายชื่อคัดค้านเปิดเวทีประชาพิจารณ์ มีผู้เข้าร่วมลงนามหลายพันคน จึงเกิดข้อตกลงกันระหว่างสภาคริสตจักรเชียงรายกับกรมศิลปากรว่าจะให้มีการอนุรักษ์โบสถ์หลังนี้ไว้

พลิกตำนานหมอบริกส์ กว่าจะเป็นโบสถ์คริสเตียน
ในปี 2557 “โบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย” หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกสั้นๆ จนติดปากว่า “โบสถ์คริสต์ ประตูสรี (ประตูสะหลี)” เนื่องจากอยู่ใกล้กับประตูเมืองทางทิศใต้ ซึ่งเป็นชื่อประตูที่ดีเป็นมงคล (ชื่อเต็มว่า ประตู สรีคำ แต่ปัจจุบันประตูรื้อไปแล้ว) มีอายุครบ 100 ปีพอดี คือสร้างเมื่อ พ.ศ.2457 ดังนั้นปัจจุบันปี 2563 ก็มีอายุ 106 ปีแล้ว
ประวัติความเป็นมาของโบสถ์มีความน่าสนใจไม่แพ้ความงามสง่าของสถาปัตยกรรม เหตุเพราะถือกำเนิดขึ้นเคียงคู่กับการก่อเกิด “สภาคริสตจักรเชียงราย”
เป็นผลงานการออกแบบของมิชชันนารีคณะ อเมริกันเพรสไบทีเรียน (American Presbyterian Mission) คนดังนาม ศาสนาจารย์ หรือนายแพทย์วิลเลียม เอ บริกส์ (Dr. William A. Brigs) ผู้ที่ชาวบ้านนิยมเรียกย่อๆ ว่า “หมอบริกส์” หรือ “พ่อเลี้ยงตาสวก” (ดวงตาแววตาดุร้าย) หนึ่งในปูชนียบุคคลผู้มีคุณูปการต่อชาวเชียงรายหลายด้าน

หมอบริกส์เป็นใครมาจากไหน ก่อนอื่นขอท้าวความย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2431 หรือราวสองทศวรรษก่อนการเดินทางมาเชียงรายของหมอบริกส์ ว่าเคยมี ศาสนาจารย์ดาเนียล แมคกิลวารี ( Dr. Danial McGilvary ) ได้ขึ้นมาเผยแพร่คริสตศาสนาที่เชียงรายก่อนหน้านั้นแล้ว โดยวางรากฐานก่อตั้งโรงเรียนแห่งแรกในเชียงรายชื่อ บอยสกูล Boy’s School (ปัจจุบันคือเชียงรายวิทยาคม) หลังจากที่ท่านสาธุคุณแมคกิลวารีได้มุ่งมั่นประกาศศาสนธรรมในแถบเชียงใหม่-ลำพูนอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 2410
กระทั่งถึงยุคของหมอบริกส์ ผู้มีปูมหลังเป็นชาวแคนาเดียน (แต่บิดา-มารดาของเขาได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในอังกฤษ) เข้ามาสอนศาสนาคริสเตียนในประเทศไทยโดยเริ่มต้นเดินทางมายังสถานีมิชชั่นลำปางปี 2433 และตามด้วยการบุกเบิกก่อตั้งสถานีมิชชั่นเมืองแพร่ปี 2436 ก่อน กระทั่งในปี พ.ศ.2446 จึงได้เดินทางต่อมายังเชียงรายเพื่อสืบสานงานต่อจากสาธุคุณแมคกิลวารี

คนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นมิชชันนารีในยุคก่อนนั้น ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ ต้องมีคุณสมบัติอัจฉริยะรอบด้านแบบ 10 in 1 คือนอกจากจะเป็นนักธรรมนักเทศน์ผู้แตกฉาน ในพระคัมภีร์ หรือเป็นนักจิต วิทยา ร้อง-เล่น-เต้น-แต่งดนตรี เอนเตอร์เทนคนให้บันเทิงเริงรมย์ได้แล้ว ยังต้องเป็นทั้งคุณหมอที่สามารถรักษาผู้ป่วยได้สารพัดโรค แถมยังต้องเก่งเรื่องออกแบบก่อสร้างไปในตัวด้วย เพราะสมัยนั้นตามหัวเมืองยังไม่มีทั้งสถาปนิก วิศวกร
กล่าวให้ง่ายก็คือมิชชันนารีต้องทำหน้าที่หนักหนาสาหัส ไม่เพียงแต่ช่วยเยียวยาจิตวิญญาณของมนุษย์เท่านั้น หากแต่ยังต้องเยียวยาเรื่องปากท้อง สมอง และคุณภาพชีวิตให้ผู้คนอยู่ดีกินดีขึ้นอีกด้วย

ชวนให้นึกถึงมิชชันนารีคณะเยซูอิตที่ถูกส่งมาในราชสำนักอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ต้องทำหน้าที่ทั้งออกแบบก่อสร้างเวียง วัง วัด วงเวียน น้ำพุ จัตุรัส ตัดถนน สะพาน ศาลา โบสถ์คริสต์ โรงเรียนเผยแผ่ศาสนา ฯลฯ
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าภายในตัวเมืองเก่าเชียงรายนั้น มีการตัดถนนที่เป็นระเบียบจำง่าย คล้ายกับผังเมืองของมหานครตะวันตก แถมยังมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายริมทางเท้า ว่ากันว่ามนต์เสน่ห์กลางเวียงเชียงรายของถนนแบบบูลวาร์ด (Boulevard หมายถึงถนนที่ปลูกต้นไม้ร่มรื่นที่เกาะกลางถนนและสองข้างทาง) หลายสายนี้เกิดจากก้อนสมองของหมอบริกส์ด้วยเช่นกัน

แต่กว่าจะได้สิ่งนี้มา ชาวเชียงรายจำต้องยอมแลกด้วยการเปิดไฟเขียวให้หมอบริกส์ยิงเสือจอมโหดทิ้งไปตัวหนึ่งที่คอยคำรามกัดคนตายอยู่แถวกำแพงเมืองเก่าใกล้น้ำแม่กก ข้อสำคัญการวางผังเมืองมาตรฐานในครั้งนั้น ได้มีการรื้อกำแพงเมืองเก่าที่สร้างด้วยอิฐสมัยล้านนาทิ้งไปในปี พ.ศ. 2463 โดยหมอบริกส์ให้เหตุผลว่า
“กำแพงเมืองอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม บริเวณประตูเป็นโคลนตม หล่มงู สกปรก เป็นแหล่งหมักหมมเชื้อและพยาธิที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกทั้งกำแพงเองก็ปิดกั้นการถ่ายเทของอากาศบริสุทธิ์ ประชาชนไม่ได้รับแสงแดดในการฆ่าเชื้อโรคอีกด้วย”

นั่นคือมุมมองของนักการสาธารณสุขเมื่อ 100 ปีก่อน นักอนุรักษ์ยุคปัจจุบันคงได้แต่ร้องเสียดาย แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์ดูแล้ว ก็ยังเห็นว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ากว่าหลายเมืองที่จู่ๆ ก็ปล่อยให้เทศบาลรื้อกำแพงเมืองฟรีไปเปล่าๆ ปลี้ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับถนนที่ไร้มาตรฐานอีก
ผลงานด้านสถาปัตยกรรมที่หมอบริกส์ได้ออกแบบก่อสร้างในเมืองเชียงรายมีจำนวนมากนับไม่ถ้วน เฉพาะ ที่เด่นๆ ได้แก่ อาคารศาลากลางเก่า (ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพเจียงฮาย) โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค เรือนจำเก่า และโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย ซึ่งเคยเป็นข่าวครึกโครมว่าจะถูกรื้อเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมา
คุณูปการที่หมอบริกส์ได้ฝากไว้แก่เมืองเชียงรายเกินคณานับ ทำให้มีชื่อถนนสายหนึ่งสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แก่ท่านชื่อ “ถนนบริกส์แพทย์” (ปัจจุบันคือถนนสิงหไคล)

งดงามในความเรียบง่าย
โบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย ออกแบบโดยหมอบริกส์ ควบคุมการก่อสร้างโดยนายช่างฮิมกี่ บรรพบุรุษเจ้าของร้านฮิมกี่ที่ขายวัสดุก่อสร้างในปัจจุบัน
ตัวสถาปัตยกรรมทั้งภายในและภายนอกสะท้อนถึงคติปรัชญาหรือหัวใจของความเป็น “โปรเตสแตนท์” อย่างแท้จริง กล่าวคือ โบสถ์คริสต์ในนิกายโปรเตส แตนท์ทุกแห่งทั่วภูมิภาค อาทิ โบสถ์คริสต์ที่สำเหร่ โบสถ์เชียงใหม่คริสเตียนริมน้ำแม่ปิง เชิงสะพานนวรัฐ ล้วนมีรูปแบบที่เรียบง่าย ไม่หรูหราอลังการ

สร้างบนผังรูปตัว T หรือที่เรียกว่าผังแบบ “Latin Cross” ภายในมีเครื่องประดับเพียงแค่ไม้กางเขน หาได้มีประติมากรรมตกแต่งอย่างมากมายเหมือนกับโบสถ์คริสต์ในนิกายแคทอลิกไม่ ดังที่รู้กันอยู่ว่านิกายโปรเตสแตนท์นั้นเป็นนิกายปฏิรูปที่เน้นเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้คนมากกว่าการทุ่มเทในรายละเอียดของศิลปกรรม นอกจากไม้กางเขนแล้วยังมีแค่นาฬิกาไม้โบราณจำหลักลวดลายแบบอาร์ตนูโว ยืนพิงผนังอย่างเงียบสงบ
นาฬิกานี้เรียกว่า “นาฬิกาปารีส” เป็นเครื่องสังเค็ดที่ได้รับพระราชทานจากงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 ปี 2453โดยรัชกาลที่ 6 สั่งทำด้วยไม้มะออกกานีอย่างดีจากบริษัท ‘François Désiré Odobez à Morez depuis 1843’ เป็นนาฬิกาลูกตุ้มยาวตกแต่งส่วนยอดด้วยตัวอักษรย่อ “จ.ป.ร.”

เนื่องจากยุคสมัยที่กำลังก่อสร้างโบสถ์เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หมอบริกส์บันทึกไว้ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างหอระฆังของโบสถ์คริสต์และโรงพยาบาลให้สูงชะลูดมากเป็นพิเศษ เพื่อใช้เป็นจุดสังเกต มองเห็นแต่ระยะไกล จะได้ปลอดภัยจากการทิ้งระเบิด ไม่ว่าของฝ่ายใดๆ
หอระฆังโปร่งหลังนี้มีการตีระฆังทุกวัน เป็นสัญญาณบอกเวลาให้ทราบ ในยุคนั้นประชาชนยังไม่มีนาฬิกาใช้ จะมีก็แต่มิชชันนารีหรือชาวต่างชาติเท่านั้น โดยเสียงระฆังจะดังก้องกังวานไปไกลทั่วเมือง ต่อมาเมื่อราวยี่สิบปีก่อนเมื่อมีการซ่อมโบสถ์ครั้งใหญ่ จำเป็นต้องยกระฆังลงมาไว้ข้างล่าง เนื่องจากหอระฆังเริ่มเก่าทรุดโทรมแบกรับน้ำหนักระฆังใหญ่ไม่ไหว

พัฒนาการของการบูรณะโบสถ์
โบสถ์คริสต์หลังนี้เคยได้รับการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ปี 2544 หรือยี่สิบปีก่อนนี่เอง น่าเสียดายที่คณะศรัทธาดำเนินการแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงไม่เฉลียวใจว่าการนำเอาแผ่นหินอ่อนราคาแพงไปกรุอุดปิดทับบริเวณพื้นและผนังตอนล่างรายรอบภายในโบสถ์ หรือการนำเอาอิฐตัวหนอนพร้อมการลาดซีเมนต์ปิดลานพื้นรอบนอกโบสถ์นั้น เป็นการเร่งทำลายโบราณสถานให้ถึงแก่กาลอวสานเร็วยิ่งขึ้น
ไม่ฉุกใจคิดกันบ้างหรืออย่างไรว่า ไฉนอาคารที่มีอายุยืนยาวมาได้กว่า 80-90 ปีนั้น ก่อนมีการซ่อมครั้งใหญ่ไยจึงคงสภาพเดิมอยู่ได้ จะผุพังก็เพียงแค่แผ่นไม้ที่ใช้ประดับตามหน้าบัน-หอระฆังบางส่วนเท่านั้น อุตส่าห์ระดมทุนบูรณะเสียเลิศหรู แต่หลังจากนั้นไม่ถึงสิบปีกลับยิ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรมอย่างผิดหูผิดตาเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีอะไรที่ผิดปกติ

ความผิดปกตินี้ เกิดจากความชื้นของน้ำใต้พื้นดินระเหยขึ้นมาทำปฏิกิริยากับปูนกัดกร่อนแท่งเสาและผนังถึงเนื้อในอิฐจนขึ้นเชื้อราและคราบเกลือ อันเป็นภาพที่พบเห็นจนชินตา
ไม่ใช่แค่โบสถ์คริสต์หลังนี้เท่านั้น แต่ตามโบสถ์วิหารหอไตรเจดีย์ทั่วไปของชาวพุทธนี่แหละ โดยเฉพาะวัดที่รังเกียจลานทรายหรือลานดินหาว่าสกปรกเลอะเทอะ จึงจัดการเทคอนกรีตปูแผ่นหินขนาดใหญ่อุดทับ พื้นดินตอนล่างอยู่ในสภาพอับทึบไม่มีอากาศหายใจ เมื่อความชื้นไม่มีทางระบายตามวิถีธรรมชาติ ก็ย่อมหันมาเล่นงานกัดกินกับแท่งเสาจนผุกร่อนเป็นธรรมดา

ถามว่าปัญหาเพียงเรื่องความชื้นจากใต้ดินแก้ไขใหม่ได้ไหม คำตอบง่ายๆ ก็เพียงแค่เราสกัดวัสดุหยาบแข็งที่มาบดบังลมหายใจของน้ำใต้ดินทิ้งออกไปเสีย แล้วจัดการเปิดท่อระบายความชื้นด้วยวัสดุที่เหมาะสมใหม่ขึ้นมาทดแทน ก็พอจะช่วยได้
ปัญหาอีกประการที่อ้างช่วงต้องการให้รื้อโบสถ์คือ อาคารเก่ามีขนาดเล็กคับแคบ พื้นที่ไม่เพียงพอต่อการใช้สอย จำเป็นต้องรื้อแล้วสร้างหลังใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเพื่อรองรับคนมาร่วมประกอบศาสนพิธีได้จำนวนมากกว่าเดิม

ปัญหาประการหลังนี้ ต่อมาได้หารือกันว่าสามารถแก้ไขได้ ในเชิงปรับเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการใหม่ เช่น จำกัดจำนวนผู้เข้าไปประกอบพิธีกรรมโดยแบ่งเป็นกลุ่มคณะ และกำหนดเวลาเป็นช่วงๆ หากคิดว่าชาวคริสเตียนเชียงรายเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมากในรอบร้อยปีที่ผ่านมา จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องสร้างโบสถ์หลังใหม่ให้ใหญ่โตกว่าเดิม ก็อาจใช้สถานที่แห่งอื่นแทน แล้วเก็บโบสถ์หลังนี้ไว้ดุจเดิม

บูรณะปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์นำเสนอประวัติความเป็นมาของหมอบริกส์ ตำนานหน้าแรกแห่งการเผยแผ่คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ในเชียงรายโดยคณะมิชชันนารีนำโดยหมอบริกส์ ที่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวไปถึงศาสนาจารย์แมกกิลวารี หรือผู้วางรากฐานการพิมพ์คนแรกอย่างหมอแดนบีช บรัดเลย์แห่งกรุงสยามแล้ว
ขอขอบคุณสภาคริสตจักรเชียงราย และสภา คริสตจักรแห่งประเทศ ไทยที่ตัดสินใจไม่รื้อโบสถ์ และยินดีให้กรมศิลปากรเข้ามาอนุรักษ์ไว้เมื่อปี 2556 ในที่สุดเมืองเชียงรายก็มีแหล่งเรียนรู้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here