ราษฎรชาวบ้านถ้ำลอด หมู่ 1 ต.ถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน 200 ชีวิต เข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน กรณีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เรียกเก็บเงินค่าเข้าชมถ้ำน้ำลอด ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวหดหาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้บริหารจัดการกันเองมากว่า 40 ปีและไม่เคยสร้างความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ผ่านมา นายรุ่งวิกรัย พิชญาการ ฝ่ายประสานงานชุมชนบ้านถ้ำลอด หมู่ 1 ต.ถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยราษฎรบ้านถ้ำลอด ฯ จำนวนประมาณ 200 คน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีว่าที่ร้อยโท ขุนทอง สายบุตร ผอ.กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน และว่าที่ร้อยตรี พศิน รัตนวรภรณ์ จ่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้แทนปลัดจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้รับหนังสือร้องเรียน จากราษฎร จากนั้นได้มีการให้ผู้แทนของกลุ่มราษฎร จำนวน 15 คน ขึ้นไปชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน
นายรุ่งวิกรัย พิชญาการ แกนนำราษฎรบ้านถ้ำลอด ฯ เปิดเผยว่า เรื่องการเก็บเงินของกรมอุทยานที่ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว ชาวไทยรายละ 20 บาท และชาวต่างชาติ รายละ 200 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวของถ้ำน้ำลอดอย่างหนัก ยิ่งปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการรับมือกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวมาแล้วกว่า 2 เดือน และเพิ่งเริ่มเปิดการท่องเที่ยว กลับมีการมาเก็บเงินเพิ่มจากนักท่องเที่ยว ส่งผลให้การท่องเที่ยวแทบเป็นศูนย์ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเมื่อมาถึงและพบว่ามีการเรียกเก็บเงินจากเจ้าหน้าที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย ซึ่งดูแลถ้ำน้ำลอด ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พากันเดินทางกลับ ไม่ยอมเข้ามาท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวถ้ำน้ำลอด ทำให้กระทบต่อราษฎรบ้านถ้ำลอด กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ที่อาศัยการเป็นไกด์ตะเกียงนำเที่ยวในถ้ำน้ำลอด
ก่อนหน้านี้ ทางราษฎรบ้านถ้ำลอด ได้จัดทำประชาพิจารณ์ในเรื่องดังกล่าว และส่งเรื่องไปยังกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แต่ทางเจ้าหน้าที่รัฐกลับไม่ยินยอม ตามที่ราษฎรร้องขอแต่อย่างใด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ถ้ำน้ำลอด ได้เป็นเป็นแหล่งท่องเที่ยวมากว่า 40 ปี และราษฎรในหมู่บ้านได้เป็นผู้นำเที่ยวและบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวด้วยตนเอง โดยทางรัฐไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ประกอบกับบริเวณถ้ำน้ำลอด เป็นเพียงศูนย์ศึกษาธรรมชาติ ไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทางอุทยานฯ เข้ามาบริหารจัดการเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ทั่วประเทศ
แกนนำราษฎรบ้านถ้ำลอด กล่าวต่อไปอีกว่า ในการรวมตัวกันมา ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เพื่อขอความเมตตาจากนายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้การช่วยเหลือราษฎรชาวถ้ำลอดที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักในปัจจุบัน และหวังว่าทางกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช คงจะเมตตาราษฎรชาวบ้านถ้ำลอด และมองเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวที่ส่งผลให้ราษฎรได้อยู่ดีกินดี ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here