วันที่ 25-26 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ 17 จังหวัด (บวก 1 อำเภอคือ แม่แตง) ได้จัดการประชุมสัญจรที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ณ โรงแรมสีหราช มีคณะกรรมการและสมาชิกของสมาคมสหพันธ์ฯ จังหวัดต่างๆ เข้าร่วมงานราว 300 คน

ดิฉันได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนั้นด้วย ในฐานะที่ปรึกษา “นายกจี๋” หรือ “ภูศักดิ์ พรพิริยะวงษ์” นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน ซึ่งยกทีมลูกเจ้าแม่จามเทวีไปร่วมงานมากถึง 40 คน (จำนวนสูสีใกล้เคียงกับทีมกำแพงเพชร และอุทัยธานี)

บรรยากาศการพบปะสังสันท์ของคนทำงานในแวดวงท่องเที่ยวครั้งนี้ถือว่ามีความคึกคักมากเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะเพิ่งผ่านพ้นสภาวะหลังโควิดมาหมาดๆ คล้ายกับว่าทุกคนต้อง “อั้น” ความรู้สึกอยากเดินทางท่องเที่ยวมานานมากร่วม 4 เดือนเต็มๆ

นายกิตติพงศ์ วิรุฬห์ศรี หรือ “นายกตี๋” นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ เตรียมพร้อมให้การต้อนรับคณะสหพันธ์จาก 17 จังหวัด (บวก 1 อำเภอ) อย่างดีเยี่ยม สถานที่ที่จัดพาคณะไปท่องเที่ยวทั้งสองวันนั้น ล้วนเป็นไฮไลต์ที่ปรากฏในคำขวัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ทั้งสิ้น ไม่ว่าเรื่องราวของพระยาพิชัยดาบหัก เมืองลับแล หลวงพ่อเพชร ดาบเหล็กน้ำพี้ ทุเรียน ฯลฯ

อารยศิลป์ถิ่นล้านนาฉบับนี้ จึงขอพาผู้อ่านไปเที่ยวเมืองอุตรดิตถ์ ซึ่งถือว่าบางหย่อมย่านมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมล้านนาด้วยเช่นกัน

มาตุคามพระยาพิชัยดาบหักทหารเอกพระเจ้าตากสินมหาราช

ชาวอุตรดิตถ์เรียก “พระยาพิชัยดาบหัก” ว่า “ท่านพ่อพระยาพิชัย” บ้านเกิดท่านพ่ออยู่ที่ บ้านห้วยคา เมืองพิชัย ในอดีตบริเวณเมืองพิชัยนี้เคยเป็นใจกลางเมืองของอุตรดิตถ์ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ณ ปัจจุบัน

วัยเด็กพระยาพิชัยฯ มีชื่อว่า “จ้อย” เกิดเมื่อ พ.ศ. 2284 บิดามารดาพาไปฝากให้ร่ำเรียนหนังสือที่วัดใหญ่ (วัดหน้าพระธาตุ) ความที่จ้อยเป็นคนร่างเล็กและยากจน จึงมักถูกลูกคนรวยคหบดีล้อเลียนและรังแกบ่อยครั้ง ในที่สุดจ้อยสุดจะกลั้น จึงไปชกลูกเจ้าเมือง

เขาต้องหนีออกจากวัด แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ทองดี” ดังที่เราเคยได้ยินฉายาของเขาคือ “ทองดีฟันขาว” เหตุที่เขาไม่ชอบเคี้ยวหมากเหมือนคนทั่วไปที่ฟันดำ

นายทองดีร่อนเร่แรมรอนไปฝากตัวกับสำนักหมัดมวยตามที่ต่างๆ จากเมืองพิชัยข้ามไปยังสุโขทัย ได้วิชามวยไทย ฟันดาบ การกระโดดสูงแบบงิ้ว ฯลฯ เรียกได้ว่ามีความสามารถด้านศิลปะป้องกันตัวครบทุกกระบวนท่า

ปี 2305 ด้วยวัยเพียง 21 ปี เขาเดินทางไปยังเมืองตาก ขึ้นชก มวยในงานถือน้ำพิพัฒน์สัตยา สามารถปราบครูมวยชื่อดังได้ จึงได้รับการชุบเลี้ยงจากพระยาตาก แต่งตั้งให้เป็นองครักษ์ มีบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงพิชัยอาษา”

ปี 2308 พม่ายกกิองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ถึงวันที่ 3 มกราคม 2309 กรุงศรีอยุธยาใกล้แตก พระยาตากรวบรวมทหารตีทัพพม่า ออกไปตั้งมั่นที่เมืองปราจีนบุรี หลวงพิชัยอาษา ร่วมรบอย่างกล้าหาญ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2310 พระยาตากเข้ายึดจันทบุรีได้ และสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์

ปี 2310 หลวงพิชัยอาษาร่วมทัพพระเจ้าตากสินเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้นจนได้รับชัยชนะต่อพม่า พระเจ้าตากสินสามารถกอบกู้เอกราชจากพม่า สถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง

ต่อมาหลวงพิชัยอาษาได้เลื่อนเป็น “เจ้าหมื่นไวยวรนารถ” “พระยาสีหราชเดโช” และ “พระยาพิชัย” ตามลำดับ ตำแหน่งหลังสุดนี้ มีสถานะเสมอ “เจ้าพระยาสุรสีห์” (บุญมา อนุชาของรัชกาลที่ 1)

เหตุการณ์ที่พระยาพิชัยต้อง “ดาบหัก” เกิดขึ้นในปี 2316 โดยโปสุพลา แม่ทัพจากพม่าเข้าตีเมืองลับแล และเมืองพิชัย พระยาพิชัยได้สู้รบอย่างดุเดือดกับโปสุพลาจนดาบข้างขวาหักไปหนึ่งเล่ม แต่สามารถเอาชนะทหารพม่าได้ วีรกรรมครั้งนั้นทำให้ท ่านได้รับฉายาว่า “พระยาพิชัยดาบหัก”

พ.ศ. 2325 สิ้นแผ่นดินพระเจ้าตากสิน พระยาพิชัยไม่ขอยอมเป็น “ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย” จึงถวายชีวิตเป็นราชพลีตามพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมา ทายาทของพระยาพิชัยดาบหักใช้นามสกุลว่า “วิชัยขัทคะ”

อัฐิของท่านพ่อพิชัยเคยถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดราชคฤห์ ฝั่งธนบุรีอยู่นานกว่า 200 ปี จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ชาวบ้านห้วยคาได้ทำหนังสือขอนำอัฐิของท่านพ่อพิชัยกลับคืนมายังเมืองพิชัยบ้านเกิด บรรจุในอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้น พร้อมกับจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

คณะของเราได้รับการต้อนรับจากนายอำเภอเมืองพิชัย มีการแสดงดนตรี “กลองมังคละ” และการฟ้อนดาบโดยลูกหลานที่เป็นทายาทได้รับการฝึกฝนผ่่านสำนักดาบพิชัยรณยุทธ์

หลวงพ่อโต วัดหน้าพระธาตุ

ตำนานเล่าว่าสร้างโดย “พระยาโคตรบอง” เมื่อ พ.ศ. 1470 อายุเกินพันปี ประดิษฐานในวิหารปราสาทจัตรมุข 5 ยอด สูง 43 เมตร พระพุทธรูปมีขนาดสูงใหญ่ หน้าตัก 5 เมตร ชาวบ้านจึงเรียก “หลวงพ่อโต” เป็นศิลปะแบบทวารวดีผสมขอม ถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองพิชัย ซึ่งวัดนี้เป็นวัดที่พระยาพิชัยในวัยเด็ก สมัยชื่อ “จ้อย” เคยร่ำเรียนหนังสือที่นี่

วัดแห่งนี้ยังมีพระอุโบสถหลังเก่าอีกหนึ่งหลัง ตั้งอยู่ใกล้กับวิหารหลวงพ่อโต และอยู่ตรงข้ามกับพระอุโบสถหลังใหม่

วัดขวางชัยภูมิ

ตั้งอยู่ที่ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย คำว่า “คอรุม” มัคคุเทศก์ในพื้นที่เล่าว่า เดิมชื่อ “คอรวม” เนื่องจากที่แห่งนี้ “เด็กชายบุญเกิด” หรือ “หมื่นหาญณรงค์” เด็กในอุปการะของพระยาพิชัย ที่ติดสอยห้อยตามกันมาตั้งแต่ยังเป็นนายทองดี ได้ถูกทหารพม่าฆ่า พระยาพิชัยโกรธมากจึงไล่ฆ่าตัดคอทหารพม่าจำนวนมาก และประกาศให้พลทหารเอาหัวพม่ามารวมกัน จึงเรียกว่า “คอรวม” ก่อนจะเปลี่ยนเป็น “คอรุม”

การต้อนรับของคนในพื้นที่คือการบรรเลงกลองมังคละ โดยมีช่างฟ้อนเป็นสุุภาพสตรีอาวุโสนับ 20 ท่าน ดูน่ารักสร้างความประทับใจให้แก่แขกแก้วที่มาเยือนอย่างมาก

วัดแห่งนี้ก็มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระยาพิชัยดาบหัก มีพระอุโบสถหลังเก่าอายุกว่า 300 ปี และมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่พระเจ้าตากสินมหาราชและพระยาพิชัยดาบหักได้มาขอพรร่วมกันก่อนออกไปรบทัพจับศึก และได้ชัยชนะกลับมา เรียก “หลวงพ่อชัยชนะสงคราม”

หลวงพ่อเพ็ชร์ พระคู่บ้านคู่เมือง

หลวงพ่อเพ็ชร์ (เขียนแบบชื่อเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่เขียน “เพชร”) ประดิษฐานอยู่ที่วัดท่าถนน เดิมชื่อวัดวังเตาหม้อ อำเภอบางโพ ถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวอุตรดิตถ์

พุทธลักษณะของพระพุทธรูปงดงามมาก พระพักตร์กลมอมยิ้ม พระเกศบัวตูม มีชายสังฆาฏิสั้นๆ เหนือพระถัน กระทำปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร หรือเรียกว่า “วัชรอาสนะ” คือการนั่งซ้อนพระชงฆ์ แลเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง หรือเรียกกันว่า “พระล้านนาแบบสิงห์ 1”

ชื่อคำว่า “หลวงพ่อเพ็ชร์” นี้ มีความหมายสองนัยยะ นัยยะแรก หมายถึง พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร กับอีกนัยยะหนึ่ง เป็นการเรียกเพื่อรำลึกถึงพระภิกษุรูปหนึ่งที่เป็นผู้ค้นพบและนำพระพุทธรูปองค์นี้มาบูชา ท่านมีชื่อว่า “หลวงพ่อเพ็ชร์” เช่นเดียวกัน

ยุคที่สยามรวมศูนย์อำนาจ รัชกาลที่ 5 โปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปไว้ที่สยาม เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความสะเทือนใจแก่พระภิกษุคือหลวงพ่อเพ็ชร์เป็นอย่างมาก ตรอมใจจนถึงแก่มรณภาพ กระทั่งชาวอุตรดิตถ์ต้องรียกร้องขอคืนพระคู่บ้านคู่เมืองกลับมา แล้วตั้งชื่อเพื่อเป็นอนุสรณ์ว่า “หลวงพ่อเพ็ชร์”

ภายในวัดท่าถนน มีอาคารทรงตะวันตกหลังงาม 1 หลัง เป็นโรงเรียนนักธรรม สร้างปี 2474

ดาบเหล็กน้ำพี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริเวณศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์หลังเก่า ปัจจุบันคือสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ ณ ลานด้านหน้าเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ท่านพ่อพระยาพิชัย

อาคารด้านซ้ายเป็นที่จัดแสดง “ดาบเหล็กน้ำพี้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” เป็นที่ทราบกันดีว่า เมืองอุตรดิตถ์มีการทำดาบด้วยเหล็กน้ำพี้คุณภาพดีที่สุด ขึ้นชื่อที่สุด

นอกจากนี้แล้ว บริเวณอาคารด้านขวา ยังมีการจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ได้มาจากการขุดค้นทางโบราณคดี เช่น ขวานหิน ภาชนะดินเผา ฯลฯ เป็นเครื่องสะท้อนว่า อุตรดิตถ์มีอารยธรรมที่เก่าแก่มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ 3,000 ปีมาแล้วเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ

เมืองลับแล คนไทยวน ดินแดนห้ามพูดโกหก

อำเภอลับแล มีชาวไทโยนที่อู้กำเมืองอยู่บริเวณห้าตำบลด้านเหนือ ได้แก่ ตำบลชัยจุมพล ศรีพนมมาศ ฝายหลวง แม่พูล นานกกก ที่มาของการที่ผู้คนในเมืองลับแลเป็นชาวไทโยน ปรากฏตำนานว่าเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร โอรสของท้าวเรืองธิราช กษัตริย์องค์ที่ 21 แห่งโยนกนาคนคร พาชาวเมืองอพยพหนีโรคระบาดความแห้งแล้งเมื่อปี พ.ศ.1513 โดยมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองลับแล

คำว่า “ลับแล” นี้ บางท่านว่าหมายถึงเมืองที่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศลึกลับซับซ้อน มองจากภายนอกไม่เห็น และหากคนต่างถิ่นหลงเข้าไปก็หาทางออกไม่พบ กับอีกนัยหนึ่ง หลายท่านเชื่อว่าเพี้ยนมาจาก “ลับแลง” แลงเป็นภาษาล้านนาหมายถึงยามเย็น เป็นบรรยากาศอันยะเยือกช่วงตะวันชิงพลบของเมืองแห่งนี้ที่มีดอยม่อนฤๅษีสูงใหญ่เป็นฉากกั้นป่าลับแลง

นอกจากนี้ พระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนายุคทำสงครามกับอยุธยาตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ได้มีการเกณฑ์คนเมืองแพร่เมืองน่านทำสงครามต้านศึกตรึงทัพกับอยุธยาที่อุตรดิตถ์อีกด้วย

สมัยรัชกาลที่ 1 ตรงกับยุคของพระญากาวิละกษัตริย์เชียงใหม่ ได้กวาดต้อนชาวเชียงแสนแบบเทครัวราวเกือบหมื่นชีวิตให้พ้นจากเขตที่พม่าเข้ายึดครอง โดยอพยพคนเชียงแสนมาหลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ตั้งถิ่นฐานอยู่แถบท่าทราย ทุ่งยั้ง เวียงเจ้าเงาะ

“เมืองลับแล” มีเรื่องเล่ากันว่าเป็นเมืองของคนดี ซื่อสัตย์สุจริต จะพูดโกหกแม้เพียงคำเดียวก็ยังไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ชายคนหนึ่งเป็นเขยของเมืองแห่งนี้ (เดินทางมาจากเมืองทุ่งยั้ง) เห็นบุตรร้องไห้ กล่อมอีท่าไหนก็ไม่ยอมหยุด เผลอหลุดปากหลอกลูกว่า แม่มาแล้ว! เท่านั้นเอง ก็ถูกขับไล่ให้ออกจากเมือง และเมื่อต้องการกลับมาก็ไม่สามารถหาทางกลับเข้าเมืองได้อีกเลย เพราะเมืองนี้ไม่ต้อนรับคนพูดโกหก

มีการจัดทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเมืองลับแลอย่างน่าสนใจ

มื้อเที่ยงของวันอาทิตย์ที่ 26 คณะของเราเดินทางไปน้ำตกแม่พูล เพื่อรับประทานบุฟเฟต์ทุเรียน พร้อมอาหารพื้นเมืองอุตรดิตถ์คือ หมี่พัน แสนอร่อย ก่อนจะแยกย้ายกันกลับภูมิลำเนาอย่าลืมแวะตลาดทุเรียนหัวดง และของฝาก “ขนมเทียนเสวย”

ท้ายสุดนี้ คณะสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ 17 จังหวัด (บวก 1 อำเภอ) ขอขอบพระคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ นายภิพัช ประจันเขตต์ เป็นอย่างสูง ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นทั้งสองวัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here