อำเภอเมืองปาน เมื่อไม่นานมานี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง แต่พื้นที่อำเภอแจ้ห่มนั้นใหญ่โตกว้างขวางมากเกินไปจึงแยกเขตปกครองอำเภอเมืองปานออกมา ลำพังเฉพาะอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนก็มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก

ในอดีต “เมืองปาน” เคยเป็นเมืองหน้าด่านหรือปราการทางทิศเหนือของเขลางค์นครตั้งแต่ยุคหริภุญไชย

ที่มาของชื่อ “เมืองปาน” ปรากฏอยู่ในนิทานเรื่อง “บ้านหลวงเมืองปาน” อธิบายว่า ครั้งหนึ่งยังมีเจ้าเมืองปกครองบริเวณนี้ ได้สั่งให้ทำ “ปานคำ” (ในเอกสารใบลานบางครั้งสะกดเป็น “พาน” แต่อ่านออกเสียง “ปาน”) คำว่า “ปาน” ภาษาล้านนาหมายถึง “กังสดาล” หรือเครื่องดนตรีคล้ายฆ้อง ใช้ตีเพื่อเรียกชาวบ้านให้มาประชุมและส่งสัญญาณแจ้งเหตุต่างๆ ด้วยเหตุที่ใช้ทองคำมาหลอมจึงเรียก “ปานคำ” ต่อมาเจ้าเมืองผู้นี้ได้รับการขนานนามว่า “เจ้าพ่อขุนจเรปาน” เมืองแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “เมืองจเรปาน” ต่อมาเรียกย่อๆ แค่ “เมืองปาน” โดยมีหน้าที่สอดส่องดูแลความเรียบร้อยด้านทิศเหนือให้แก่นครเขลางค์

ในอำเภอเมืองปานมีวัดวาอารามสำคัญที่มีชื่อเสียงและงดงามหลายแห่ง ในที่นี้ขอนำเสนอให้ผู้อ่านรู้จักประมาณ 5 แห่งได้แก่ 1. วัดศรีหลวงแจ้ซ้อน 2. วัดสบลี 3. วัดพระธาตุดอยเต่าคำ 4. วัดพระธาตุจอมก้อย และ 5. วัดพระธาตุดอยซาง

วัดศรีหลวงแจ้ซ้อน

ตั้งอยู่เลขที่ 246 หมู่ที่ 5 ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน ประวัติวัดแห่งนี้เริ่มจากการที่ครูบาเจ้าวชิรปัญญา ร่วมกับแสนเมืองลือโลกและชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง เดินทางไปขออนุญาตเจ้าเมืองละกอน (ลำปาง) ว่าชาวบ้านต้องการสร้างวิหาร เจ้าเมืองละกอนแนะนำว่าควรไปนิมนต์ปรึกษาครูบาเจ้าอสิงห์วิตั๊ก จากวัดพระยืน ลำพูน ให้มาเป็นผู้ออกแบบ ครูบาเจ้าอสิงห์วิตั๊กวัดพระยืน จึงได้ชักชวนครูบาญาวิชัยวัดบ้านถ้ำ ให้มาเป็นช่างควบคุมการก่อสร้างด้วยกัน

วัดสร้างเสร็จเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 เหนือ พ.ศ. 2400 แต่เดิมชื่อ “วัดป่าไผ่” มาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีหลวงเพราะปลูกต้นโพธิ์ใหญ่หน้าวัด และปัจจุบันเรียก “ศรีหลวงแจ้ซ้อน” มีการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี 2509 ต่อมากรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานภายในวัดปี 2541 และดำเนินการบูรณะพระธาตุปี 2555 พระวิหารวัดศรีหลวงแจ้ซ้อนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ปี 2553 เนื่องจากมีทรวดทรงงดงาม สร้างหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นมา ตกแต่งองค์ประกอบสถาปัตยกรรมทั้งภายในและภายนอกอย่างวิจิตร มีจุดเด่นอยู่ที่ตัวสัตว์หิมพานต์และทวารบาลที่เฝ้ารักษาบันไดทางขึ้นพระวิหารมีทั้งหมด 5 คู่ ดูแปลกตา ยังไม่มีผู้รู้ตีความได้ชัดเจน อาจเป็นปริศนาธรรม หมายถึงตัวแทนของวิญญาณในภพภูมิต่างๆ เช่น เทพ อสุรกาย เปรต ฯลฯ ก็เป็นได้

วัดสบลี

ตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้านสบลี หมู่ที่ 6 ตำบลแจซ้อน อำเภอเมืองปาน ตามประวัติวัดกล่าวว่าสร้างเมื่อปี 2436 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ 18 มีนาคม 2530 ศิลปกรรมภายในวัดสบลีมีความงดงามยิ่ง ได้แก่ พระวิหารหลังเก่าสร้างสมัยล้านนายุคฟื้นฟูราว 200 ปีที่ผ่านมา ภายในมีจิตรกรรมบนบานผนังไม้ เขียนด้วยสีฝุ่นจากดินเทศและเปลือกไม้ธรรมชาติ เรื่องราวด้านหนึ่งเป็นเวสสันดรชาดก อีกผนังหนึ่งเป็นนิทานพื้นบ้านเรื่อง วรวงศ์หงษ์อำมาตย์ เขียนโดยสล่าคําตาน หรือชาวบ้านเรียกว่าเป็นผลงานของพวก “ขี้ฝิ่น” (ศิลปินสูบฝิ่นแบบเสรีในยุคก่อน) และจิตรกรรมภาพพระบฏ (ตุงค่าวธรรม) สำหรับตั้งธรรมหลวงหลายผืน พระธาตุสร้างใหม่ปี 2545-2546 ออกแบบและเป็นเจ้าภาพโดยศรัทธาชาวกรุงเทพฯ ที่เกษียณอายุแล้ว ภายในพระเจดีย์มีพระพุทธรูป

วัดนี้มีความเกี่ยวข้องกับครูบาเจ้าศรีวิชัย เนื่องจากช่วงที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยรับเป็นประธานการบูรณะวัดพระเจ้าตนหลวง เมืองพะเยา ระหว่างปี 2464-2465 ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้เดินทางขึ้นๆ ล่องๆ จากพะเยามาลำปางหลายรอบ พบว่าอย่างต่ำ 3-4 รอบ มีทั้งใช้สายวังเหนือ-แจ้ห่ม และมีทั้งลงมาทางเมืองงาว-พระธาตุเสด็จ ดังที่การลงมาครั้งแรกใช้เส้นทางวังเหนือ-แจ้ห่ม (รวมถึงเมืองปาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแจ้ห่ม ในครั้งนั้นเมืองปานยังไม่ได้แยกออกมาเป็นอำเภอ)

ในคร่าวประวัติครูบาเจ้าศรีวิชัยของพระภิกษุท้าวสุนทรพจนกิจ ได้กล่าวว่าวัดแรกสุดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเริ่มลงมือสร้างหลังจากลงมาจากพะเยาคือ วัดพระธาตุดอยเต่าคำ จากนั้นจึงไปที่วัดสบลี ดังคำคร่าวที่ว่า

รอมวิหาร สบรินชื่อวัด 10 แถบเจ้าทูนซวาง รอมธาตุพระ แม่คืดดอยขวาง ขงเขตลำพาง 11 แถบถ้วน”

คำว่า “สบริน” เป็นคำเดียวกับคำว่า “สบลี” นั่นเอง และยังมีเอกสารบางเล่มเรียกว่า “สบลี้”

พระปลัดระฌานนท์ ปสนฺโน เจ้าอาวาสวัดสบลี ได้กล่าวว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยมาที่วัดสบลีแห่งนี้ โดยมีขบวนแห่แหนหามให้ท่านนั่งธรรมาสน์มา (น่าจะเป็นธรรมาสน์ทรงหลังก๋าย ที่นิยมในสกุลช่างลำปาง) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตระเตรียมเสบียงและวัสดุก่อสร้างขึ้นไปสร้างวิหารและพระธาตุดอยเต่าคำ อันเป็นเป้าหมายหลักที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยตามรอยตำนานพระเจ้าเลียบโลกมา

ในขณะที่วัดสบลีเป็นวัดเก่าแก่มีเสนาสนะพร้อมอยู่แล้ว ดังนั้นครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงใช้วัดนี้เป็นที่พำนักในระหว่างคุมการก่อสร้างวัดพระธาตุดอยเต่าคำ คือเป็นจุดนั่งหนัก รับบาตรชาวบ้าน เจริญสมาธิกัมมัฏฐาน ณ บริเวณศาลาบาตรที่ท่านสร้างขึ้นเอาไว้เป็นจุดรวมพล ในระหว่างนั้นท่านได้บูรณะพระวิหารด้วยบางส่วน ส่วนศาลาบาตรหลังเดิมของครูบาเจ้าศรีวิชัยนั้นได้รื้อไปแล้ว มีการสร้างหลังใหม่ทับที่เดิม

วัดดอยเต่าคำ

ตั้งอยู่เลขที่ 6 บ้านดินดำ หมู่ที่ 3 ตําบลแจ้ซ้อน อําเภอเมืองปาน ที่ตั้งของวัดห่างจากตัวอําเภอเมืองปานไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3 กิโลเมตร อยู่บนม่อนดอยทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านดินดำ ไม่ไกลจากวัดสบลีเท่าใดนัก

วัดดอยเต่าคำเป็นวัดที่ผูกโยงกับชาดกเรื่องการเสวยชาติของพระพุทธเจ้าในพระชาติหนึ่ง ที่เคยเกิดเป็นเต่าคำ สัมพันธ์กับความเชื่อที่ต่อเนื่องมาจากวัดดงนั่งคีรีชัย และวัดอักโขชัยคีรี ในแถบอำเภอแจ้ห่ม ที่อยู่ไม่ไกลจากกันนัก มีตำนานพระเจ้าเลียบโลก ดังนี้

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกับพระอานนท์ และพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย ได้พากันมา ณ บริเวณเชิงดอยเต่าคํา พระพุทธเจ้าทรงฉันภัตตาหาร แล้วบ้วนพระโอษฐ์ ตรัสพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาลที่แห่งนี้จักเกิดเป็นที่ที่มีน้ําไหลทรายมูล คนทั้งหลายจักเรียกว่า ปงป่ากล้วย ป่าสาด แม่น้ํามีชื่อว่า น้ําแม่มอญ ประชาชนจักสร้างบ้านอยู่ทางทิศใต้ ริมน้ําแม่ลี พร้อมกับยกพระหัตถ์ลูบยังพระเศียร ประทานเกศาธาตุให้แก่พระอานนท์นำไปบรรจุไว้บนดอยเต่าคํา โดยตรัสว่า สมัยที่พระองค์ยังสั่งสมบุญบารมีหลายหมื่นชาติแสนมหากัป พระองค์ได้เคยเกิดเป็นเต่าคําชาติหนึ่ง เป็นนกกระทาสองชาติ

ดอยเต่าคําแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่ล่วงลับไปแล้วถึงสามพระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ พระกัสสปะ ตลอดจนถึงพระอนาคตพุทธเจ้าพระนามว่าศรีอาริยเมตไตรย ก็จักเสด็จมาในสถานที่นี่ ทรงรับสั่งกับพระอานนท์ว่า เมื่อใดตถาคตปรินิพพานไปแล้ว จงเอากระดูกข้อศอกซ้ายมาบรรจุไว้บนดอยเต่าคํานี้

วัดพระธาตุดอยเต่าคำมีพระนอนองค์ใหญ่ ตํานานพื้นถิ่นเรียกว่า พระพุทธรูปไสยาสน์แดง อาจเป็นเพราะในอดีตมีการลงชาดสำหรับรองรับการติดแผ่นทองคำเปลวที่หลุดร่อนออกไปหมดแล้วจึงเหลือแต่พื้นหลังสีแดง ตำนานระบุต่อไปอีกว่าพระนอนองค์นี้มีพระเนตรเป็นแก้ววิเศษ หัวใจที่บรรจุภายในเป็นทองคําขนาดเท่าลูกมะพร้าวไฟปอกเปลือก มีไส้ทำด้วยเหรียญทองแดงยาวประมาณ 8 วา องค์พระไสยาสน์หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และหันพระเศียรไปทางทิศใต้ ทำด้วยปูนปั้น มีความยาวประมาณ 15 เมตร พระนอนองค์นี้น่่าจะมีอายุอย่างต่ำ 500 ปี

วัดพระธาตุจอมก้อย

ตั้งอยู่ที่บ้านม่วง หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน

ความเป็นมาของพระธาตุจอมก้อย มีกล่าวถึงในตำนานพระเจ้าเลียบโลกฉบับท้องถิ่น ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มอบหมายให้พระอรหันตสาวก นามว่าพระอัญญาโกณฑัญญะ ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา พร้อมด้วยสองตายายที่ถือศีล 8 และพระอินทร์ เป็นผู้นำทางจาริกไปโปรดเวไนยสัตว์ตามสถานที่ต่างๆ จนมาถึงที่แห่งนี้ พระอัญญาโกณฑัญญะได้คิดที่จะวางรากฐานพระพุทธศาสนาขึ้นด้วยความเมตตา ตั้งใจจะมอบสิ่งแทนไว้เป็นเครื่องสักการบูชา จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานตัดเล็บนิ้วก้อยของพระองค์บรรจุในสถูปเจดีย์ที่ให้สองตายายสร้างขึ้น

สำนักสงฆ์แห่งนี้ปัจจุบันมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์สีดำ เรียกกันว่า “พระเจ้าตอกสาน” โดยเจ้าสำนักสงฆ์พระธาตุจอมก้อย และคณะของครูบาใต้อ๋อง วัดกู่ไก่แก้ว จังหวัดพะเยา ได้จำลองมาจากพระเจ้าตอกสานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ถ้ำผาแรม เขตเมืองพม่า ที่สร้างพระพุทธรูปโดยใช้ไม้ชนิดหนึ่งมาทำเป็นตอกแล้วชุบรักสานด้วยมือขึ้นเป็นองค์พระพุทธรูป กล่าวกันว่าในส่วนของพระพักตร์นั้น ช่างไม่สามารถสานได้ พระอินทร์จึงปลอมตัวเป็นชีปะขาวลงมาช่วยสานจนสำเร็จ จากนั้นก็หายตัวไป ทำให้มีการเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “พระเจ้าอินทร์สาน”

สำหรับไม้ที่นำมาใช้สร้างพระเจ้าตอกสาน ชื่อว่า “ไม้ไร่มุง” มีลักษณะพิเศษคือเหนียว ทนทาน แตกกิ่งก้านสาขา เลื้อยขึ้นมุงไม้ใหญ่ที่อยู่บริเวณรอบๆ คล้ายหวาย การอยู่ของไม้ไร่มุงจะอยู่ในที่เย็น หุบเขาใหญ่ นำมาจากเขตอนุรักษ์ป่าบ้านกล้วย อำเภองาว จังหวัดลำปาง อีกที่หนึ่งที่ได้นำมาคือจากเขตป่าแม่แจ๋ม เขตติดต่อระหว่างลำปาง-เชียงใหม่ พระเจ้าตอกสานสร้างสำเร็จเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2547 เวลาเที่ยงคืน รวมระยะเวลาในการสร้าง 1 เดือน 22 วัน มีความยาว 12 เมตร 2 เซนติเมตร

วัดพระธาตุดอยซาง

ตั้งอยู่ที่บ้านข่วงกอม หมู่ที่ 9 ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน นอกจากจะอยู่บนดอยแล้ว วัดแห่งนี้ยังมีน้ำล้อมรอบด้านทิศตะวันออกอ้อมมายังทิศเหนือลงไปสู่ทิศตะวันตก

ตามประวัติพบว่าสัมพันธ์กับตำนานพระเจ้าเลียบโลกที่พระอัญญาโกณฑัญญะ อัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เดินทางมาโปรดเวไนยสัตว์ ได้พบอุบาสก-อุบาสิกคู่หนึ่งชื่อ ภูซาง และกาบคำ ทั้งสองมีศรัทธาต่อพระอัญญาโกณฑัญญะอย่างแรงกล้า จึงได้ขุดหน่อไม้ซางนำมาปรุงเป็นภัตตาหารถวาย พระอัญญาโกญทัญญะฉันไม่หมดจึงมอบหน่อไม้ซางที่เหลือพร้อมเส้นเกศาประทานให้พระอินทร์ที่เฝ้ารักษาที่แห่งนี้นำไปบรรจุบนภูเขาลูกหนึ่ง ต่อมามีชื่อว่า “ภูซาง” หรือ “ดอยซาง” พื้นที่ดังกล่าวมีแม่น้ำ 6 สายมาบรรจบกันนั่นคือ น้ำแม่กา, น้ำแม่กาน้อย, น้ำแม่แวน, น้ำแม่ปาน, น้ำแม่ต๋อม และน้ำแม่มอญ (บ้างเขียน “มอน”)

มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า พระนางจามเทวี ปฐมกษัตรีย์แห่งหริภุญไชยนคร พร้อมด้วยพระราชโอรส เจ้าอนันตยศ กษัตริย์ผู้ครองเขลางค์นคร และพญาช้างปู้ก่ำงาเขียวคู่บารมี ได้นำพระพุทธรูปพร้อมด้วยเครื่องทรงมาบรรจุไว้บนยอดดอยซาง เนื่องจากเมืองปานเป็นเมืองหน้าด่านของเขลางค์นคร และเป็นเส้นทางเสด็จเชื่อมไปสู่หัวเมืองตอนเหนืออื่นๆ แถบลุ่มแม่น้ำวัง จากนั้นพระนางจามเทวีสร้างสถูปครอบพระอัฐิธาตุของพระอัญญาโกณฑัญญะไว้เมื่อปี 1226 หลักฐานที่ยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้น่าจะมีความเก่าแก่ถึงยุคสมัยหริภุญไชยจริง คือบริเวณพื้นล่างก่อนถึงองค์พระธาตุ เต็มไปด้วยซากศิลาแลงโบราณและซากอิฐเผากล่นเกลื่อนเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้แล้ว อำเภอเมืองปานยังมีวัดที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง อาทิ วัดข่วงกอม เป็นวัดที่บูรณะขึ้นมาใหม่โดยใช้วัสดุและรูปแบบศิลปกรรมล้านนาที่กลมกลืนกับของเดิม หากมีโอกาสคงได้กล่าวถึงกันอีกต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here