ย้อนอดีตตลาดการค้าทางน้ำของลำปางในยุครุ่งเรือง ซึ่งศูนย์กลางของสยามอยู่ที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ นั้น บริเวณ “กาดกองต้า” ริมน้ำแม่วังถือเป็นหัวใจสำคัญแหล่งเศรษฐกิจชุมชนนานาชาติอันดับหนึ่งของภาคเหนือตอนบน

คำว่า “กาด” หมายถึงตลาด ส่วน “กองต้า” เป็นการออกเสียงตามภาษาเหนือ มาจากคำว่า “กองท่า” “ท่า” หมายถึงท่าน้ำ ส่วนคำว่า “กอง” นั้น เนื่องจากมีกองเกวียนคาราวาน ขบวนพ่อค้าวัวต่างม้าต่างจำนวนมาก แวะพักเอาสินค้ามาแลกเปลี่ยนค้าขายชุมนุมกันบริเวณนี้ และริมตลิ่งน้ำยังมีกองไม้ซุงเกลื่อนกล่นอันเป็นภาพสะท้อนของการทำสัมปทานป่าไม้สักในสมัยรัชกาลที่ 5 หรืออีกความหมายหนึ่ง แปลว่า ถนน หรือ ท่าถนน

ในขณะที่พ่อค้าวาณิชจากต่างถิ่นจะเรียก “กาดกองต้า” ว่า “ตลาดเก่า” บ้างเรียก “ตลาดจีน” เหตุที่มีพ่อค้าชาวจีนเข้ามาตั้งรกรากที่นี่เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ ตั้งแต่เมื่อ 120 กว่าปีที่แล้ว นอกจากชาวจีนแล้ว ยังมีกลุ่มชนชาวพม่า อินเดีย และชาวตะวันตกชาติต่างๆ

ชาวจีนในย่านกาดกองต้าเข้ามาได้อย่างไร พบว่าชาวจีนไม่ได้อพยพมาสู่ภาคเหนือในคราวเดียว แต่ทยอยเข้ามาหลายระลอก ชาวจีนรุ่นแรกสุดในล้านนาตั้งแต่ 500ปีก่อน เป็น “จีนบก” หรือ “จีนฮ่อ” ลงมาจากมณฑลยูนนาน ทำการค้าแบบกองเกวียนระหว่างเมืองสู่เมือง เรียกโดยรวมว่าพ่อค้าวัวต่าง นอกจากจีนฮ่อยังมีชาวไทใหญ่ (หรือในอดีตนิยมเรียกเงี้ยว)

เส้นทางการค้าทางบก ที่เชื่อมพ่อค้าจีนฮ่อกับพ่อค้าเงี้ยวให้นำสินค้ามาขายยังดินแดนล้านนาตั้งแต่อดีตหลายร้อยปี มีหลักๆ 3 เส้นคือ 1. จากเมืองตาลี มณฑลยูนนาน ผ่านเมืองเชียงตุง เข้าสู่เชียงราย แม่สรวย ถึงเมืองเชียงใหม่ 2. จากเมืองตาลี เชียงตุง เชียงราย เข้าสู่เมืองพะเยา เมืองแพร่ เลยไปถึงอุตรดิตถ์ ตัดไปตะวันออกสุด ถึงหลวงพระบาง (ในลาว) 3. จากเมืองตาลี เชียงตุง เชียงราย เชียงใหม่ ลงแม่สอด หรือท่าสองยาง สู่ดินแดนพม่าตอนใต้คือเมืองมะละแหม่ง (เมื่อก่อนเป็นส่วนหนึ่งของรัฐมอญ) ซึ่งเป็นเส้นยาวไกลที่สุด

ต่อมาชาวจีนยุคต้นรัตนโกสินทร์ ขึ้นมาจากชายฝั่งทะเลและลุ่มแม่น้ำสายใหญ่ เช่นเจ้าพระยาและท่าจีน มาจนถึงปากน้ำโพ กลุ่มแรกนี้เป็นจีนไหหลำ โดยใช้การเดินทางมาตามเมืองระแหง (จังหวัดตาก) แล้วขึ้นมาทางลำน้ำวังถึงลำปาง เข้ามารับจ้างเป็นกุลี รับจ้างส่งของ ด้วยความที่ชาวจีนไม่ได้อยู่ในระบบไพร่ จึงมีสิทธิ์ค้าขาย ได้รับการสนับสนุนสิทธิพิเศษทางการค้าจากเจ้านายฝ่ายเหนือ เศรษฐกิจการค้าของชาวจีนในภาคเหนือจึงค่อยๆ เจริญรุ่งเรืองขึ้น บางยุคได้สิทธิในการผูกขาดภาษีอากรบ่อนเบี้ย

การที่เส้นทางการค้าของชาวจีนหยุดที่กาดกองต้านั้น เนื่องจากเมื่อเรือผ่านแม่น้ำปิงที่ระแหงช่วงนั้นน้ำลึกมาก ไม่เหมาะที่จะจอดเรือเทียบท่าได้ ครั้นเมื่อเรือเข้ามาในลำปาง ลำน้ำค่อนข้างตื้นขึ้น เรือโยง หรือเรือแม่ปะ (เรือหางแมงป่อง) ไม่สามารถลากจูงได้ ต้องใช้พายถ่อ ทำให้ขบวนเรือจำต้องจอดพัก ณ บริเวณนี้ อันเป็นชัยภูมิที่พอเหมาะพอเจาะกับการตั้งท่าเรือ

การค้าขายของชาวจีนไหหลำยุค 120 ปีก่อนที่กาดกองต้า เน้นการนำเข้าสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคจากภาคกลางมาจำหน่าย เช่น น้ำมันก๊าด ไม้ขีดไฟ เกลือ สบู่ เครื่องเหล็ก เสื้อผ้าสำเร็จรูป ด้าย ปลาแห้ง อุปกรณ์เครื่องจักร รวมถึงสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างผลไม้ต่างประเทศ ซึ่งสินค้าส่วนมากเป็นผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมของอังกฤษที่ผ่องถ่ายมายังกรุงเทพฯแล้วชั้นหนึ่ง เมื่อมาถึงลำปางกลุ่มลูกค้าคือ เจ้านายฝ่ายเหนือทั้งสกุลลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แพร่ น่าน ชาวยุโรปตะวันตกทั้งกลุ่มมิชชันนารี และกลุ่มคหบดีค้าไม้ ทำให้ชาวจีนมีกำไรทุกเที่ยวเรือ ไม่นานก็ยกระดับตัวเองขึ้นเป็นเจ้าของกิจการต่างๆ ทั้งดูแลท่าเรือ เป็นเจ้าของร้านค้าตึกแถว และรับจ้างก่อสร้างอาคาร บางรายมีความดีความชอบได้รับการแต่งตั้งมียศถาบรรดาศักดิ์อีกด้วย

ในขณะที่สินค้าส่งออกจากลำปางส่วนใหญ่เป็นสินค้าพื้นเมืองราคาถูก ได้แก่ หนังสัตว์ ครั่ง ของป่า ฯลฯ การค้าทางเรือของลำปาง ก่อนรถไฟจะเข้ามามีท่าเรืออยู่ 2 แห่ง นอกจากที่ตลาดจีน (กองต้า) แล้วยังมีอีกแห่งคือที่ ย่านลำปางกลาง

กระทั่งเมื่อมีการตัดเส้นทางรถไฟมาถึงลำปางในปี 2459 ได้มีชาวจีนกลุ่มใหม่เป็นพวกแต้จิ๋ว แคะ กวางตุ้ง เข้ามแทนที่พวกไหหลำ เกิดการเปลี่ยนแปลงศูนย์กลางย่านการค้าของกลุ่มจีนใหม่ จากกาดกองต้าอันรุ่งเรืองได้ย้ายไปยังบริเวณสบตุ๋ย-แถวสถานีรถไฟนครลำปางแทน เนื่องจากรถไฟอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและพืชผลได้ดีกว่า ปริมาณมากกว่า รวมไปถึงการค้าขายพวกเครื่องจักร ในกิจการภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้บทบาทการค้าย่านตลาดจีน (กองต้า) ริมแม่น้ำวังที่มีมาแต่เดิมค่อยๆ ลดน้อยถอยความสำคัญลง

ต่อมาชาวจีนลำปางได้ขยายตัวไปตั้งโรงสีและโกดังเก็บข้าวแถวพะเยา น่าน เชียงราย และแม่จัน นอกจากชาวจีนแล้ว บริเวณตลาดจีนหรือกาดกองต้า ในอดีตยังมีพ่อค้ากลุ่มอื่นๆ เช่น พม่า ไทใหญ่ อินเดีย ฯลฯ

กลุ่มชนพม่าในลำปาง

ที่มาของชาวพม่ามีจุดเริ่มต้นมาจากรับจ้างเป็น “เฮดแมน” ควบคุมกิจการทำไม้ให้กับนายจ้างชาวอังกฤษผู้เป็นเจ้าอาณานิคม ซึ่งในลำปางมีมากถึง 4 บริษัท ได้แก่ 1. บริษัทบริติชบอร์เนียว จำกัด 2. บริษัทบอมเบย์เบอร์มา จำกัด3. บริษัทสยามฟอร์เรสต์ จำกัด4. บริษัท แอล.ที.เลียวโนเวนส์ จำกัด

การตั้งถิ่นฐานของชาวตะวันตกมีอยู่ 2 ชุมชนสำคัญ ได้แก่ ชุมชนชาวอเมริกัน เป็นคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ศาสนา ณ คริสตจักรที่ 1ลำปาง วางรากฐานการศึกษาและการแพทย์ กลุ่มนี้ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของถนนรัษฎาภิเศก ส่วนอีกฟากฝั่งคือชุมชนชาวอังกฤษ มีสถานกงสุลอังกฤษอยู่บริเวณกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปางในปัจจุบัน ซึ่งชาวอังกฤษเป็นกลุ่มที่มีผลประโยชน์ด้านการค้าไม้สักและเป็นผู้จ้างวานชาวพม่า ไม่เฉพาะแต่เพียงลำปางเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมตลอดทั่วทั้งหัวเมืองเหนือ ต่อเนื่องไปยังเขตพม่า ดังนั้นทางฝั่งตะวันออกของถนนรัษฎาภิเศก ซึ่งใกล้กับกาดกองต้า จึงปรากฏอาคารสำนักงานของบริษัทค้าไม้อังกฤษ ปะปนกับอาคารบ้านเรือนยุคโคโลเนียล

โดยปกติแล้ว เขตชักลากไม้ที่ตัดจากป่าจะอยู่บริเวณบ้านแม่แจ้ฟ้า บ้านแจ้ห่ม บ้านเมืองวัง อำเภอแจ้ห่มในปัจจุบัน ไม้สักถูกชักลากลงแม่น้ำวังแล้วปล่อยให้ไหลมาจนถึงบริเวณท่ามะโอ จากนั้นจะทำการชักลากขึ้นฝั่งบริเวณด้านหลังวัดพระแก้วดอนเต้า

อนึ่ง คำว่า “พม่า” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ชาติพันธุ์พม่า (หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า ม่าน) เผ่าเดียวเท่านั้น ยังประกอบด้วยไทใหญ่ (เงี้ยว/ไต) มอญ ตองสู้ แต่ที่ปรากฏบทบาทชัดเจน ก็คือชาวพม่าและไทใหญ่ ซึ่งจะส่งผลต่อการปะทะสังสรรค์แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างสำคัญ

การเข้ามาของกลุ่มชนพม่าในลำปาง มีสองเส้นทางดังนี้ เส้นทางแรก โดยสารรถไฟจากเมืองมัณฑะเลย์ลงไปทางเมืองย่างกุ้ง จากนั้นใช้เส้นทางรถยนต์มาถึงเมืองมะละแหม่ง จากมะละแหม่งแล้วข้ามแม่น้ำเมย อำเภอแม่สอด เข้ามาทางตากก็มาถึงเมืองลำปาง เส้นทางที่สองคือ จากเมืองมัณฑะเลย์ ข้ามแม่น้ำสาละวินเข้าสู่แม่ฮ่องสอน และเดินทางตัดเส้นเชียงใหม่ใต้เข้ามายังเมืองลำปาง หากใครเคยไปเมืองมะละแหม่ง จะพบว่ามีบรรยากาศของตึกแถวร้านค้าคล้ายกับที่กาดกองต้า โดยเฉพาะรูปแบบลวดลายเชิงช่างฝีมือในงานสถาปัตยกรรม

อาจกล่าวได้ว่ากลุ่มชนพม่าย่านกาดกองต้ามีบทบาททางเศรษฐกิจสูง เจริญพรวดพราดเหนือกว่าชาวจีน ดังปรากฏได้จากการเป็นเจ้าของห้องแถวไม้สักหลังงามๆ ริมแม่น้ำวังย่านกาดกองต้าหลายหลัง กลุ่มชนพม่ามีข้อได้เปรียบอยู่หลายข้อที่ทำให้พวกเขามีความมั่งคั่งมาจากกิจการทำไม้ นั่นคือไม่ต้องเสียภาษี (เนื่องจากเป็นบุคคลในบังคับของอังกฤษ) ได้รับเงินเดือนมากกว่าคนไทย เพราะคิดอัตราค่าจ้างตามเงินอังกฤษ จึงสามารถสะสมทุนได้จำนวนมาก จนนำเงินดังกล่าวมาลงทุนตั้งถิ่นฐานบริเวณกาดกองต้าเพื่อทำการค้าขาย

ทุกวันนี้เรายังเห็นอาคารหลายหลังในศิลปะรูปแบบพม่าที่มีอิทธิพลตะวันตก เช่น อาคารหม่องหง่วยสิ่น (หม่องโง่ยซิ่น) อาคารกาญจนวงศ์ ฯลฯ ปัจจุบัน ชาวพม่าถูกกลืนหายไปกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ผสมกลมกลืนกับคนล้านนาไปแล้วชนิดที่แยกกันไม่ออก ยังคงหลงเหลือร่องรอยให้เห็นในรูปแบบอาหาร เช่น ขนมจีนน้ำเงี้ยว ข้าวกันจิ้น(ข้าวเงี้ยว) น้ำพริกอ่อง แกงฮังเล

กลุ่มชนชาวอินเดีย
ชาวอินเดียในลำปางมีทั้งชาวฮินดู และซิกข์ กลุ่มนี้มาตั้งรกรากในลำปางหลังกลุ่มชาวจีนชาวพม่า บางตระกูลระบุว่า ชาวอินเดียอาศัยอยู่บริเวณกาดกองต้ามาตั้งแต่ราว พ.ศ. 2343-2442 แล้ว และบางตระกูลเพิ่งมาอยู่สมทบในยุคที่มีเครื่องบินแล้ว ในช่วง พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา ชาวอินเดียนิยมขายผ้าแพรพรรณ ทั้งผ้านำเข้าจากอินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรป กับขายเครื่องประดับสตรี เพชรพลอย ตะเกียง โคมไฟ ธูปหอม กำยาน ของตกแต่งบ้าน ฯลฯ

ต่อมาชาวอินเดียในลำปางได้ขยับขยายการค้าผ้าขึ้นไปยังพะเยา เชียงราย แม่สาย ขณะเดียวกันก็หากำไรจากการสะสมทุนด้วยการรับแลกเปลี่ยนเงินรูเปีย (หรือเงินรูปี) ในกลุ่มพ่อค้าเมืองลำปาง และกลุ่มชาวจีนที่ต้องการใช้เงินรูเปียไปซื้อฝิ่นจากยูนนาน เมื่อเทียบสัดส่วนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆในลำปางแล้ว ชาวอินเดียอาจนับได้ว่ามีจำนวนน้อยที่สุด แต่ก็มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีบทบาททางเศรษฐกิจอย่างสูงไม่น้อย

จากตลาดจีนสู่ “ข่วงคนเตียว”

ราวเกือบ 20 ปีที่ผ่านมานี้ เทศบาลนครลำปางได้มีการฟื้นฟูชุมชนกาดกองต้า จัดสร้างให้เป็น “ถนนคนเดิน” / “ถนนสายวัฒนธรรม” หรือภาษาล้านนาเรียก “ข่วงคนเตียว” เป็นรูปแบบตามอย่างแนวคิดชาวตะวันตกเรียก Cultural Walking Street

ทำให้ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2545-6 เป็นต้นมา กาดกองต้าที่เคยเงียบเหงาเซาซบไปช่วงระยะหนึ่ง ได้รับการปลุกให้หวนคืนชีพกลับมา กลายเป็นย่านการค้าสำคัญอีกครั้ง ในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 17.00-22.00 น. กาดกองต้าจักคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนในลำปางเอง ก็มีความสุขใจที่ได้ออกมาเดินเลือกซื้อหาอาหารรสชาติแปลกที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของนครลำปาง อาทิ ยำไข่น้ำแร่แจ้ซ้อน ข้าวแต๋นสด ลูกชิ้นเขียง ที่พลาดไม่ได้คือ ข้าวปั้นโบราณ (ขนมจุ๋ยก้วยจีนที่ต้องใช้ไม้พายนั่งแซะ ใส่ไชโป๊เค็ม กระเทียมเจียว เหยาะซีอิ๊วดำผสมน้ำตาลอ้อย โรยพริกไทย) สูตรนี้มีแค่ที่ลำปางหนึ่งเดียวในประเทศไทย

เหนือสิ่งอื่นใด แค่เราได้เดินชมสถาปัตยกรรมหลังงามนับ 30-40 หลังทั่วกาดกองต้าก็สามารถเติมอารมณ์สุนทรีย์ให้แก่ชีวิตอิ่มเอมยิ่งแล้ว อาคารเหล่านี้มีทั้งเรือนไม้หลังคาทรงปั้นหยา เรือนมนิลาติดจั่วสรไนยกพื้นสูงเปิดใต้ถุนโล่ง เรือนครึ่งตึกครึ่งไม้ตกแต่งกรอบหน้าบัน หน้าต่าง ประตู วงโค้ง ด้วยไม้ฉลุลายขนมปังขิง อาคารตึกประดับระเบียงด้วยลูกกรงปูนหล่อในยุครัชกาลที่ 7-8 ฯลฯ

มีวัดเกาะวาลุวการามตั้งอยู่ริมแม่น้ำวัง ไม่ไกลจากถนนคนเดิน มีสะพานเชื่อมไปอีกฝั่งจะเป็นวัดปงสนุก วัดเกาะฯ นี้มีกุฏิหลังเก่าสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง หลังคามุงแป้นเกล็ด ภายในพระวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือของครูช่างเอกชาวลำปางคือ “ป.สุวรรณสิงห์” และวัดนี้ยังมีพระพุทธรูปที่ประดับด้วยกระจกหรือแก้วชิ้นเล็กๆ อย่างละเมียดละไม กับรอยพระพุทธบาทจำลองอีกด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here