ศาลากลางจังหวัดลำพูน เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2494 แล้วเสร็จวันที่ 15 ธันวาคม 2495 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งหมดจำนวน 1,712,210 บาท โดยกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้บริษัทอาสาสงครามเป็นผู้รับเหมาทำการก่อสร้าง

เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ พลตรีบัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานทำพิธีเปิดป้ายศาลากลางจังหวัดลำพูนเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2496 และเปิดงานฉลองศาลากลางระหว่างวันที่ 2-8 กุมภาพันธ์ 2496 พันตำรวจตรีสงกรานต์ อุดมสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานทำพิธีวางศิลาฤกษ์ศาลากลางจังหวัดลำพูนเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2494

ขุนสนิทประชาราษฎร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง นายทองจุล สิงหกุล นายเดช รักษาพงศ์ นายช่างกรมโยธาเทศบาล เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง

บัญชีรายนามผู้บริจาคเงินสร้างถนนบริเวณศาลากลางและซื้อเครื่องใช้สำนักงานให้กับศาลากลางจังหวัดลำพูน จำนวน 94 ราย ประกอบด้วยเจ้านายฝ่ายเหนือ คหบดี ข้าราชการ ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วทุกสารทิศ ปรากฏหลักฐานอยู่บนแผ่นปูนจารึก ป้ายดังกล่าวติดตั้งอยู่หน้าศาลากลาง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณสวนหย่อม รวมยอดเงินทั้งสิ้น 62,027 บาท 35 สตางค์

ในปีพุทธศักราช 2501 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม 2501

โดยวันที่ 7 มีนาคม 2501 หลังจากเสร็จการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชพระธาตุหริภุญชัยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังศาลากลางจังหวัดลำพูนเพื่อเสวยพระกระยาหาร และเสด็จออกประทับหน้ามุขศาลากลางจังหวัดลำพูน โดยมีนายสุจิตต์ สมบัติศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนขณะนั้น กราบบังคมทูลพระกรุณานำข้าราชการพร้อมด้วยภริยาและราษฎรเข้าเฝ้าฯ

นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2494 ที่เริ่มก่อสร้างศาลากลางจังหวัดลำพูน จวบจนถึงปัจจุบัน ศาลากลางจังหวัดลำพูนใกล้จะมีอายุครบรอบ 7 ทศวรรษในปี 2564 โดยจังหวัดลำพูนมีโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดลำพูนแห่งใหม่ ณ บริเวณตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

เร็วๆ นี้เมื่อมีการย้ายสถานที่ทำการของศาลากลางจังหวัดลำพูนไปอยู่ที่ศูนย์ราชการแล้ว ชาวลำพูนมีความประสงค์จะให้อาคารศาลากลางจังหวัดลำพูนหลังเดิมประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนชาวลำพูนอย่างไรในอนาคต

คุณค่าอาคาร โบราณวัตถุคู่ศาลากลาง

เมื่อเดือนกันยายน พุทธศักราช 2547 ในยุคที่นายธวัช เสถียรนาม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ได้นำวัตถุจำนวนหนึ่งที่เคยเป็นสมบัติคู่กับศาลากลางจังหวัดลำพูนมามอบฝากเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ซึ่งขณะนั้น ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะเป็นหัวหน้าพิพิธภัณฑ์ จึงมอบหมายให้ภัณฑารักษ์ดำเนินการจัดทำบัญชีรายการวัตถุสิ่งของที่ได้รับจากนายธวัช เสถียรนาม ไว้ดังนี้

๏ งาช้างจำนวน 3 กิ่ง ความสูงอยู่ระหว่าง 93-125 เซนติเมตร เป็นงาช้างที่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้ายมอบให้ศาลากลางจังหวัดลำพูน

๏ เก้าอี้นั่งทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนรุ่นแรกๆ 2 ตัว ตัวหนึ่งทำด้วยไม้ เบาะหวายมีท้าวแขนและพนักพิง อีกตัวทำด้วยไม้บุนวม มีล้อเลื่อน

๏ นาฬิกาลูกตุ้มโบราณทรงสูงตั้งพื้นหรือที่นิยมเรียกว่านาฬิกาปารีส ทำด้วยไม้สักทอง สูง 185 เซนติเมตร กว้าง 44 เซนติเมตร และหนา 26 เซนติเมตร มีตัวอักษรเขียนว่า “สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานเป็นที่ระลึกเมื่อได้ทรงบัญชาราชการกระทรวงมหาดไทยมาครบ 20 ปีในพุทธศักราช 2455”

๏ ระฆังหล่อด้วยโลหะผสมหรือสำริด สูง 33 เซนติเมตร และเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร มีลายสลักดุนรูปครุฑ และอักษรเขียนว่า “ศาลากลางลำพูน พุทธศักราช 2463”

ต่อมาปีพุทธศักราช 2550 นายอมรพันธ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ได้มอบกระบี่ของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย เก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินลำพูน

วัตถุอันทรงคุณค่าเหล่านี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งที่เคยอยู่คู่กับศาลากลางจังหวัดลำพูน ในอนาคตเมื่อมีการปรับปรุงอาคารศาลากลางจังหวัดลำพูนเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ยินดีส่งคืนโบราณวัตถุทั้งหมดให้แก่จังหวัดลำพูนนำไปจัดแสดง

ย้อนอดีตอันรุ่งโรจน์ แผ่นดินนี้คือเขตพระราชฐาน

ความสำคัญของ “แผ่นดิน” ผืนที่ศาลากลางจังหวัดลำพูนสร้างทับอยู่นั้น สามารถย้อนกลับคืนสู่อดีตได้ 3 ยุค ดังนี้

ยุคแรกคือยุคหริภุญไชย ดินแดนนี้เป็นเขตพระราชฐานของพระนางจามเทวีในคูเมืองหอยสังข์ชั้นใน ซึ่งตามทักษาเมืองยุคโบราณแล้ว บริเวณทิศเหนือของเมืองถือเป็นเดชและอำนาจ โบราณาจารย์จึงนิยมปลูกสร้างพระราชวังในเขตนี้ ทำให้ปัจจุบันเรายังคงเห็นศาลพระแม่นั่งเมือง กับหนองน้ำจามเทวีด้านหลังของศาลากลางจังหวัดลำพูนอยู่

อนึ่ง ปีพุทธศักราช 2528 กรมศิลปากรได้ทำการขุดศึกษาทางโบราณคดีบริเวณด้านหน้าใกล้ประตูรั้วศาลากลาง ด้านทิศเหนือ เพื่อค้นหาหลักฐานสมัยหริภุญไชย ผลการขุดค้นได้พบประติมากรรมดินเผาขนาดจิ๋วสมัยทวารวดีหลายชิ้น เป็นรูปตุ๊กตาคนจูงลิง กับนางหรตี เทพีผู้พิทักษ์เด็ก ทั้งสองชิ้นนี้เป็นเครื่องรางป้องกันภูตผีปีศาจมิให้มาทำร้ายเด็ก ประติมากรรมเหล่านี้ นักโบราณคดีได้ทิ้งไว้ในหลุมขุดค้น มิได้นำขึ้นมาด้วย ทำให้มีแต่ภาพสเก็ตช์ ซึ่งหากมีการปรับปรุงศาลากลางจังหวัดลำพูนในอนาคต นักโบราณคดีมีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือค้นหาซากประติมากรรมที่มีอายุ 1,400 ปี ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลางนั้นอีกครั้ง เพื่อยืนยันคำตอบว่าเรื่องราวของพระนางจามเทวีมีความเก่าแก่จริง เนื่องจากได้พบหลักฐานวัตถุพยานเชิงประจักษ์จากใต้ชั้นดินที่ลึกกว่า 3 เมตร

ยุคที่สอง คือยุคที่พม่าปกครองล้านนา เมืองลำพูนไชยก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของพม่าด้วย จนกระทั่งพระญาจ่าบ้าน เจ้าเมืองเชียงใหม่ และพระญากาวิละ เจ้าเมืองลำปาง ได้นำกองทัพไปสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อปี 2313 เพื่อให้ช่วยยกทัพมาปราบพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ยกกองทัพจากสยามขึ้นมาปราบพม่าถึงสองครั้งคือปี 2313 และ 2317 ทั้งสองครั้งพระองค์ทรงประทับที่พระราชวังเก่าในเมืองลำพูนด้วย คือบริเวณที่ตั้งศาลากลางจังหวัดลำพูนปัจจุบัน

ยุคที่สาม ยุคฟื้นฟูบ้านเมืองลำพูน ภายใต้ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน บริเวณศาลากลางจังหวัดลำพูนในอดีตเคยเป็นที่ประทับของเจ้าหลวงลำพูน 8 พระองค์ตั้งแต่องค์แรกคือเจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น จนถึงองค์ที่ 8 คือเจ้าหลวงอินทยงยศโชติ คุ้มเจ้าหลวงหลังเดิมเคยตั้งอยู่บริเวณนี้มาก่อน จากนั้นได้ยกพื้นที่ให้เป็นเค้าสนามหลวง หรือที่ว่าราชการจังหวัด และกลายเป็นศาลากลางจังหวัดลำพูนในที่สุด โดยที่ได้ย้ายคุ้มเจ้าหลวงไปตั้งด้านทิศใต้ ณ บริเวณคุ้มเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ที่ปัจจุบัน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า แผ่นดินผืนที่เคยรองรับอาคารศาลากลางจังหวัดลำพูน เป็นดินแดนที่มีความสำคัญอย่างต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณชาวลำพูนตั้งแต่อดีตกาล รองจากวัดพระธาตุหริภุญชัย

การประชุมเสวนาเวทีสาธารณะ

อนาคต (มิติใหม่) ศาลากลางหลังเก่า หมู่เฮากำหนด”

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2563 ณ ลานโพธิ์ วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เวลา 08.30-12.30 องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ร่วมกับสภาพลเมืองลำพูน จัดกิจกรรมสำคัญในรูปแบบเวทีสาธารณะ เปิดประเด็นเสวนาเชิงประชาพิจารณ์หัวข้อ “อนาคตศาลากลางหลังเก่า หมู่เฮากำหนด”

เป็นการฟังเสียงประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ว่าแต่ละคนฝันที่จะเห็นพื้นที่ศาลากลางจังหวัดลำพูนหลังเดิมใช้สอยประโยชน์ในมิติไหน ในเมื่ออนาคตอันใกล้นี้ หน่วยราชการต้องย้ายไปอยู่ที่ศูนย์ราชการจังหวัดลำพูน ตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมือง ทางขึ้นดอยขุนตานแล้ว

ผู้เข้าร่วมเสวนาได้ตั้งคำถามมากมาย อาทิ ร้านรวงในเขตคูเมืองหอยสังข์ชั้นในของลำพูนจะร้างหรือไม่ ในเมื่อลูกค้าขาประจำที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจใจกลางเมืองลำพูน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในศาลากลางมากกว่านักท่องเที่ยว

บ้างก็อยากได้พื้นที่สีเขียว หรือลานจอดรถ บอกให้รื้ออาคารทิ้งเสีย ทั้งๆ ที่อาคารศาลากลางกำลังมีอายุย่างเข้า 7 ทศวรรษในปีหน้า 2564 บางองค์กรอยากทำเป็นศูนย์จัดแสดงสินค้าโอทอป หัตถกรรม ศูนย์วัฒนธรรมจัดเลี้ยงขันโตก

บางท่านต้องการปรับปรุงให้เป็นหอประวัติปูมเมืองลำพูน เนื่องจากมองว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ของกรมศิลปากรนั้นมีขนาดเล็ก และตอบโจทย์แค่ด้านโบราณคดีเท่านั้น ไม่มีพื้นที่มากพอที่จะนำเสนอเรื่องราวพระราชประวัติของพระนางจามเทวี ครูบาเจ้าศรีวิชัย ชนเผ่าชาติพันธุ์ต่างๆ อาทิ มอญ ลัวะ ลื้อ ยอง ยวน ไทใหญ่ จีนไหหลำ สยาม ฯลฯ

บางท่านว่า “ของดี 8 อำเภอ” ในจังหวัดลำพูนก็ยังไม่มีจุดโฟกัสสรุปภาพรวม เพื่อจ่ายต่อไปยังอำเภอต่างๆ หรือแม้แต่พื้นที่สำหรับศิลปินร่วมสมัย รวมทั้งสล่าพื้นบ้าน ก็ยังไม่มีเวทีให้นำผลงานมาจัดแสดงเชิดชู

บางท่านขอให้ย้ายอนุสารีย์พระนางจามเทวีจากกาดหนองดอกมาติดตั้งที่ศาลากลางแทน เนื่องจากที่กาดหนองดอกไม่สะอาดเต็มไปด้วยมูลนกเอี้ยง และใกล้ห้องน้ำ

บางท่านอยากให้ทุบอาคารทิ้งเพราะเป็นอาคารใหม่อายุแค่ 70 ปี แล้วให้จำลองศิลปสถาปัตยกรรมสมัยหริภุญไชยมาจัดตั้งแทน

บางท่านขอให้มีการย้ายถนนคนเดิน (ข่วงคนเตียว) ที่จัดทุกวันศุกร์จากถนนหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย ริมแม่น้ำกวง มาเป็นถนนอินทยงยศ แล้วให้บริเวณศาลากลางเป็นลานเวทีการแสดงจัดขันโตก

หลังจากเวทีสาธารณะครั้งนี้แล้ว จะมีการคัดเลือกคณะกรรมการตัวแทนภาคประชาสังคมไปขับเคลื่อนพิจารณากำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ศาลากลางหลังเดิมร่วมกับภาคราชการ ท้องถิ่น เอกชน บรรพชิต นักวิชาการ ศิลปิน ฯลฯ ต่อไป

โจทย์เหล่านี้คือการบ้านของพี่น้องชาวลำพูนที่ต้องช่วยกันขบคิด มองเผื่อไปยังอนาคตอีก 50 ปี 100 ปีข้างหน้า สำหรับอนุชนต่อไป โดยเฉพาะความเห็นที่น่าสนใจยิ่งของนักธุรกิจรุ่นใหม่ชาวลำพูน คุณไชยยง รัตนอังกูร (คุณเอก) ร้านTemple House และผู้บริหาร ICONCRAFTนำเสนอมุมมองในฐานะนักวางแผนเชิงสร้างสรรค์ ให้แง่คิดว่า คณะทำงานต้องลงเก็บข้อมูลสัมภาษณ์ชุมชนแบบละเอียดโดยยกตัวอย่างชุมชนเมืองเก่าถนนเจริญกรุงที่กรุงเทพฯ อาคารศาลากลางจังหวัดลำพูนจะจัดสร้างเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่อยากให้คนลำพูนรู้สึกมีส่วนร่วม ต้องการไปทำกิจกรรมบ่อยๆ ในลักษณะเพื่อ “ทุกคน ทุกวัย ทุกวัน และตลอดไป”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here