อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่อนสอน ในอดีตเป็นเสมือนเมืองหน้าด่านของเชียงใหม่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ค้นพบหลักฐานด้านโบราณวัตถุ โบราณสถานกล่นเกลื่อนในสมัยล้านนาราว 700 กว่าปี และหลายชิ้นเก่าแก่ถึงยุคหริภุญไชยตอนปลาย เป็นชุมชนอาศัยของชาวลัวะ ชาวเม็ง และกะเหรี่ยง มาก่อน

บริเวณนี้มีลำธาร ลำห้วย ช้างพลายจำนวนมาก อันเป็นที่มาของชื่อเมืองปาย มีผู้สันนิษฐานกันว่า น่าจะมาจากคำว่า “พลาย” คือช้างเพศผู้ เมืองพลายเป็นเขตรอยต่อหรือประตูของเมืองเชียงใหม่ที่จะออกไปสู่แว่นแคว้นชุมชนไทใหญ่ ทำให้มีชาวไทใหญ่จากเมืองต่างๆ หลั่งไหลกันอพยพเข้ามาอยู่อาศัย อาทิ จากเมืองปั่น แสนหวี เมืองนาย เชียงตุง หมอกใหม่ ลางเครือ รวมไปถึงชาวพม่า มอญ และกะเหรี่ยง กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาตั้งรกรากแถบบ้านดอน ปัจจุบันคือบ้านเวียงเหนือ ตกลงใจกันอยู่ที่นั่น และยก “ขุนส่างปาย” ขึ้นเป็นเจ้าเมือง จากนั้นช่วยกันขุดคูรอบเวียง เพื่อป้องกันสัตว์มารบกวน มีประตูสามด้าน ทางทิศใต้เรียกว่า “ประตูดํา” เป็นประตูที่นําศพออกไปป่าช้า แล้วสร้างวัดในบ้านดอนทางทิศตะวันออกของเวียง

เตอเลอโข่ กรูวอ” เป็นผู้นำชาวกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) บ้านห้วยแก้ว ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย (อดีตคนงานบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ประจำสำนักงานเมืองปายและสำนักงานเชียงใหม่) ไปสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เขาผู้นี้ได้นิมนต์ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาเป็นประธานในการสร้างฉัตรยอดพระธาตุุเจดีย์วัดดอย ปัจจุบันคือสำนักสงฆ์พระธาตุศรีวิชัย (วัดแม่ปิงเก่า) การเดินทางจำเป็นต้องผ่านวัดน้ำฮูเป็นวัดแรก ทำให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยรับนิมนต์ก่อสร้างบูรณะเสนาสนะภายในวัดน้ำฮูด้วยเช่นกัน

หลังจากเสร็จภารกิจที่วัดน้ำฮูก็เดินทางขึ้นมาสร้างวัดศรีดอนชัย (คนละวัดกับ “ศรีดอนชัย” อีกวัดหนึ่งในปัจจุบัน ศรีดอนชัยที่กล่าวถึงนี้ หมายถึง “เมืองแปงศรีวิชัย”) จากนั้นไปบูรณะวัดพระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุที่วัดมืองแปง

มีเกร็ดเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “วาจาศักดิ์สิทธิ์” ของครูบาเจ้าศรีวิชัยในระหว่างการเดินทางข้ามน้ำแปงไปยังสะเมิงในช่วงฤดูแล้ง โดยญาติโยมที่ร่วมทางไปด้วยบ่นว่าไม่มีน้ำดื่มหาน้ำดื่มยาก แต่ครูบาเจ้าศรีวิชัยกลับบอกกับโยมผู้นั้นว่า “บ่ต้องห่วงดอก เดี๋ยวก็จะพบบ่อน้ำ” เดินต่อไปได้สักพักก็พบบ่อน้ำขนาดใหญ่มีน้ำใสสะอาดอยู่กลางดอยจริงตามวาจานั้น ชาวบ้านจึงเรียกขานบ่อน้ำนี้ว่า “น้ำบ่อครูบาเจ้าศรีวิชัย” ทุกวันนี้ก็ยังคงมีอยู่

เมืองปาย มีวัดที่น่าไปเยี่ยมชมจำนวนมาก อาทิ วัดเมืองแปง วัดน้ำฮู

วัดเมืองแปง (ศรีวิชัย)

เดิมมีชื่อว่า “วัดศรีดอนชัย” เนื่องจากเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนยอดเนินเขา ต่อมาภายหลังทางจังหวัดจึงเปลี่ยนมาเรียกว่า “วัดศรีวิชัย” ตามชื่อครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งได้เคยจาริกมาที่วัดนี้ แล้วริเริ่มสร้างเสนาสนะต่างๆ ครอบวัดเดิม

ครั้นเมื่อได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2538 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่อีกครั้งเป็น “วัดเมืองแปง” อาศัยชื่อตามย่านภูมินามสถานที่ เนื่องจากเห็นว่าชื่อวัดศรีวิชัยนั้นอาจมีซ้ำกันหลายแห่ง แต่ชาวบ้านยังนิยมเรียกติดปากว่าวัดศรีวิชัย ทำให้วัดต้องใส่วงเล็บพ่วงท้ายประกอบกันเพื่อรำลึกถึงนามเดิม

มูลเหตุที่วัดนี้มีชื่อว่าเมืองแปง มาจากคำบอกเล่าของอดีตเจ้าอาวาสทีี่มรณภาพไป คือ ครูบาสม โสภโณ หรือ “ตุ๊ลงสม” เล่าให้เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันฟังว่า นานมาแล้วมีนิทานท้องถิ่นกล่าวถึงลูกสาวเจ้าเมืององค์หนึ่ง ชื่อ “สุวรรณคำแพง” (ภาษาถิ่นเหนืออ่าน “แปง”) เป็นสตรีผู้มีผิวพรรณงามประดุจทอง นางมักมาอาบน้ำในลำน้ำสายนี้ ความงามของนางเป็นที่เลื่องลือ ต่อมาจึงมีการหยิบนามของนางมาเรียกขานเป็นชื่อแม่น้ำว่า “น้ำแปง” เป็นแม่น้ำที่ไหลไปบรรจบกับลำน้ำปาย เรียกหมู่บ้านย่านนี้ว่า บ้านคำแปง หรือเมืองแปง

ในวัดมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะล้านนาหลายองค์ สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษท่ี 21 มีลักษณะงดงามมาก องค์ใหญ่ที่สุดมีนามว่า “พระเจ้าแปงปาย” ถือว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองแปง

ไม่ไกลจากวัด ห่างไปประมาณ 300-400 เมตร มีรอยพระพุทธบาทที่ห้วยพระนอน มีขนาดความกว้าง 67 เซนติเมตร ความยาว 107 เซนติเมตร อยู่ท่ามกลางซากโบราณสถานร้าง 20 แห่ง ค้นพบโดยพรานบุญ

สมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย การคมนาคมขนส่งลําบากมาก ต้องเดินทางด้วยเท้ารอนแรมกันเป็นเดือน ๆ การก่อสร้างเริ่มจากพระธาตุก่อน ส่วนวิหารนั้นสร้างแบบชั่วคราวไปก่อน โดยรื้อไม้จากวัดเก่ามาสร้าง ส่วนปูนที่ใช้นั้นใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการผสม เพราะไม่มีปูนซีเมนต์สำเร็จรูปเหมือนเช่นปัจจุบัน โดยชาวบ้านต้องไปขุดเจาะหินปูนจากภูเขาที่ทุ่งผาจัน มีลักษณะเป็นหลืบซอกผา มีความกว้างประมาณคนเข้าไปนอนได้ 10 คน ที่ผาจันนี้มีหินปูนจํานวนมาก ชาวบ้านยังคงเรียกสถานที่ดังกล่าวว่า เตาปูน มาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อระเบิดหินปูนจากภูเขามาแล้วก็จะนำไปเผา โดยผสมกาวหนังควาย กับเปลือกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่า เปลือกกาย (เปลือกไก่) เป็นไม้ที่มียาง เวลาตากแดด จะกลายเป็นปูนขาว นำมาใช้ก่อเจดีย์ ปูนประเภทนี้เมื่อหลุดร่วงเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา จะเห็นเนื้อปูนว่ามีความวาวลักษณะคล้ายเกล็ดแก้ว เกล็ดทราย เหมือนว่ามีเศษกระจกฝังอยู่ในเนื้อปูน ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สูญหายไปแล้ว

วัดพระธาตุศรีวิชัย (แม่ปิงเก่า)

ตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดไม่สูงมากนัก เดิมคือวัดแม่ปิง เมื่อ พ.ศ. 2477 ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาบูรณะพระธาตุเจดีย์ร้างองค์เดิม ที่สร้างมาก่อนแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2453 แต่ต่อมา พ.ศ. 2483 เกิดอัคคีภัย หรือไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ มีสะเก็ดไฟลุกลามตกลงมายังแผ่นกระเบื้องมุงหลังคา ทำให้วัดร้างไป ในช่วงนั้นเองได้มีการย้ายวัดแม่ปิงไปสร้าง ณ ที่แห่งใหม่ ตั้งอยู่ข้างล่างใกล้ชุมชนแทน ปัจจุบันสถานที่ตั้งใหม่ถูกแยกเขตปกครองเป็นหมู่ที่ 4 แต่ยังอยู่ในบ้านแม่ปิง ตำบลแม่ฮี้ เช่นเดียวกัน ทำให้เรียกกันว่า “วัดแม่ปิงใหม่”

ส่วนวัดแม่ปิงบนเนินเขานี้เพิ่งมีการบูรณะพระธาตุขึ้นในปี 2530 แต่ก็ถูกทิ้งร้างไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง กระทั่ง พ.ศ. 2552 ได้มีการมาฟื้นวัดร้างนี้อีกครั้ง ใช้ชื่อใหม่ว่า สำนักสงฆ์พระธาตุศรีวิชัย แต่คนในท้องถิ่นมักเรียกว่า “วัดแม่ปิงเก่า”

ความสำคัญของพระธาตุแห่งนี้คือ ถือเป็นวัดเก่าแก่แห่งแรกสุดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาบูรณะไว้ในอำเภอปาย อันเป็นเขตชุมชนชาวกะเหรี่ยง โดยมี “เตอเลอโข่ กรูวอ” บ้านห้วยแก้ว ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่อนสอน หรืออีกนามคือ “กะหมื่อลา” พ่อเลี้ยงช้างตัดไม้ซุงขาย คหบดีชาวกะเหรี่ยง เป็นผู้นิมนต์ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาหลังจากสร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพเสร็จ การเดินทางมาสู่ปายขณะนั้น พ่อเลี้ยงช้างใช้วิธีให้ครูบานั่นบนเสลี่ยงคานหามมีคนแบกมาเป็นระยะๆ สลับกับการเดินเท้า มีครูบาอภิชัยขาวปีติดตามมาด้วย ครูบาเจ้าศรีวิชัยร่วมกับพ่อเลี้ยงช้างช่วยกันออกแบบพระธาตุองค์นี้ด้วยรูปทรงที่เรียบง่าย

จากนั้นท่านได้เดินทางไปบูรณะวัดพระธาตุจอมแจ้ง วัดเมืองแปง และเข้าไปวัดจันทร์ ในเขตเชียงใหม่

ร่องรอยหลงเหลือที่น่าสนใจยิ่งคือ รอยล้มเอนของต้นไม้ใหญ่ที่ถูกช้างของพ่อเลี้ยง “กะหมื่อลา” สีอย่างรุนแรงตอนนำเสลี่ยง (คานหาม) ไปรับครูบาเจ้าศรีวิชัยเดินทางมาถึงวัดแห่งนี้ จนอยู่ในสภาพนอนตามขวางจวบจนปัจจุบัน

วัดพระธาตุจอมแจ้ง

เดิมชื่อว่า วัดท่าแพม คำว่า “แพม” เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่า “น้ำ” หรือ “ท่าน้ำ” เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า “สบแพม” เป็นลำน้ำไหลออกสู่แม่น้ำปาย

ในสมัยรัชกาลที่ 5 บ้านท่าแพม ได้เกิดอหิวาตกโรคระบาด มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงได้พากันอพยพหนีไปอยู่ที่อื่นหมด จนบ้านท่าแพมกลายเป็นหมู่บ้านร้าง ต่อมาครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ระหว่าง พ.ศ. 2475-2476 ครอบพระธาตุองค์เดิมซึ่งเหลือซากปรักหักพังแค่ครึ่งเดียว (บ้างว่าทรงเดิมเป็นสถาปัตยกรรมแบบพม่า-ไทใหญ่) จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นพระธาตุจอมแจ้ง คำว่า “จอม” แปลว่า สูง ส่วนคำว่า “แจ้ง” แปลว่า สว่าง

ทำเลที่ตั้งของวัดพระธาตุจอมแจ้งเป็นเส้นทางผ่านจากเมืองปายที่จะลงไปเชียงใหม่ ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาแวะพัก มูลเหตุที่ใช้คำว่า “แจ้ง” เนื่องจากคนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเขาลูกนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มักมีคนเคยเห็นแสงสว่างออกมาจากองค์พระธาตุเป็นดวงๆ

นอกจากนี้ยังมีถ้ำขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ข้างล่างเข้าไปเป็นโพรงลึก สมบัติเหล่านี้ถูกนำมาซ่อนในยุคสภาวะสงคราม กล่าวกันว่ามีผู้นำในการเก็บรวบรวมทรัพย์สินเงินทองของมีค่าเป็นพระอริยสงฆ์รูปหนึ่งที่เดินธุดงค์มาจากประเทศพม่า โดยค่อยๆ ขุดภูเขาให้เป็นโพรงข้างล่างนานวันเข้ากลายเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านสามารถเข้ามาอาศัยหลบภัยในถ้ำแห่งนี้

สภาพถ้ำในยุคปัจจุบัน มีความสลับซับซ้อน เข้าไปแล้วหาทางออกยาก เพื่อป้องกันความโลภของมนุษย์ปากถ้ำได้ปิดตัวเองลงแล้ว โดยชาวบ้านในละแวกนั้นเชื่อว่า ถ้ำจะรอวันเปิดจนกว่าพระศรีอาริยเมตไตรยจะลงมาจุติ

เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีนักวิชาการสายธรณีวิทยาเข้ามาสำรวจถ้ำ เอากล้องมาตั้งส่องพบว่า ภายในถ้ำที่ดูเสมือนเป็นโพรงกลวงนี้ แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยโลหะข้าวของเครื่องใช้และอัญมณีล้ำค่า

ทุกวันที่ 20 เมษายนของทุกปี จะมีงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุ และการบวงสรวงทำบายศรีเพื่อรำลึกถึงครูบาเจ้าศรีวิชัยและครูบาอาจารย์รูปอื่นๆ ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี

วัดน้ำฮู

ชื่อวัด “น้ำฮู” เป็นภาษาถิ่นภาคเหนือ เรียกเป็นภาษาไทยกลางว่า “น้ำออกรู” เป็นการเรียกตามภูมินามสถานที่ ที่มีตาน้ำไหลทะลักออกมาอย่างไม่ขาดสาย ชื่อนี้พ้องกับการที่น้ำออกจากรูพระเศียรของพระพุทธรูปประธานนาม “พระเจ้าอุ่นเมือง” ซึ่งก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของน้ำที่ขังอยู่ในพระโมลีเช่นเดียวกัน

ทำเลที่ตั้งของวัด มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ตามคำบอกเล่าของหลวงปู่โง่น ที่เห็นนิมิตดวงวิญญาณของพระพี่นางสุพรรณกัลยาขณะที่หลวงปู่กำลังเข้าฌาณ ได้ความว่า ในอดีตสถานที่แห่งนี้เคยเป็นเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งต้องผ่านมาทางปาย เพื่อมุ่งหน้าไปสู่เวียงแหง ตอนเสด็จกลับได้แวะพักตั้งค่ายทหารที่นี่ โดยขรัวมณีจันทร์ (สนมองค์หนึ่งของพระนเรศวร ซึ่งเป็นชาวมอญ) ได้แจ้งแก่พระนเรศวรว่า พระพี่นางสุพรรณกัลยาฝากมาบอกว่า สถานะของพระนางทำให้ไม่อาจกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยาได้อีกแล้ว เหตุเพราะว่าพระนางทรงมีพระธิดากับกษัตริย์พม่า กลายเป็น “คนสองเมือง” ไปแล้ว จึงมีความประสงค์ว่าหากพระนางสิ้นพระชนม์วันใด ขอให้นำอัฐิมาบรรจุไว้ในดินแดนรอยต่อระหว่างไทยกับพม่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงสั่งให้ทหารไปเอาพระเกศาของพระพี่นาง นำมาบรรจุไว้ ณ เจดีย์องค์หนึ่งแถบวัดน้ำฮูนี้

ด้วยเหตุนี้ทำให้วัดน้ำฮู จึงมีการประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เป็นการจัดสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีศรัทธาญาติโยมจากกรุงเทพเเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

พระเจ้าอุ่นเมืองเป็นพระพุทธรูปสำริดหรือที่นิยมเรียกว่าพระสิงห์ (พระเชียงแสน) หน้าตักกว้าง 24 นิ้ว สูง 30 นิ้ว (หรือหน้าตักกว้าง 80 เซนติเมตร สูง 111 เซนติเมตร) พระเศียรกลวง มีพระโมลี (หรือพระเมาลี) แยกส่วนสามารถเปิดปิดได้ครอบอยู่ อันเป็นพุทธลักษณะเฉพาะที่นิยมสร้างในสมัยล้านนาตอนกลาง (อายุราวพ.ศ. 2000-2100) แม้ไม่มีประวัติการสร้างอย่างชัดเจน แต่มีผู้สันนิษฐานว่า อาจสร้างร่วมสมัยกับยุคสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในช่วงที่ยกเส้นทางเดินทัพผ่านมา โดยอัญเชิญมาจากวัดใดวัดหนึ่งยุคที่อาณาจักรล้านนาเรืองอำนาจ เพื่อนำมาประกอบพิธีกรรม

นอกจากนี้แล้ว เมืองปายยังมีวัดที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง อาทิ วัดกลาง วัดป่าขาม วัดหลวง วัดพระธาตุแม่เย็น วัดศรีดอนชัย ฯลฯ กับมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดขายคือ สะพานท่าปาย เป็นการรื้อย้าย “สะพานนวรัฐที่ทำด้วยเหล็ก รุ่นที่ 2” ใช้ข้ามน้ำแม่ปิง จากเชียงใหม่ มาประกอบใหม่ ณ อำเภอปาย

แม้เมืองปายจะลดความ “บูม” หรือความแรงไปบ้าง จากการที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของภาคเหนือ ผิดกับช่วงระยะประมาณ พ.ศ. 2550-2555 ก็ตาม แต่เสน่ห์ของความเป็น “ปาย” ก็ยังคงมีอยู่ที่ถนนคนเดิน ถนนที่คลุกเคล้าด้วยประชากรหลากเผ่าหลายพันธุ์ และวัดวาอารามทั้งแบบล้านนา มอญ พม่า ไทใหญ่ กะเหรี่ยง ฯลฯ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here