เอกอัครราชทูตอเมริกาประจำประเทศไทย และกงสุลใหญ่ฯ เชียงใหม่ ร่วมลงจอบแรก “พลิกหน้าดิน” เพื่อสร้างสถานกงสุลอเมริกันแห่งใหม่ ติดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ย่านหนองป่าครั่ง เผยใช้เนื้อที่กว่า 16 ไร่ สร้างกลุ่มอาคารต่างๆ สถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมผสาน มูลค่ากว่า 8.8 พันล้านบาท คาดใช้เวลา 3 ปีแล้วเสร็จ ชี้ช่วยกระตุ้นจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในเชียงใหม่ได้เป็นอย่างมาก
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 บริเวณที่ดินแห่งใหม่ที่รัฐบาลไทยอนุมัติให้สหรัฐอเมริกาจัดซื้อกว่า 16 ไร่ ติด ถ.เชียงใหม่-ลำปาง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย ร่วมกับ นายฌอน โอนีลล์ กงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำพิธีลงจอบแรก “เปิดหน้าดิน” เพื่อก่อสร้างสถานกุงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายสมคิด เลิศเกียรติดำรงค์ นายกเทศมนตรีตำบลหนองป่าครั่ง ร่วมเป็นสักขีพยาน ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนเข้าร่วมจำนวนมาก

สถานกุงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำจังหวัดเชียงใหม่ ก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่ประจักษ์ถึงความมุ่งมั่นที่สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อภาคเหนือของไทยต่อไปในอนาคต และแทนที่สถานกงสุลฯ หลังเดิมที่ใช้งานมานานถึง 70 ปี โดยสถานกงสุลฯแห่งใหม่นี้จะสร้างขึ้นบนเนื้อที่ 16.5 ไร่ ติด ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง ใกล้กับบิสิเนสพาร์คของวีกรุ๊ป (ดร.วัชระ ตันตรานนท์) มีกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2566 โครงการก่อสร้างดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนถึง 284 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8,800 ล้านบาท
นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย กล่าวว่า วันนี้สหรัฐฯ เริ่มการก่อสร้างสถานกงสุลใหญ่แห่งใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากที่ได้ก่อตั้งสถานกงสุลขึ้นครั้งแรกที่นี่เมื่อ 70 ปีที่แล้ว โดยออกแบบอาคารหลังใหม่ให้คงอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อย 70 ปี เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ของสหรัฐอเมริกากับจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีมาอย่างยาวนานและจะยาวนานออกไปอีก นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยและจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมภารกิจด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ต่อสู้กับการปราบปรามยาเสพติด และการสร้างงานจำนวนมาก ซึ่งสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำจังหวัดเชียงใหม่แห่งใหม่นี้ จะสามารถสร้างงานให้กับแรงงานท้องถิ่นได้กว่า 400 คน

“สำหรับการออกแบบสถานกงสุลใหญ่ ได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิทัศน์ และรูปแบบการก่อสร้างอาคารในภาคเหนือที่มีความหลากหลาย โดยผสมผสานภูมิทัศน์ที่เขียวชอุ่มเข้ากับศาลา ที่มีระเบียงเปิดโล่ง เพื่อใช้จัดงานวันสำคัญ อาคารสำนักงานยังจะสร้างให้สะท้อนถึงสถาปัตยกรรมแบบล้านนา โดยแยกกลุ่มอาคารต่างๆ ออกจากกัน แต่ทั้งหมดนั้นเป็นการก่อสร้างให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งที่จะให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Leadership in Energy and Environment Design หรือ LEED ระดับ Silver โดยองค์ประกอบจะใช้พลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และระบบน้ำที่สอดคล้องกับการใช้พลังงานทดแทน และการพัฒนาคุณภาพอากาศ อันเป็นองค์ประกอบที่ยั่งยืน” เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา กล่าวและว่า กลุ่มอาคารที่จัดสร้างจะเป็นทั้งสถานที่จัดแสดงชุดผลงานหลากหลายอันเป็นสื่อศิลปะถาวร มีทั้งภาพวาด ภาพถ่าย สิ่งทอ และประติมากรรมจากศิลปินทั้งชาวอเมริกัน และชาวไทย และต่อไปจะเป็นที่จัดแสดงผลงานต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้น เพื่อเผยแพร่ผลงานอันหลากหลายที่เป็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรมของอเมริกัน และไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2563 ครม.ได้เห็นชอบให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจัดซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อก่อสร้างเป็นที่ทำการแห่งใหม่ของสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ณ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 22 แปลง เนื้อที่กว่า 15 ติดกับถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ตามโฉนดที่ดินอยู่ที่ ต.หนองป่าครั่ง (วัดเกษ) อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อขยายการให้บริการด้านกงสุล หนังสือเดินทาง การตรวจลงตราให้แก่ชุมชนชาวอเมริกันในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน 15 จังหวัด จำนวน 16,000 คน และคนไทยที่รอการตรวจลงตรา เฉลี่ยปีละ 5,500 คน ครั้งนั้นระบุว่าการก่อสร้างที่ทำการแห่งใหม่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,750 ล้านบาท ซึ่งจะใช้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างของไทยและวัสดุก่อสร้างภายในประเทศ รวมทั้งจ้างแรงงานไทยของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างสถานกงสุลใหญ่สหรัฐแห่งใหม่จะเป็นการตอบสนองนโยบาย Under one roof policy รองรับหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานปราบปรามยาเสพติด สำนักงานกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา มีแผนเพิ่มจำนวนบุคลากรทางกงสุลและฝ่ายวิชาการ จำนวน 14 ตำแหน่ง ลูกจ้างชาวไทย 5 ตำแหน่ง แต่ล่าสุดมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่ามูลค่าที่ดินและการก่อสร้างรวมทั้งหมดเป็นการลงทุนที่สูงถึง 284 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8,800 ล้านบาท

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here