ผู้ประกอบการค้าชายแดน กลัวอดตายมากกว่ากลัวโควิดฯ วอนเปิดด่านแม่ฮ่องสอน ระบายของไปพม่า รุดยื่นหนังสือ ขอผ่อนปรนฯ ท่ามกลางกระแสการระบาดของโรคโควิดในเมียนมาที่ระบาดอย่างหนัก
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวณัฏฐกานต์ ภูริโรจน์ภาคิน ตัวแทนผู้ประกอบการค้าชายแดนบ้านห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยผู้ประกอบการค้าชายแดนอีกจำนวนหนึ่ง ได้เข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเรียกร้องให้มีการอนุญาตนำสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศเมียนตามช่องทางจุดผ่อนปรนทางการค้าห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน และช่องทางจุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่น ต.แม่เงา อ.ขุนยวม อ้างได้รับผลกระทบเดือดร้อนหนัก สินค้าตกค้างจำนวนมาก หลังทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนประกาศปิดด่านชายแดนทุกช่องทาง ห้ามบุคคล ยานพาหนะ สินค้า ทุกชนิดเข้าออก มาตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม และขยายเวลาปิดด่านออกไปอีกจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 จากการควบคุมป้องกันเพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดหนักในประเทศเมียนมากระจายเข้ามาฝั่งไทย โดยผู้ประกอบการค้าลงนามขออนุญาตส่งสินค้าออกชายแดนจำนวน 20 กว่าราย

นางสาวณัฏฐกานต์ ตัวแทนผู้ประกอบการค้าชายแดนบ้านห้วยผึ้ง กล่าวว่า “ หลังทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีการประกาศปิดด่านชายแดนทุกช่องทางมากว่า 2 เดือน และมีกำหนดปิดต่อไปอีก 3 เดือน ทำให้ผู้ประกอบการค้าชายแดน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก การส่งออกสินค้าชายแดนทุกชนิดต้องหยุดชะงัก มีสินค้าที่ตกลงซื้อกันไว้ล่วงหน้าต้องตกค้างไม่สามารถนำออกชายแดนได้มีมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท โดยทางผู้ประกอบการไม่ต้องการเงินเยียวยาจากทางภาครัฐ แต่ต้องการให้มีการผ่อนปรนระบายสินค้าทั้งส่งออกและนำเข้าได้บ้าง โดยผู้ประกอบการยอมปฏิบัติตามมาตราการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด – 19 เข้ามาในประเทศอย่างเคร่งครัด จะให้นำสินค้าไปถ่ายเทบริเวณสันเขตแดนหรือจุดใดจุดหนึ่งที่ทางรัฐกำหนดให้ก็ได้ เพราะขณะนี้จากการล็อคดาวน์ในประเทศเมียนมา ทำให้ราษฎรของเขากำลังขาดแคลนอาหาร รวมถึงหน้ากากอนามัย และยาฆ่าเชื้อโรค ซึ่งต้องการความช่วยเหลือให้มีการนำเข้ามาจากฝั่งไทยเป็นอย่างมาก
ตัวแทนผู้ประกอบการค้าชายแดนบ้านห้วยผึ้ง กล่าวต่อไปอีกว่า “ เส้นทางการค้าชายแดนด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอนถือว่ามียุทธศาสตร์การส่งออกสินค้าที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับชายแดนจังหวัดอื่น แต่เมื่อมีการปิดด่านระยะยาว ขาดการค้าขายที่ไม่ต่อเนื่องและล่าช้า จึงมีความกังวลว่าหากวันข้างหน้าสถานการณ์ดีขึ้นทางผู้ประกอบการอาจเปลี่ยนช่องทางการส่งออกสินค้าไปยังชายแดนด้านจังหวัดอื่น และคู่ค้าทางประเทศเมียนมาเองก็อาจจะหาแหล่งวัตถุดิบ หรือแหล่งผลิตสินค้าจากประเทศอื่นเข้ามาทดแทนประเทศไทยก็เป็นได้
ทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังรับหนังสือแล้ว ได้แจ้งกับผู้ประกอบการว่า จะเร่งนำเรื่องเสนอต่อศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อให้มีการพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
สำหรับการค้าขายในจุดผ่อนปรนทางการค้าชายแดนด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนค้าขายกันระหว่างพ่อค้าชาวไทยกับพ่อค้าชาวรัฐคะยา และรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 ช่องทาง ประกอบด้วยช่องทางเสาหิน อ.แม่สะเรียง ช่องทางแม่สามแลบ อ.สบเมย ช่องทางห้วยต้นนุ่น อ.ขุนยวม และช่องทางห้วยผึ้ง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน โดยช่วงระยะ 5 – 6 ปีที่ผ่านมามีมูลค่าการค้าขายทุกช่องทางรวมกันกว่า 1,000 ล้านบาท และในปี 2563 มีมูลค่าการค้าขายระหว่างกันได้เพียง 258 ล้านบาท ก็ต้องชะลอตัวลงจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศ และต่อมาการค้าขายชายแดนด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอนต้องหยุดชะงักลงหลังมีคำสั่งปิดด่านจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส-19 อย่างรุนแรงในประเทศเมียนมา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here