สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) ระบุว่าในเดือนธันวาคม 2563 จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ตามมติคณะรัฐมนตรี ภายหลังเว้นวรรคมาประมาณ 6-7 ปี
ซึ่งการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง อบจ.ดังกล่าวจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจทั่วประเทศ เพราะก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ เช่น มีคณะผู้หาเสียง คนทำอาหาร รถแห่ รถหาเสียง เวทีหาเสียง ติดป้าย ติดโปสเตอร์ หัวคะแนนจัดตั้งตามชุมชน หมู่บ้าน
ซึ่งจะต้องจ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก จะเกิดเงินหมุนเวียน ส่งผลให้ภาคการตลาด ธุรกิจการค้า เกษตร ปศุสัตว์ ประมง หมุนเวียนและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระยะหนึ่งทั้งนี้ แต่ละจังหวัดจะมีผู้สมัคร อบจ. ขั้นต่ำ 2 ทีม และ 3 ทีม และผู้สมัครอิสระ แต่โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ทีมต่อจังหวัด ซึ่งมีระดับจังหวัดขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ จังหวัดขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า 3 ทีม
โดยคณะผู้หาเสียงเลือกตั้ง อบจ.บางจังหวัดได้ขับเคลื่อนมาเป็นระยะเวลา 4-5 เดือนก่อนหน้านี้แล้ว และบางจังหวัดขับเคลื่อนมาตลอดระยะเวลาเป็นปี มีการขึ้นป้ายทีม เปิดศูนย์ที่ทำการทีม โดยมีค่าใช้จ่ายมาตลอด เกิดเงินหมุนเวียนมาต่อเนื่อง ขณะนี้เป็นการเพิ่มความเข้มข้นในการขับเคลื่อนการหาเสียงเลือกตั้ง
ถัดจากเลือกตั้ง อบจ. ยังมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) มีเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สภากรุงเทพมหานคร สภาเมืองพัทยา รวม 7,852 แห่ง การเลือกตั้งจะมีไปตลอด คาดว่าจะไปสิ้นสุดทั้งหมดประมาณเดือนกันยายน 2564 ซึ่งจะเป็นกองหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ ดีกว่าหลายโครงการของรัฐ
ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้สมัครแต่ละรายต่างเป็นผู้มีฐานะดี มีเงินทุนทางเศรษฐกิจและสังคม และเป็นการดึงเม็ดเงินออกมาหมุนเวียนในระบบ เข้าสู่ฐานรากอย่างแท้จริง เงินจะหมุนเวียนไปทุกตารางเมตรทุกหมู่บ้านชุมชนทั่วประเทศ จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนถึง 6 รอบ
เรียกว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้หลังจากถูกดองมานานจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มากเลยทีเดียวเงินสะพัดลงไปใน
ทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น อย่างมหาศาลแน่นอน..

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here