ซีไอเอ็มบี​ ไทย​ ปรับจีดีพีไทยติดลบน้อยลง เหลือติดลบ 7.5 % โดยเตือนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ระวังโรคแทรกซ้อน แม้พ้น ICU แต่ยังต้องพักฟื้นยาว

นายอมรเทพ​ จาวะลา​ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่​ สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้ปรับคาดการณ์​อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี​ 2563 จากติดลบ ​8.9% เป็นติดลบ ​7.5% และคาดการณ์​จีดีพีปี​ 2564 ขยายตัวที่​ 2.8% โดยเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงการปิดเมืองไตรมาส 2 ซึ่งช่วงเวลานั้นเหมือนคนไข้อาการหนักในห้อง ICU แต่เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังเปราะบาง เหมือนแม้พ้นขีดอันตรายแต่ยังต้องพักฟื้นยาว โชคดีที่ยังมีมาตรการทางการคลังและการเงินในการประคองเศรษฐกิจอยู่ ด้วยงบที่อัดฉีดชดเชยรายได้ที่หายในช่วงล็อกดาวน์ และอาจมีมาตรการส่งเสริมการจ้างงานเพิ่มเติม อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำยังช่วงประคองภาคเอกชนได้บ้าง แต่ต้องระวังความเสี่ยงที่อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไว้ด้วย
“แม้คนไข้ได้ผ่านช่วงวิกฤติและกำลังพักฟื้นอยู่ แต่ต้องระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจทำให้เศรษฐกิจกลับไปหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสได้ เหมือนตัว W-Shape อาการแทรกซ้อนมีหลากหลายและยากจะคาดเดาจนกว่าจะมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 เช่น การระบาดรอบ 2 และนำไปสู่การเว้นระยะห่างที่เคร่งครัดมากขึ้น หรือปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภคในประเทศ หรือปัจจัยต่างประเทศที่ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวน เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่อาจลามไปสู่สงครามเทคโนโลยีหรือสงครามเย็นในรูปแบบใหม่ หรือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่อาจกระทบทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาท” นายอมรเทพ กล่าว
นายอมรเทพ กล่าวว่า ปัจจัยที่จะกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยปีหน้าที่อาจเติบโตช้ารั้งท้ายในภูมิภาค คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมาไม่เต็มที่ คาดว่าปีหน้าจะมีนักท่องเที่ยวมาประมาณ 6.3 ล้านคน ซึ่งน่าจะมาจากนักท่องเที่ยวจีนและใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังต่ำถ้าเทียบกับโซนยุโรป ซึ่งยังยากที่จะพร้อมเปิดให้เดินทางได้ ทั้งนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหลายจะยังคงประสบปัญหารายได้น้อยไปอีกนาน ซึ่งสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวมีมากกว่า 10% ของจีดีพี และอาจกระทบอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
ประการที่ 2 ธุรกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน แม้สภาพคล่องในระบบจะมีล้น แต่โดยมากอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่หรือคนมีรายได้หรือทรัพย์สินมาก ขณะที่กลุ่ม SME และคนรายได้น้อยโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่ได้มีรายได้ประจำกำลังจะมีปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน โดยเฉพาะเมื่อสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ชั่วคราว มองต่อไปข้างหน้าไม่ว่าจะมีการต่ออายุมาตรการนี้หรือไม่ สินเชื่อในระบบสถาบันการเงินมีแนวโน้มโตช้า เพราะความเสี่ยงเศรษฐกิจในระดับ SME และระดับล่างมีสูง และหากไม่มีลูกค้ากลับเข้ามาชำระหนี้มากพอ กระแสเงินสดในระบบธนาคารพาณิชย์ที่พร้อมปล่อยให้คนที่ต้องการขยายธุรกิจรายใหม่อาจน้อยลง ซึ่งจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนที่อาจยังคงหดตัวต่อเนื่องในปีหน้าได้ มาตรการดอกเบี้ยอาจไม่เพียงพอต่อให้ลดดอกเบี้ยลงอีกสภาพคล่องยังล้น แต่อาจเข้าไม่ถึงคนที่ต้องการสินเชื่อมาประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงวิกฤตินี้ได้
นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปีตลอดปีหน้า ส่วนค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐตามความผันผวนของนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐและจีนโดยเฉพาะช่วงใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยคาดระดับเงินบาทปลายปีนี้ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปรับแข็งค่ามาปิดที่ระดับ 30.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐปลายปีหน้าตามการเกินดุลการค้าของไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง.

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here