ในตำนานพระธาตุช่อแฮ (ภาษาล้านนาอ่าน “จ้อแฮ” ) ใช้คำว่า “พระธาตุช่อแล” แผลงมาจาก “ช่อแพร” หมายถึงการเอาผ้าแพร (ภาษาเขมรเรียกผ้าโกศัย) ไปห่มพระธาตุ ณ ดอยศักดิ์สิทธิ์ลูกหนึ่งที่มีชื่อเป็นภาษาบาลีว่า “โกเสยฺยธชฺคคปพฺพตา” หรือ “ดอยโกสิยบรรพต” (ชาวบ้านเรียกง่ายๆ ว่าดอยโกศัย ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเดียวกันกับคำว่า ผ้าแพร)

คำว่า “แพร”/ “แพล” ปรากฏครั้งแรกในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย 2-3 หลัก ดังตัวอย่างเช่น จารึกสุโขทัยหลักที่ 8 พบที่วัดเขากบ (เขาสุมนกูฏ) ปากน้ำโพ นครสวรรคค์ เขียนด้วยอักษรไทยสุโขทัย จารขึ้นใน พ.ศ. 1964 ปัจจุบันจารึกนี้เก็บที่หอพระสมุดวชิรญาณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 14 เขียนว่า

พระมหาธาตุคลาดยังฝาง แพล รพุน ตาก”

เนื้อความโดยย่อกล่าวถึง พระมหาเถระรูปหนึ่ง ได้เดินทางจากสุโขทัย เพื่อไปกราบพระมหาธาตุเมืองฝาง เมืองแพล เมืองรพุร เมืองตาก ก่อนที่จะไปลังกาโดยใช้เส้นทางลงเรือสำเภาที่อ่าวเมาะตะมะ

พระมหาธาตุเมืองฝาง คือพระธาตุสบฝาง พระมหาธาตุเมืองแพล สันนิษฐานว่าคือ พระธาตุช่อแฮ พระมหาธาตุเมืองรพุร หมายถึงพระธาตุหริภุญไชย และพระมหาธาตุเมืองตาก หมายถึงพระบรมธาตุบ้านตาก

ข้อความนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพระธาตุช่อแฮในระดับภูมิภาค ว่ามีความยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่ว่าพระมหาเถระชั้นสูงจากสุโขทัยต้องจาริกมานมัสการตั้งแต่ราว พ.ศ. 1964 แล้ว ส่วนปีศักราชที่สร้างพระธาตุช่อแฮนั้น ไม่มีเอกสารเล่มใดระบุอย่างแน่ชัด แต่เชื่อว่าต้องสร้างก่อนสมัยพระญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย

ตำนานพระเจ้าเลียบโลกกล่าวว่า ภายในพระธาตุช่อแฮ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าในส่วนของกระดูกข้อศอกด้านซ้ายและพระเกศาธาตุ

บทความนี้ ผู้เขียนเรียบเรียงจากเนื้อหาที่ได้มาจาก “ค่าวตำนานปางเดิม” ว่าด้วยเรื่องครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้เดินทางมาบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุช่อแฮ ปี 2467กับการสัมภาษณ์ข้อมูลจากคณะพระสังฆาธิการที่ดูแลวัดพระธาตุช่อแฮ

ครูบาเจ้าศรีวิชัยกับพระธาตุปีขาล

ราวเดือนกุมภาพันธ์ หรือที่ทางล้านนาเรียกว่าเดือน 5 เหนือ ปี พ.ศ. 2467ครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งชาวล้านนานิยมเรียก “ครูบาศีลธรรม” ได้เดินทางมานมัสการพระธาตุช่อแฮ ในฐานะที่เป็นพระธาตุประจำปีนักษัตรของท่าน คือปีขาล (ปียี) ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้ดำริกับพระผู้ใหญ่หลายรูปในพื้นที่ อาทิ พระมหาเมธังกร (พรหม พรหฺมเทโว) เจ้าอาวาสวัดน้ำคือ (วัดเมธังกร) และเจ้าคณะจังหวัดแพร่ กับพระมหาญาณสิทธิ์ เจ้าคณะอำเภอเมืองแพร่ รวมทั้งมหาอุบาสิกาฝ่ายฆราวาส ได้แก่ แม่เจ้าบัวถา มหายศปัญญา ชายาองค์แรกของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย กับแม่เจ้าจันทร์คำ มหายศปัญญา สะใภ้ของแม่เจ้าบัวถา เป็นชายาของเจ้าบุรีรัตน์ (พระยาบุรีรัตน์ หรือเจ้าน้อยอินทวงศ์ เป็นโอรสของแม่เจ้าบัวถา) พร้อมด้วยคณะศรัทธาหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งชาวไทยวน ไทลื้อ ไทใหญ่ พม่า มอญ กะเหรี่ยง ปะโอ (ต่องสู้) ก้อ ลัวะ ขมุ ชาวจีน ฯลฯ โดยในค่าวตำนานปางเดิมระบุว่ารวมแล้วมากกว่า 500 คน ภายใต้การนำของโยมอุปัฏฐากคนสำคัญคือ ส่างคำปั่น คหบดีชาวเงี้ยว (ไทใหญ่) ผู้เป็นเฮดแมน (Headman) หรือหัวหน้าคุมการตัดไม้ของบริษัทอีสต์เอเชียติกที่แพร่

ครูบาเจ้าศรีวิชัยเริ่มลงมือบูรณะพระธาตุช่อแฮเมื่อเดือนเมษายน 2468 (ในอดีตเริ่มนับศักราชใหม่ในเดือนเมษายน) โดยลอกทองจังโก (แผ่นทองเหลืองผสมทองแดงแล้วปิดด้วยทองคำเปลวที่ใช้บุองค์เจดีย์) แผ่นเดิมนั้นใช้งานนานหลายศตวรรษแล้ว ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 ยุคแรกสร้าง เนื่องจากเสื่อมสภาพ แต่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไม่ได้ทิ้ง ท่านนำไปใช้หล่อระฆังได้ 2 ใบ และหล่อพระพุทธรูปได้อีก 3 องค์ โดยมีครูบาเจ้าชัยลังกา (ชยลํกาโล) แห่งวัดพระหลวงธาตุยางเนิ้ง หรือวัดพระหลวงสูงเม่น เป็นช่างหล่อ ปัจจุบันระฆัง 1 ใบอยู่ที่ลานประทักษิณวัดพระธาตุช่อแฮ อีกใบอยู่ที่วัดพระหลวงสูงเม่น ส่วนพระพุทธรูปทั้งสามองค์นั้น อยู่ที่ศาลาบาตรของวัดพระธาตุช่อแฮด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ไม่มีใครทราบว่าพระธาตุช่อแฮองค์เดิมสมัยล้านนามีรูปทรงอย่างไร เพราะไม่มีการถ่ายภาพเก่าก่อนบูรณะ ทางวัดสันนิษฐานว่า น่าจะคล้ายกับองค์ที่เห็นในปัจจุบัน เพราะในค่าวตำนานปางเดิมระบุว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยไม่ได้รื้อองค์เดิม เพียงแค่ลอกทองจังโกที่หมดสภาพออก และไม่ได้พอกปูนหรือบุทองจังโกแผ่นใหม่ทับโครงสร้างเจดีย์องค์เดิมแต่อย่างใด ทว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยใช้วิธีสร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ครอบทับองค์เดิมในรัศมีระยะห่างจากองค์ข้างใน 1 ศอก (หรือประมาณ 1 ฟุต) โดยรอบ ด้วยการทำตามทรวดทรงเดิม

รองเจ้าอาวาสวัดพระธาตุช่อแฮกล่าวว่า โครงสร้างของพระธาตุช่อแฮองค์ที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ เป็นของเดิมที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาบูรณะไว้ตั้งแต่ปี 2467-2469 เป็นโครงสร้างที่แข็งแรงมั่นคงเนื่องจากใช้ระบบ คสล. หรือคอนกรีตเสริมเหล็กในยุคบุกเบิก สร้างโดยช่างชาวจีน ไม่ได้ใช้การก่ออิฐมอญแบบเดิม ถือเป็นนวัตกรรมทันสมัยใหม่ล้ำยุคอย่างยิ่งสำหรับการก่อสร้างสถาปัตยกรรมเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา

สถาปัตยกรรมของพระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง 8 เหลี่ยม ตั้งอยู่บนฐานปัมท์แบบบัวลูกแก้วหนาทรง 8 เหลี่ยมซ้อน 6 ชั้น มีฐานเขียงอีก 3 ชั้นรองรับเป็นทรง 8 เหลี่ยมล้อกลมกลืนกันกับฐานตอนบน และตอนล่างสุดเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร ความสูงขององค์พระธาตุจากฐานถึงยอดทั้งสิ้น 33 เมตร

ความงามของพระธาตุช่อแฮ คือการตกแต่งส่วนยอดอย่างวิจิตร เหนือส่วนที่เรียกว่า “ปล้องไฉน” 8 ปล้องนั้น ปกติพระเจดีย์องค์อื่นๆ ต้องเป็นส่วนของ “ปลียอด” คือกรวยแหลมคล้ายปลีกล้วย แต่ที่นี่ตกแต่งเป็นรูปพุ่มหมากสุ่มหมากเบ็ง (พุ่มดอกไม้) ปิดปลายยอดฉัตรตอนบนสุดเป็นรูปปิ่นปักผมฉลุลายดอกไม้โปร่งๆ 9 ชั้น

ทางวัดพระธาตุช่อแฮกล่าวว่า แม่เจ้าบัวถา ในฐานะชายาองค์แรกของเจ้าพิริยะเทพวงศ์ ได้รับมอบหมายจากเจ้าหลวงให้ทำหน้าที่ดูแลกิจการต่างๆ ภายนอกคุ้มหลวง (ส่วนภายในคุ้มหลวงนั้น เป็นภาระของชายาองค์ใหม่คือแม่เจ้าบัวไหล) แม่เจ้าบัวถาทำหน้าที่ดูแลยุ้งฉางข้าว เก็บภาษีที่นา ตีขันคำ ดูแลกิจการบ้านเมืองในส่วนที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้แม่เจ้าบัวถามีฐานะมั่งคั่ง จึงนำข้าวไปแลกกับทองคำและเครื่องเงิน นำของมีค่ามาถวายให้แก่ครูบาเจ้าศรีวิชัยใช้สร้างพระธาตุช่อแฮองค์ใหม่

การสร้างพระธาตุช่อแฮใช้เวลาประมาณ 2 ปีเต็ม เมื่อสร้างเสร็จมีการฉลองพระธาตุในเดือน 6 เหนือ (ราวเดือนมีนาคม) ปี 2469 เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน เอกสารระบุว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยใช้เงินในการบูรณะทั้งสิ้นจำนวน 17,755 รูเปีย (บ้างเรียกรูปี – 1 รูเปียในอดีต มีค่าประมาณ 0.80 บาท หรือ 80 สตางค์)

พระสุโขทัยไตรมิตร เกือบประดิษฐานที่นี่

ผลงานของครูบาเจ้าศรีวิชัยนอกเหนือจากองค์พระธาตุช่อแฮแล้ว ท่านยังได้ช่วยพระมหาเมธังกร สร้างพระอุโบสถทรงจัตุรมุขขนาดใหญ่อีกด้วย ซึ่งพระมหาเมธังกรได้เห็นตัวอย่างผังเช่นนี้มาจากอุโบสถวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ (วัดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเคยถูกจองจำต้องอธิกรณ์ในปี 2463 และปี 2478-2479) ในฐานะที่วัดเบญจมบพิตรเป็นวัดที่ตั้งของเจ้าคณะมณฑลพายัพ ทำให้พระมหาเมธังกรเดินทางไปที่นั่นบ่อย

ทางวัดเล่าว่า ก่อนที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยจะมาถึงวัดพระธาตุช่อแฮ พระมหาเมธังกรได้ดำริสร้างพระอุโบสถหลังใหญ่ด้วยตั้งใจจะใช้วัดเบญจมบพิตรเป็นโมเดลมาก่อนแล้ว โดยลงทุนสั่งซื้อเหล็กจากกรุงเทพฯ ส่งขึ้นมาทางรถไฟ ครั้นถึงเมืองแพร่แล้ว ไม่สามารถหาเครื่องมือตัดเหล็กและไม่มีช่างที่มีความชำนาญในการก่อสร้างแบบ คสล. เลย ทำให้พระมหาเมธังกรจำต้องขายเหล็กนั้นทิ้งไป กระทั่งครูบาเจ้าศรีวิชัยได้นำช่างจีนที่มีความสันทัดติดสอยห้อยตามมาช่วยก่อครอบพระเจดีย์ด้วยระบบ คสล. จนสำเร็จแล้วนั้น ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงช่วยพระมหาเมธังกร ดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถทรงจัตุรมุขขนาดใหญ่ต่อจนสำเร็จอีกหลัง

พระประธานภายในพระอุโบสถก่ออิฐถือปูนปิดทองขนาดใหญ่ องค์เดิมไม่มีซุ้มเรือนแก้วครอบแต่อย่างใด เพิ่งมาเสริมภายหลัง นอกจากนี้แล้ว ทางวัดยังมีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่ง พระสุโขทัยไตรมิตรองค์งาม ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม ย่านสำเพ็ง เคยเกือบชะลอขึ้นมาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดพระธาตุช่อแฮด้วยแล้วตั้งแต่ปี 2478

สืบเนื่องมาจากบริษัทอีสต์เอเชียติก ให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุช่อแฮ พร้อมทั้งอนุเคราะห์นายช่างก่อสร้าง สล่า และเหล่าเฮดแมนผู้ดูแลกิจการตัดไม้มาช่วยครูบาเจ้าศรีวิชัยสร้างเสนาสนะภายในวัด บริษัทอีสต์เอเชียติกมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ ใกล้กับวัดพระยาไกร ซึ่งวัดนี้เป็นสถานที่ที่มีการนำพระสุโขทัยไตรมิตรมาวางไว้ในเพิงลักษณะทิ้งร้าง เนื่องจากทุกคนเข้าใจว่าเป็นพระปูนธรรมดาที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ เกะกะหาที่เก็บรักษาลำบาก ยังไม่มีใครทราบว่าองค์ภายในที่แท้จริงสร้างด้วยทองคำ บริษัทอีสต์เอเชียติกมีความจำเป็นต้องขยายพื้นที่โกดังเก็บสินค้าริมน้ำเจ้าพระยา

จึงประสานขอเช่าพื้นที่ของวัดพระยาไกร พร้อมทั้งได้สอบถามเรื่องราวของพระพุทธรูปองค์ใหญ่จากสุโขทัยที่ถูกทิ้งร้าง โดยบริษัทอีสต์เอเชียติกได้ประสานกับวัดพระยาไกรเบื้องต้นว่าเป็นไปไดก้หรือไม่ หากจะขออาราธนาพระองค์ดังกล่าวไปประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุช่อแฮเมืองแพร่ โดยจะขอถามความต้องการของทางวัดพระธาตุช่อแฮก่อนว่าสมัครใจจะรับหรือไม่ เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในปี 2478 ต่อมาบริษัทอีสต์เอเชียติกหมดวาระการสัมปทานป่าไม้ อีกไม่กี่ปีถัดมาทางวัดไตรมิตรวิทยารามได้ขอพระองค์ดังกล่าวไป ในที่สุดปี 2498 เนื้อปูนได้กะเทาะออก พบว่าพระพุทธรูปดังกล่าวสร้างด้วยทองคำแท้ จวบจนปัจจุบันพระทองคำจึงประดิษฐาน ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม เรื่องนี้กลายเป็นตำนานเล่าขานว่าครั้งหนึ่ง พระสุโขทัยไตรมิตรอันโด่งดังเกือบเคยประดิษฐานที่วัดพระธาตุช่อแฮมาแล้วเช่นกัน

บันไดสามด้านแห่งดอยโกสิยะ

บันไดทางขึ้นสู่ดอยโกสิยะที่ตั้งพระธาตุช่อแฮ เดิมมี 2 ด้านคือทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก เป็นบันไดนาคทั้งคู่ ด้านหนึ่งเป็นนาคเศียรเดียวแบบปัญจรูป ส่วนอีกด้านเป็นนาค 5 เศียรแบบขอม ช่วงที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาบูรณะพระธาตุช่อแฮ ท่านได้สร้างบันไดขึ้นสู่ยอดเขาอีกด้านหนึ่ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดถนนใหญ่ของวัด เมื่อขึ้นไปจะพบกับลานประทักษิณ เป็นที่ตั้งของพระเจ้าทันใจ และเจดีย์เฮดแมน (เจดีย์ที่บรรจุอัฐิของกลุ่มหัวหน้าคนงานค้าไม้ชาวไทใหญ่ที่ให้การอุปถัมภ์ในการสร้างวัด เช่น ส่างคำปัน) ทางวัดเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีคนขอร้องให้รื้อเจดีย์นั้นออกไป เนื่องจากเมืองแพร่เสียชื่อในเรื่อง “กบฏเงี้ยว” (เงี้ยวหมายถึงไทใหญ่) เพราะฉะนั้นไม่ควรให้มีเจดีย์ที่สร้างโดยชาวเงี้ยวปรากฏอยู่บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งดอยโกสิยะ ทว่าทางวัดยืนยันที่จะเก็บรักษาเจดีย์นี้ไว้ ด้วยเห็นว่า ผู้สร้างคือทายาทของส่างคำปัน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์กบฏเงี้ยวในปี 2445

บันไดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยสร้างด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้นั้น ท่านได้ปั้นรูปเสือ 2 ตัวผัวเมียประดับไว้ด้วยมือของท่านเอง เป็นสัญลักษณ์ของปีขาล ไม่ไกลจากบันได มีกู่อัฐิของครูบาเจ้าศรีวิชัย และมีวิหารพระนอน สร้างโดยกลุ่มเฮดแมนชาวไทใหญ่ ทางวัดได้นำพระนอนมาประดิษฐาน ณ บริเวณ “ตีนธาตุ” ตรงจุัดนี้เนื่องจากเป็นศาลาที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเคย “นั่งหนัก” (นั่งปฏิบัติธรรมทั้งวันทั้งคืนเพื่อคุยกับญาติโยมที่จะมาร่วมบุญในการปฏิสังขรณ์พระธาตุช่อแฮ) หลังจากครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพ ทางวัดเห็นว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัยเกิดวันอังคาร ซึ่งมีพระประจำวันเกิดเป็นปางไสยาสน์ จึงนำพระนอนองค์นี้มาประดิษฐาน เพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงท่าน ในวิหารพระนอนยังมี “นางธรณี” (ภาคกลางเรียก พระแม่ธรณีบีบมวยผม) เป็นปูนปั้นประดับกระจก ไม่มีใครทราบว่านางธรณีสร้างขึ้นพร้อมกับพระนอนหรือเป็นผลงานของครูบาเจ้าศรีวิชัย และมี “สารูป” หรือรูปเหมือนของครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่กลุ่มศิษยานุศิษย์สร้างขึ้น

ทุกวันนี้มีประเพณีสรงน้ำพระธาตุช่อแฮในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนหกเหนือ (ราวเดือนมีนาคม) เนื่องจากยึดเอาช่วงเวลาที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเคยจัดงานฉลองพระธาตุหลังจากบูรณะเสร็จในช่วงวันมาฆบูชา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here