วัดพระยืนตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้านพระยืน หมู่ที่ 1 ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำกวง แกนเดียวกันกับพระธาตุหริภุญชัยทางทิศตะวันออก

            ประวัติความเป็นมาของวัด สามารถแบ่งได้เป็น 4 ยุค ดังนี้

            ยุคแรก สมัยพระนางจามเทวี เมื่อแรกสร้างนครหริภุญไชย ราว พ.ศ. 1209-1213 พระนางได้กำหนดให้สร้าง “จัตุรพุทธปราการ” หรือวัดสี่มุมเมือง คือตั้งใจจะใช้กองทัพธรรมทำหน้าที่แทนกองทัพทหาร วัดพระยืนถือเป็นวัดสี่มุมเมืองประจำทิศตะวันออก ชื่อเดิมคือวัดอรัญญิการาม ทุกวันนี้เรายังคงเห็นบรรยากาศภายในวัดที่มีความร่มรื่น เต็มไปด้วยไม้ยืนต้นสูงใหญ่มากกว่าวัดอื่นๆ ในตัวเมืองลำพูน เหตุที่วัดนี้ตั้งอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำกวง ความเจริญพลุกพล่านจึงน้อยกว่าฝั่งตะวันตก ทำให้วัดยังคงรักษาสภาพป่าดั้งเดิมไว้ได้

            ยุคที่สอง ราว พ.ศ. 1600 ต้นๆ ห่างจากสมัยพระนางจามเทวี 400 ปี ในสมัยของพระญาธัมมิกราชา กษัตริย์ราชวงศ์หริภุญไชยลำดับที่ 33 พระองค์เป็นโอรสของพระญาอาทิตยราช ผู้สร้างพระบรมธาตุหริภุญไชย ในตำนานมูลศาสนาและจามเทวีวงศ์กล่าวว่า พระญาธัมมิกราชา โปรดให้สร้าง “พระอัฏฐารส” ขึ้นในนครหริภุญไชย ซึ่งพบว่าในลำพูนมีพระอัฏฐารส 2 องค์ องค์หนึ่งอยู่ในวัดพระธาตุหริภุญชัย และอีกองค์อยู่ที่วัดพระยืน ประดิษฐานในมณฑปด้านทิศตะวันออกของวัด คำว่า “อัฏฐารส” หมายถึงพระยืนสูง 18 ศอก คติการสร้างพระอัฏฐารสได้รับความนิยมมากในศาสนาพุทธฝ่ายเถรวาทเช่นในลังกาและสุโขทัย

            ยุคที่สาม เป็นยุคที่มีหลักฐานชัดเจนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพบศิลาจารึกตัวอักษรไทยแบบสุโขทัย หรือที่เรียกว่า “ลายสือไท” แต่ชาวล้านนาเรียก “อักษรไทล้านนา” หรือ “อักษรฝักขาม” เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 1913 ระบุถึงเหตุการณ์ย้อนกลับไป 1 ปีว่าในปี 1912 พระญากือนา กษัตริย์เมืองเชียงใหม่แห่งราชวงศ์มังรายลำดับที่ 6 ได้อาราธนาพระมหาสุมนเถระจากสุโขทัยให้มาจำพรรษา ณ อาวาสแห่งนี้ ซึ่งชื่อวัดได้ถูกเปลี่ยนจากอรัญญิการามมาเป็นวัดพุทธารามแล้ว

            พระมหาสุมนเถระได้นำพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์สายรามัญวงศ์มาสถาปนาในดินแดนล้านนา เนื่องจากพระญากือนาไม่ทรงพอพระทัยในพุทธศาสนานิกายดั้งเดิมของหริภุญไชยเพราะเป็นพุทธเถรวาทปนกับมหายาน ทรงมองว่ามีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาแทรกปนมากเกินไป ดังนั้นพระองค์จึงได้แต่งสมณทูตให้ไปขออาราธนาพระสงฆ์ระดับพระราชาคณะจากสุโขทัย ขณะนั้นตรงกับสมัยของพระญาลิไท พระญาลิไทได้ส่งพระมหาสุมนเถระมายังเชียงใหม่ พระมหาสุมนเถระยังไม่รีบเข้าไปอยู่ในเมืองเชียงใหม่โดยทันที แต่ขอพำนักในนครลำพูนที่วัดพระยืนก่อนเป็นเวลา 3 ปี จากนั้นจึงย้ายไปตั้งนิกายเชียงใหม่สายลังกาวงศ์ที่วัดสวนดอกบุปผารามต่อมาเรียกนิกายสวนดอก

            ศิลาจารึกหลักนี้ กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนหมายเลข ลพ. 38 เป็นจารึกที่มีความสำคัญมาก เพราะได้กล่าวถึงการที่พระญากือนาและพระมหาสุมนเถระร่วมกันหล่อสร้างพระพุทธรูปยืนเพิ่มอีก 3 องค์ ประดิษฐานไว้ในทิศเหนือ ใต้ และตะวันตก เสริมจากเดิมที่เคยมีพระอัฏฐารสอยู่ก่อนแล้ว 1 องค์ในทิศตะวันออก

            จารึกหลักนี้ขนานนามพระญากือนาว่า “ท้าวกิลนาผู้เป็นธัมมิกราชา” เห็นได้ว่าเป็นการใช้นามของ พระญาธัมมิกราชา กษัตริย์สมัยหริภุญไชยผู้สร้างพระอัฏฐารสมาเฉลิมราชสมัญญานามให้แก่พระญากือนาเพื่อเสริมบารมี

            ข้อความในศิลาจารึกพรรณนาถึงการที่พระญากือนาให้เสนามาตย์ขุนนางจัดกระบวนต้อนรับเสด็จการเดินทางมาถึงลำพูนอย่างเอิกเกริกของพระมหาสุมนเถระและคณะ มีการประดับตุง ธง ช่อ ฉัตร โประโคมดนตรีมโหรีต่างๆ ตลอดเส้นทางตั้งแต่พระมหาสุมนเถระนำเรือมาจอดเทียบท่าที่ริมแม่น้ำกวงฝั่งตรงข้ามกับวัดพระธาตุหริภุญชัย ดังนั้น ถนนสายดังกล่าว (ตั้งแต่ขัวมุงในปัจจุบันมาถึงวัดพระยืน) ช่วงที่กรมศิลปากรดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี จึงเรียกว่า “ทางเสด็จราชมรรคา” หรือ Roman Road อุปมาอุปไมยว่า เป็นถนนที่นำความเจริญและการเปลี่ยนแปลงมาสู่ล้านนาด้านศาสนา

            ในปี พ.ศ. 2551 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย โดย ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพิพิธภัณฑ์ ได้นำเสนอต่อคณะกรรมการของหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ให้ศิลาจารึกวัดพระยืนหลักนี้เข้ารับรางวัล “เอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก” ด้วยจุดเด่น 3-4 ประการคือ

            ข้อแรก เป็นจารึกอักษรไทย ภาษาไทยหลักแรกที่พบในล้านนา (หมายความว่าก่อนหน้านั้นพบแต่จารึกอักษรมอญโบราณยุคหริภุญไชย ยังไม่ใช่อักษรไทยภาษาไทย) ต่อมาอักษรนี้ได้นำไปใช้ต่ออย่างแพร่หลาย

            ข้อสอง เป็นจารึกที่ประกาศถึงการสถาปนาศาสนาพุทธลัทธิลังกาวงศ์ครั้งแรกบนแผ่นดินล้านนา อันเป็นรากฐานที่มั่นคงสืบมาจนถึงปัจจุบัน

            ข้อสาม เป็นหลักฐานในจารึกที่เก่าที่สุดที่พบชื่อ “พระญามังราย” ปฐมกษัตริย์ล้านนา สามารถใช้อ้างอิงได้ว่าพระนามของพระองค์คือ “มังราย” ไม่ใช่ “พ่อขุนเม็งราย” ดังที่มีการสับสนใช้ปะปนกันมากในยุคหลัง

            ปลายปี 2558 องค์การยูเนสโกได้ประกาศมอบรางวัล “เอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก” ให้แก่ศิลาจารึกวัดพระยืนหลักนี้

            ประวัติของวัดยุคสุดท้าย มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในยุคเจ้าหลวงอินทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 9 ระหว่างปี 2433-2447 และจากนั้นปี 2472-2479 ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาช่วยเสริมฐานความมั่นคงของพระเจดีย์ พร้อมกับสร้างพระเจ้าทันใจ บูรณะวิหาร อุโบสถ

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด

            กำแพง วัดพระยืนมีกำแพงที่น่าสนใจ 2 กลุ่ม

            กลุ่มแรก อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัด ใกล้กับหนองน้ำขนาดใหญ่ เป็นซากกำแพงศิลาแลงรุ่นเก่ามาก หลายท่านเชื่อว่าน่าจะสร้างตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี หรือสมัยพระญาธัมมิกราชา ในยุคหริภุญไชย บางท่านเชื่อว่าไม่น่าจะใช่กำแพงวัด แต่อาจเป็นกำแพงเมืองด้วยซ้ำไป

            กลุ่มที่สอง เป็นกำแพงก่ออิฐด้วยการเรียงอิฐในชั้นที่สองช่วงตรงกลางให้เห็นสันคมแหลมคล้ายเหลี่ยมเพชรที่ยื่นออกมาเป็นแนว โดยมีนัยยะที่ต้องการสื่อว่านี่คือ “กำแพงแก้วอันวิจิตร” วิศวกรบางท่านมองว่า การวางอิฐแนวทแยงสลับมุมแหลมยื่นออกมานี้ บางทีอาจเกิดจากภูมิปัญญาของช่างในอดีตที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาก็เป็นได้ เพราะลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดแรงยึดน้ำหนักระหว่างแนวกำแพงยาวเหยียดส่วนบนกับฐานล่างได้มั่นคงยิ่งกว่าการก่ออิฐวางเรียงเหมือนกันหมดทั้งแผง

            ที่รั้วประตูทางเข้าของวัดทั้งด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก พบว่ามีการปั้นรูปสัตว์หิมพานต์เฝ้าหน้าวัดในลักษณะค่อนข้างแปลก นั่นคือรูปคชสีห์และนกหัสดีลิงค์ ไม่ใช่สิงห์ธรรมดาเหมือนวัดอื่นๆ สอบถามทางวัดแล้วได้ความว่าคชสีห์และนกหัสดีลิงค์นี้เป็นของเก่าดั้งเดิมคู่กับวัดมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งมาปั้นใหม่

            ผังของวัด ผังวัดมีพระเจดีย์ตั้งอยู่ตอนกลาง มีอาคารรายล้อม 4 ทิศ ตามคติผังจักรวาล ดังนี้

            ทิศตะวันออก เป็นพระวิหารหลวง ตั้งอยู่บนฐานเก่าเป็นเนินดินสูงมาก ราว 80 ปีก่อน ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาบูรณะ ดังเห็นได้จากลวดลายที่หน้าบันวิหารเป็นลายดอกสับปะรดที่อยู่กลางช่อกระหนก หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ เป็นลายที่นิยมมากในงานก่อสร้างของครูบาเจ้าศรีวิชัย

            ทิศเหนือ เป็นพระอุโบสถ มีใบสีมาคู่ปักล้อมไว้ 8 ทิศ สะท้อนว่าวัดนี้เป็นวัดหลวง ทางเข้าอุโบสถด้านทิศตะวันออกมีลักษณะแปลกคือ พบประติมากรรมรูปสัตว์ถึง 3 ชนิด คือนาคอยู่หน้าสุด ถัดมาเป็นสิงห์ และในสุดเป็นมอม ส่วนประตูด้านข้างอุโบสถทิศใต้ ทำเป็นรูปสิงห์ไถ่บาป ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์คล้ายกับพระเจ้าทันใจ น่าจะเป็นผลงานของครูบาเจ้าศรีวิชัย และมีรอยพระพุทธบาทจำลอง

             ทิศใต้ มีศาลาประดิษฐานพระเจ้าทันใจก่ออิฐถือปูน สร้างโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย ตอนที่กรมศิลปากรมาบูรณะระหว่างปี 2548-2549 พบว่าศาลาที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจบดบังบันไดแก้วทางขึ้นองค์พระเจดีย์ด้านทิศตะวันตก จึงมีความคิดที่จะเปิดภูมิทัศน์ ด้วยการย้ายพระเจ้าทันใจเขยิบออกไปยังศาลาที่กรมศิลปากรลงทุนสร้างขึ้นใหม่อยู่ประชิดมุมรั้วกำแพงทิศตะวันตกเฉียงใต้ เนื่องจากศาลาพระเจ้าทันใจสร้างทับฐานเจดีย์ทรงกลมสมัยสุโขทัยที่ขุดพบเศษพระพุทธรูปดินเผาแบบหริภุญไชยจำนวนมากอีกด้วย ปัจจุบันดินเผาเหล่านี้เก็บรักษาในกุฏิเจ้าอาวาส

            แต่เกิดเหตุการณ์ประหลาดคือ ฐานชุกชีประดิษฐานพระเจ้าทันใจเกิดรอยร้าวแตกหัก และบนพระพักตร์พระเจ้าทันใจมีน้ำไหลออกจากพระเนตรตลอดเวลา ทำให้ทางวัดมองว่า พระเจ้าทันใจที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยสร้างไว้ไม่ว่าวัดใดก็ตาม ไม่ควรจะโยกย้ายไปไว้ที่อื่น เพราะครูบาท่านมีเจตน์จำนงที่จะให้ตั้งไว้ทางด้านทิศตะวันตกเท่านั้น ทำให้ในที่สุดกรมศิลปากรจำต้องปล่อยให้พระเจ้าทันใจอยู่ที่เดิม (แต่ศาลาหลังเดิมได้รื้อไปแล้ว)

            ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ใกล้ฐานพระเจดีย์ พบแนวอิฐก่อแบบสันตั้งเป็นแนววางเรียงราย ซึ่งแตกต่างไปจากการก่ออิฐของเสนาสนะหลังอื่นๆ ที่มักวางอิฐแบบแนวนอนแบนๆ แต่ที่นี่ก่อสูงเป็นแนวตั้ง คุณไมเคิล ไรต์ นักวิชาการด้านโบราณคดีชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านลังกาศึกษา เคยมาที่วัดพระยืนเมื่อปี 2549 อธิบายว่านี่คือโรงอบสมุนไพร หรือห้องอบยา (Sauna) สำหรับพระป่าสายวิปัสสนา เมื่อนั่งปฏิบัติธรรมนานๆ ถึงจุดๆ หนึ่งมักเป็นเหน็บชา ตะคริว เลือดลมติดขัด เพราะนั่งนานเกินไป จำเป็นต้องออกจากสมาธิมานั่งอบยาในห้องนี้ โดยจะมีหม้อยาที่ต่อท่อให้ควันพลุ่งออกมา แต่เดิมห้องนี้มีผนัง 4 ข้างทึบ และมีหลังคาคลุม แต่กาลเวลาผ่านไป ทั้งผนังและหลังคาซึ่งสร้างด้วยวัสดุไม้กับดิน ได้พังทลายไปเหลือแต่ฐานอิฐ คุณไมเคิล ไรต์กล่าวว่า วัดในประเทศศรีลังการุ่นเก่าที่เป็นสายวัดป่าอรัญวาสีแทบทุกแห่งจะพบห้องอบยาในลักษณะเดียวกันนี้ ตั้งอยู่ใกล้ฐานพระเจดีย์ โดยไม่ถือว่าเป็นสิ่งประเจิดประเจ้อ หากเป็นส่วนหนึ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อการปฏิบัติธรรม

            พระเจดีย์ประธาน องค์ที่เห็นในปัจจุบันสร้างครอบทับองค์เก่าถึง 2 ชั้น ชั้นในสุดคือพระอัฏฐารสก่อด้วยศิลาแลงหุ้มปูนในมณฑปโขงด้านทิศตะวันออกที่สร้างสมัยหริภุญไชย ชั้นที่สองคือยุคของพระญากือนาที่มาสร้างพระพุทธรูปยืนเพิ่มในมณฑปโขงอีกสามด้านเมื่อปี 1912

            ในปี 2433 ชาวบ้านได้ไปอาราธนาครูบาคันธวงศ์มาเป็นประธานในการบูรณะวัดร้างพระยืน ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้าหลวงอินทยงยศโชติ (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5) เจ้าหลวงได้มอบหมายให้ “หนานปัญญาเมือง” ชาวยองบ้านหนองเส้ง เป็นสล่าเก๊า (นายช่างใหญ่) ควบคุมโครงการ โดยใช้แรงงานชาวลัวะจากบ้านหนองล่อง และบ้านศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน มาช่วยก่อสร้าง

            มีหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่ยังหลงเหลือคือ “ศาลาเก้าห้อง” ที่มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินขอ เป็นสถานที่พักกินอยู่หลับนอนของแรงงานชาวลัวะในระหว่างบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์

            รูปทรงเจดีย์ที่เห็นในปัจจุบันเป็นมณฑปโขงพระพุทธรูปสี่ทิศ ตั้งอยู่บนลานประทักษิณยกฐานสูง มีบันไดแก้วขึ้นสู่ตอนบน โดยบันไดนี้ทำเป็นรูปตัวเหงาหรือหางวัน หมายถึงตัวนาคลดรูป ไม่ทำเศียรแผ่พังพาน รูปแบบมณฑปมองเผินๆ อาจดูคล้ายกับเจดีย์ที่กรุงพุกามหลายแห่ง ที่สร้างในพุทธศตวรรษที่ 16-17 เช่น อานันทเจดีย์ น่าจะเป็นการบูรณะตามรูปแบบเดิม กล่าวคือในสมัยหริภุญไชยหรือล้านนา เจดีย์ยอดมณฑปก็เคยมีรูปทรงแบบพุกามเช่นนี้มาก่อนแล้ว เนื่องจากหนานปัญญาเมืองไม่เคยเดินทางไปนอกเขตเมืองลำพูน

            พระพุทธรูปทั้งสี่ด้านเป็นปางเปิดโลกก่อด้วยอิฐถือปูน เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มช่างของหนานปัญญาเมืองเมื่อราว 150 ปีมานี้ ไม่ใช่พระพุทธรูปองค์เดิม เนื่องจากพระพุทธรูป 3 องค์เดิมที่สร้างด้วยวัสดุสำริดในยุคล้านนาชำรุดทรุดโทรม ปัจจุบันมีองค์หนึ่งเก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย นั่นคือเศียรพระเจ้าแสนแสว้ชิ้นงาม กับชิ้นส่วนของพระวรกายหลายท่อน พบว่าองค์เดิมก็สร้างเป็นปางเปิดโลกเช่นเดียวกัน ที่ฐานประทักษิณใกล้พระเจ้าเปิดโลกด้านทิศใต้มีรูปปั้นเสือ ปีนักษัตรของครูบาเจ้าศรีวิชัย            

ส่วนยอดของมณฑปที่ซ้อนชั้นลดหลั่นกันนั้น ประดับตกแต่งด้วยเกล็ดครีบนาค ซึ่งไม่พบในที่อื่นใดในล้านนา นอกจากนี้แล้วในวัดพระยืนยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่นอกเขตพุทธาวาส ด้านทิศตะวันออก ภายในมีโบราณวัตถุที่น่าสนใจหลายชิ้น อาทิเช่น จิตรกรรมบนผืนผ้าหรือพระบฏสมัยรัชกาลที่ 5 จำนวน 25 ผืน แผ่นไม้จำหลักลายนูนต่ำรูปพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองลงรักปิดทอง ซึ่งน่าจะนำเข้ามาจากเมืองมอญหงสาวดี หรือย่างกุ้ง ท่านที่สนใจต้องการเข้าชมโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์สามารถขออนุญาตจากเจ้าอาวาสได้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here