ชื่อเสียงของพระอานันท์ พุทฺธธมฺโม” หรือที่นิยมเรียกกันว่า “ครูบาอานันท์” แห่งวัดพระธาตุแสงแก้วมงคล อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาคนทั่วไปถึงสามสถานะ

สถานะแรก ท่านได้เขียนหนังสือสำคัญชื่อ “ประวัติพระครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย นักบุญแห่งล้านนาไทย” พิมพ์ครั้งแรกปี 2537 ต่อมาพิมพ์แจกเป็นวิทยาทานอีกหลายครั้งใช้ชื่อใหม่ว่า “มหัศจรรย์พระครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย นักบุญแห่งลานนาไทย”

จนกระทั่งปี 2558 สมาคมชาวลำพูน (กรุงเทพมหานคร) โดย ดร.ชัยณรงค์ ณ ลำพูน และคณะกรรมการที่ปรึกษา ได้ขออนุญาตครูบาอานันท์นำต้นฉบับมาจัดพิมพ์อีกครั้ง พร้อมปรับปรุงภาษาและเรียบเรียงข้อมูลใหม่เป็นครั้งที่ 9 ในชื่อ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย นักบุญแห่งลานนา ศรีหริภุญชัย” โดยดิฉันได้รับมอบหมายให้เป็นบรรณาธิการ

เป็นหนังสือที่เขียนด้วยสำนวนอ่านสนุกมีชีวิตชีวา มีการอิงหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพุทธประวัติแทรกเป็นช่วงๆ ถือเป็นงานเขียนประวัติครูบาเจ้าศรีวิชัยที่ได้รับการผลิตซ้ำตีพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้างมากที่สุด มีข้อมูลที่น่าสนใจเพราะเปิดมุมมองใหม่ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ บุกเบิกเรื่องการรวบรวมรายชื่อกู่อัฐิที่กระจัดกระจายตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งรายชื่อวัดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไปก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ ถือเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาครอบคลุมชีวประวัติครูบาเจ้าศรีวิชัยครบถ้วนเกือบทุกด้านมากที่สุดเล่มหนึ่ง

สถานะที่สอง ท่านได้รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ของครูบาเจ้าศรีวิชัย มาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วัดบ้านปาง และสถานะสุดท้าย ท่านได้นำอัฐิของครูบาเจ้าศรีวิชัยไปบรรจุตามวัดต่างๆ กระจายทั่วทุกจังหวัดภาคเหนือตอนบน

ครูบาอานันท์เกิดในครอบครัวเกษตรกร วันเสาร์ที่ 14 เมษายน 2494 ปีเถาะ ตรงกับช่วงวันพญาวันงานบุญสงกรานต์ ณ บ้านท่าร่องช้าง อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา พ.ศ. 2508 เมื่ออายุ 15 ปีได้บรรพชาเป็นสามเณร1 พรรษา ครั้นสึกออกมาพบว่าตนเองไม่ปรารถนาชีวิตทางโลกย์ จึงบรรพชาอีกครั้งเมื่ออายุ 18 พ.ศ. 2512 ช่วงนี้ครูบาอานันท์ได้จาริกแสวงบุญไปจำพรรษาที่วัดสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างนั้นครูบาอานันท์ได้อุปัฏฐากและศึกษาธรรมะจาก “ท่านพุทธทาสภิกขุ” เป็นระยะเวลา 5 พรรษา กระทั่งปี 2517 จึงเดินทางกลับคืนสู่ภูมิลำเนา

ปี 2518 เมื่ออายุได้ 24 ปี ครูบาอานันท์ทำการอุปสมบทที่วัดป่าเล็กๆ ใน จ.พะเยา โดยมีพระอุปัชฌาย์ชื่อ “พระครูบุญญาลังการ” ผู้เป็นศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย พระครูรูปนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตและปฏิปทาของครูบาเจ้าศรีวิชัย สร้างแรงบันดาลใจให้ครูบาอานันท์มีความใฝ่ฝันอยากตามรอยนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาตนนั้น

ปี 2521 ครูบาอานันท์เริ่มบูรณะก่อสร้างวัดพระธาตุแสงแก้วมงคล ในช่วงแรกยังคงใช้หลักคิดตามแนวทางของท่านพุทธทาสภิกขุ เช่น เน้นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ ธารน้ำไหล ก้อนหิน การใช้ถ้อยคำเชิงปริศนาธรรม

ตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นไป ครูบาอานันท์ทุ่มเทชีวิตจิตใจในการตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัย ด้วยการเดินทางไปยังวัดบ้านปาง ต.แม่ตืน (ปัจจุบันแยกออกมาเป็นตำบลศรีวิชัย) อ.ลี้ จ.ลำพูน ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านเริ่มศึกษาอัตชีวประวัติของครูบาเจ้าศรีวิชัยอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม เริ่มจากใช้งานเขียนของ ส. สุภาภา เป็นเค้าโครงหลัก กับการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญหลายคนที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับครูบาเจ้าศรีวิชัย อาทิ ครูบาวงค์ (ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา) วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครูบาสามท่านที่อาศัยอยู่ละแวกวัดบ้านปาง ได้แก่ ครูบาทองสุข ธมฺมสโร (พ่อหนานคําสุข คุณารักษ์) บรรพบุรุษเป็นชาวอําเภอลี้ ที่อพยพไปตั้งรกรากอยู่ที่ตําบลกลางดง อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย, ครูบาหน่อคํา(พ่อหนานหน่อคํา) และครูบาคําอ้าย (พ่อหนานอ้าย) สองท่านหลังเป็นชาว อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ทั้ง 3 ท่านนี้มีอายุอ่อนกว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยประมาณ 20 ปี (อายุร่วมรุ่นกับครูบาวงศ์) ครูบาอานันท์บอกว่าช่วงที่เก็บข้อมูลท่านมีอายุย่าง 40 ปี ส่วนครูบาทั้งสามอายุ 90 กว่าปี ทั้งสามต้องสึกมาเป็นพ่อหนานด้วยภัยจากการที่มหาเถรสมาคมจับครูบาเจ้าศรีวิชัยไปต้องอธิกรณ์ ครูบาทั้งสามอยู่รับใช้อุปัฏฐากครูบาเจ้าศรีวิชัยอย่างใกล้ชิด ทําหน้าที่คล้ายกับเป็นเลขาส่วนตัวคอยจดบันทึกตารางกิจกรรมประจําวันต่างๆ ด้วยเหตุนี้ครูบาอานันท์จึงทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับครูบาเจ้าศรีวิชัยค่อนข้างมาก

ครูบาอานันท์เห็นว่าข้าวของเครื่องใช้ของครูบาเจ้าศรีวิชัยสูญหาย กระจัดกระจายพรายพลัดอยู่ตามที่ต่างๆ ในช่วงเวลา 6-7 ปี (ระหว่าง 2531-2538) นั้น ท่านจึงดั้นด้นสืบเสาะค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยการลงพื้นที่วัดต่างๆ ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยทั่วภาคเหนือทั้งตอนบนและตอนล่าง 9 จังหวัด (ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย) ด้วยการขอรับเงินบริจาคจากศรัทธาญาติโยม เพื่อจัดซื้อเครื่องบริขารของครูบาเจ้าศรีวิชัยกลับคืนมาสู่บ้านปาง เนื่องจากหลังจากที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพไปแล้วบรรดาศิษยานุศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัยล้วนแล้วแต่ประสงค์จะครอบครองเครื่องใช้ไม้สอยประจำกายของตนบุญผู้นี้ไว้เป็นที่ระลึกและเป็นสิริมงคลแก่ตน

ในที่สุดสามารถจัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์เครื่องบริขารของครูบาเจ้าศรีวิชัย” ที่วัดบ้านปางได้สำเร็จ ภายในเก็บรวบรวมหีบธรรม ตู้พระไตรปิฎก ตู้ไม้บรรจุหนังสือและสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับครูบาเจ้าศรีวิชัย เงินเสี้ยว เงินอัฐ เงินเฟื้อง อายุกว่า 100 ปี ที่ชาวบ้านขุดพบในบริเวณกุฏิหลังเก่าของครูบาเจ้าศรีวิชัย รอยมือและรอยเท้าของครูบาเจ้าศรีวิชัยที่ประทับลงซีเมนต์เมื่อคราวบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเจ้าตนหลวง จ.พะเยา พระบรมสารีริกธาตุที่ชาวบ้านขุดพบอยู่ในผอบทองเหลืองใต้ฐานเจดีย์วัดร้างด้านเหนือวัดบ้านปาง อัฐิธาตุ เส้นผม ประคำของครูบาเจ้าศรีวิชัย แท่นกลึงลูกประคำ ตำรายา ใบสุทธิจารบนใบลานของสามเณรซึ่งครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ รูปปั้นเสือ ภาพวาดเสือ (นักษัตรขาล) ที่ชาวบ้านถวายแก่วัด

ชั้นล่างของอาคารจัดแสดงเครื่องใช้สมัยเก่า ครูบาอานันท์พยายามหาซื้อรถยนต์คันแรกที่เปิดทางขึ้นดอยสุเทพ เมื่อปี 2478 ด้วยความยากเย็น กับสิ่งของอื่นๆ เช่น รถสามล้อถีบของหลวงอนุสารสุนทรที่ใช้บรรทุกอาหารถวายครูบาเจ้าศรีวิชัยเมื่อครั้งที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดพระสิงห์ เสลี่ยงที่ใช้หามเมื่อไปสร้างวัดวาต่างๆ ผ้าอังสะ ผ้ารัดอก เตียงหวาย เตียงนอน แท่นจารคัมภีร์ เก้าอี้นั่งจารใบลาน เก้าอี้นั่งสำหรับเวลาควบคุมการก่อสร้าง จดหมายแจ้งการมรณภาพของครูบาเจ้าศรีวิชัย ตราประจำตัวที่มี 5 ภาษาคือ ล้านนา ไทย อังกฤษ พม่า และจีน เป็นต้น

ตรงข้ามกับอาคารพิพิธภัณฑ์ฝั่งทิศเหนือ เป็นอาคารหอครูบาเจ้าศรีวิชัย ครูบาอานันท์รวบรวมภาพเก่าของวัดทั่วทุกจังหวัดในล้านนาที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์

นอกเหนือจากงานเขียนเรื่องครูบาเจ้าศรีวิชัย และการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์บริขารครูบาเจ้าศรีวิชัยแล้ว คุณูปการด้านสุดท้ายที่ครูบาอานันท์มีต่อครูบาเจ้าศรีวิชัยคือ การนำอัฐิ-เกศาของครูบาเจ้าศรีวิชัยนำไปบรรจุตามกู่อัฐิและสารูปตามวัดต่างๆ

คำว่า “กู่” หมายถึง สถานที่บรรจุอัฐิของพระภิกษุ หรือฆราวาส อาจมีรูปทรงคล้ายเจดีย์ หรือซุ้มทรงมณฑปปราสาทรูปแบบต่างๆ ก็ได้ ส่วนคำว่า “สารูป” ย่อมาจาก “สมณสารูป” รากศัพท์เดิมหมายถึงระเบียบข้อวัตรปฏิบัติสำหรับพระภิกษุสามเณร โดยกำหนดให้มีความสำรวม เคร่งครัด หรือรักษา “สมณสารูป” ให้สมแก่เป็นเพศสมณะ ต่อมาในศัพท์ช่างล้านนาได้นำคำว่า “สารูป” มาใช้สำหรับประติมากรรมรูปเหมือนที่มีการบรรจุอัฐิของพระภิกษุรูปนั้นๆ ไว้ที่บริเวณหัวใจ ประหนึ่งว่ายังคง “สารูป” ดั้งเดิมไว้เหมือนครั้งมีชีวิตอยู่

วัดที่ครูบาอานันท์มีส่วนช่วยนำอัฐิ-เกศาครูบาเจ้าศรีวิชัยไปบรรจุตามที่ต่างๆ มีดังนี้

วัดบ้านปาง เป็นทั้งชาตสถาน และมรณสถาน เมื่อมีการพระราชทานเพลิงศพที่วัดจามเทวีวันที่ 22 มีนาคม 2489ได้แบ่งอัฐิของครูบาเจ้าศรีวิชัยออกเป็นส่วนต่างๆ ทางวัดบ้านปางได้รับอัฐิในส่วนของกะโหลกศีรษะและส่วนอื่นๆ ชิ้นเล็กๆ อีกหลายชิ้น ศิษยานุศิษย์ได้นำอัฐิมาบรรจุในผอบหรือโกศดินเผาทรงคล้ายหม้อดอก (ปูรณฆฏะ) ก่อนจะสร้างกู่สถูปอีกชั้นสำหรับบรรจุอัฐิของครูบาเจ้าศรีวิชัย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระวิหารหลวงซึ่งกู่สถูปหลังเดิมนั้นมีขนาดเล็กและยังไม่ได้บุแผ่นทองจังโก ต่อมาครูบาอานันท์ได้สร้างปราสาทหินอ่อนครอบคลุมทับกู่สถูปหลังเดิม

นอกจากกู่อัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัยแล้ว ครูบาอานันท์ยังได้บรรจุอัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัยไว้อีกสองแห่งในวัดนี้ แห่งแรกใส่ผอบในตู้กระจกทรงโกศยอดมณฑป จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เครื่องบริขาร เป็นอัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัยในส่วนกระดูกหน้าแข้ง เกศา มีผอบลูกประคำ ในตู้เดียวกันนั้นยังมีผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอีกด้วยอันเป็นผอบที่ตั้งอยู่บนฐานที่สูงที่สุด กับอีกแห่งหนึ่งบรรจุไว้ใน “สารูปครูบาเจ้าศรีวิชัยท่าตกลูกประคำ”

ครูบาอานันท์ได้รับอัฐิส่วนกะโหลกศีรษะของครูบาเจ้าศรีวิชัย ถวายให้โดย “นายสุกิจจา กรุณานนท์” นายอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เมื่อปี 2527 ซึ่งเขาเคยได้รับมอบอัฐิส่วนนี้มาจากเจ้าอาวาสวัดห้วยกาน ประมาณปี 2525-2526 ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดอำเภอบ้านโฮ่งมาก่อน ครูบาอานันท์นำมาผสมกับเกศาและเล็บมือครูบาเจ้าศรีวิชัย จากนั้นบรรจุใน “สารูปครูบาเจ้าศรีวิชัยหล่อสำริดเท่าองค์จริง ในท่ายกมือขวาตกลูกประคำ” (ลูกบะนับ) นั่งบนเก้าอี้ไม้สีดำ ที่ฐานสลักคำว่า “พระครูบาเจ้าศรีวิชัย” รูปแบบเดียวกันนี้ตั้งกระจายอยู่ตามวัดหลายแห่งในล้านนา

ครูบาอานันท์เล่าว่าท่านจำลองท่าต้นแบบมาจากภาพถ่ายขณะที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยจำพรรษาที่วัดพระสิงห์ ระหว่างปี พ.ศ. 2469-2478 พร้อมจำลองรูปแบบเก้าอี้นั่งให้คล้ายของเดิม สารูปนี้หล่อในปี พ.ศ. 2534 ช่างปั้นหล่อคือนายสง่า สมฤทธิ์ มีโรงงานอยู่ที่หน้าวัดพระธาตุแสงแก้วมงคล หล่อจำนวนทั้งสิ้น 12 รูป

โดยครูบาอานันท์ได้อาราธนาสมเด็จพระญาณสังวร สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.ธ.9) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ทำพิธีบรรจุอัฐิ-เกศา-เล็บมือครูบาเจ้าศรีวิชัย ลงในกล่องหัวใจสารูป เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2534 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร จากนั้นจึงนำมาแบ่งบรรจุในสารูป (กลุ่มนั่งท่าตกลูกประคำ) ทั้ง 12 รูป กับใส่กล่องผอบเพื่อบรรจุในสารูปอื่นๆ ที่ไม่ใช่ท่านั่งตกลูกประคำ อีกจำนวนหนึ่ง นำไปถวายตามวัดต่างๆ ระหว่างปี 2536-2537 ซึ่งวัดเหล่านี้ครูบาอานันท์ได้เลือกเฉพาะวัดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเคยไปบูรณปฏิสังขรณ์โดยให้กระจายอยู่เกือบทั่วทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดตาก คือพระบรมธาตุแก่งสร้อยซึ่งเดินทางไปลำบาก เพราะตั้งอยู่กลางลำน้ำปิง และมีเพิ่มอีกสองวัดในจังหวัดพะเยาที่ได้รับมอบ เนื่องจากเป็นวัดเครือข่ายปฏิบัติธรรมของครูบาอานันท์เอง วัดทั้ง 12 แห่งที่ประดิษฐานสารูปอัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัยได้แก่

1. วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน2. วัดพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 3. วัดพระบาทยั้งหวีด อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ 4. วัดพระธาตุดอยซาง อ.เมืองปาน จ.ลำปาง5. วัดพระธาตุดอยตุง อ.แม่สาย จ.เชียงราย6. วัดป่าสักเหนือ อ.พาน จ.เชียงราย7. วัดพระธาตุจอมทอง อ.เมือง จ.พะเยา8. สำนักสงฆ์ศรีรัตนสุดาราม อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา9. วัดพระธาตุภูขวาง อ.ภูกามยาว จ.พะเยา10. วัดพระธาตุช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่ 11. วัดน้ำฮู อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน12. วัดกลางดง อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย

นอกจาก 12 วัดนี้แล้ว ครูบาอานันท์ยังได้จัดทำกล่องบรรจุอัฐิ-เกศา-เล็บครูบาเจ้าศรีวิชัยที่ทำพิธีพุทธาภิเษกคราวเดียวกันไปบรรจุตามสถานที่ต่างๆ อีกดังนี้ 1. สารูปครูบาเจ้าศรีวิชัยท่านั่งในช่องกระจก กู่อัฐิวัดสวนดอก เชียงใหม่ 2. ใต้ฐานสารูปครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่วิหารครูบา วัดพระธาตุดอยสุเทพ ผลงานปั้นของสล่าอินตา ศิริงาม (จบการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง) 3. แท่งเสาอโศกจำลอง บริเวณเชิงดอยสุเทพ ใกล้กับอนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย เสานี้จารึกรายชื่อวัดจำนวน 108 แห่งที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไปสร้างและบูรณะทั่วล้านนา อันเป็นรายชื่อที่ครูบาอานันท์ พยายามรวบรวมค้นหามาได้ในช่วงนั้น 4. ในพระธาตุเจดีย์ ด้านทิศตะวันตกของพระวิหารพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 5.ในอนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยขนาดใหญ่กว่าคนจริง 3 เท่า วัดศาลาเชิงดอย อ.แม่สาย จ.เชียงราย 6. ในสารูปขนาดใหญ่ วิหารวัดศรีชุมประชา อ.ป่าแดด จ.เชียงราย 7. วัดพระธาตุแสงแก้วมงคล วัดบ้านเกิดเมืองนอนของครูบาอานันท์ บรรจุในสารูปครูบาเจ้าศรีวิชัยขนาดเท่าตัวจริง 2 รูป นอกจากนี้ยังมีส่วนฟันหรือ “เขี้ยวแก้ว” ซึ่งหลุดที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ใส่ผอบแก้ว 8. สารูปรูบาเจ้าศรีวิชัย วัดบุญโยชน์ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา

ครูบาอานันท์อาพาธด้วยโรคเบาหวานมานานกว่า 5 ปี เดินทางมารักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราช (สวนดอก) เชียงใหม่อยู่เนืองๆ ในที่สุดท่านถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ ณ วัดพระธาตุแสงแก้วมงคล เมื่อ2-3 เดือนที่ผ่านมา สิริรวมอายุได้ 69 ปี ความดีและคุณูปการอันมหาศาลของท่านครูบาอานันท์ ในการตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยมากว่าครึ่งค่อนชีวิต จักได้จารึกหยั่งรากลงกลางใจศิษยานุศิษย์ที่นับถือศรัทธาครูบาเจ้าศรีวิชัยอย่างมิรู้คลาย …โยมเพ็ญของน้อมส่งสการ ไหว้สาและคารวาลัย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here