เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา นางสาวปัถวี แสงฉาย ผู้อำนวยการสำนักบริหาร องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ให้การต้อนรับ คณะอาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กรุงเทพฯ โอกาสนี้ได้บรรยายหัวข้อ “การบริหารจัดการองค์การสวนพฤกษศาสตร์อย่างยั่งยืน” ให้แก่คณะ พร้อมกับนำชมการอนุรักษ์ทรัพยากรพรรณพืช ภายในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

สวนพฤกษศาสตร์ฯ (Queen Sirikit Botanic Garden) องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 6,500 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ กม. ที่ 12 บนถนนสายแม่ริม-สะเมิง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ เพียง 27 กม. ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจสำหรับเยาวชนและประชาชน รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนด้านพืชที่สำคัญของประเทศโดยมีแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจหลายแห่ง ได้แก่

1. Canopy Walks เส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยระยะทางกว่า 500 เมตร และที่ระดับความสูงเหนือพื้นดินกว่า 20เมตร มีทัศนียภาพที่สวยงามของทิวยอดไม้ในแบบ พาโนราม่า ที่แต่งแต้มไปด้วย ฉากสุดอลังการของต้นไม้ ภูเขา รวมไปถึงทะเลหมอกจางๆ ที่ลอยละล่องเหนือปลายยอดไม้ หากมาเดินชมช่วงปลายฝนต้นหนาว พร้อมกับชม ความงามของแสงสุดท้ายของวันด้วยหัวใจที่เต็มอิ่มกับความสุขท่ามกลางปลายทิวสนสามใบเหนือยอดเขาระดับความสูงกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งเปิดให้เข้าชมครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2558 พรรณไม้เด่น อาทิ เสี้ยวเครือดอกขาว จำปาทอง สัก ตะแบก ทองหลางป่า ทะโล้ มะหาด กล้วยป่า เป็นต้น

2. กลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ (Glasshouse Complex) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดแสดงพรรณไม้ไว้ในโรงเรือนให้คล้ายคลึงกับลักษณะที่พืชขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี พร้อมกับชมนาฬิกาดอกไม้เรืองแสงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 เมตร มีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับสีสันสดใสตามฤดูกาลภายในหน้าปัดของนาฬิกา

จึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจเมื่อเดินทางมาเยือนสถานที่แห่งนี้ อาทิ เรือนป่าดิบชื้น (Tropical Rainforests) เรือนไม้น้ำ (Water Plants) เรือนกล้วยไม้และเฟิน (Orchids and Ferns) เรือนพืชทนแล้ง (Arid Plants) เรือนพืชกินแมลง (Carnivorous Plants) เรือนพืชสมุนไพร (Medicinal plants) เรือนสับปะรดสี (Bromeliads) และ Rose Garden สวนกุหลาบกว่า 50 สายพันธุ์ ที่ได้นำมาจัดปลูกไว้บริเวณเหนือขึ้นไปจากกลุ่มอาคารเรือนกระจก เพลิดเพลินกับสีสันและกลิ่นหอมของกุหลาบหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ กุหลาบควีนสิริกิติ์ กุหลาบจุฬาลงกรณ์ กุหลาบมองเชรี กุหลาบอเมริกา กุหลาบจัสท์ โจอี้ กุหลาบอิมเพเทียน กุหลาบรูโกซ่า เป็นต้น

3. พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural Science Museum) เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรและนิทรรศการหมุนเวียนให้ความรู้ทางด้านพืช ธรรมชาติวิทยา ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ภายในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ได้เก็บรวบรวมสะสมวัตถุที่มีค่าและนำมาจัดแสดงให้อยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เพื่อการศึกษาทางธรรมชาติวิทยาในเรื่องราวที่เกี่ยวกับโลก ธรณีวิทยา สิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะพืชและสิ่งแวดล้อม เป็นสถานที่ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินเหมือนได้ท่องเที่ยวในโลกแห่งความหลากหลายทางชีวภาพและพืชพรรณ ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ทันสมัยเหมาะสำหรับทุกคน มีการจัดแสดงนิทรรศการ แบ่งออกเป็น ห้องจัดแสดงที่ 1 ประกอบด้วย โซนความหลากหลายทางชีวภาพ โซนก้าวแรกของนักพฤกษศาสตร์ในประเทศไทย โซนผจญภัย 10 ป่าไทย โซนมหัศจรรย์ผึ้งและดอกไม้ ห้องจัดแสดงที่ 2 เรื่อง “มนุษย์กับพรรณพืช” โซนต้นไม้สร้างชีวิต โซนนวัตกรรมจากพรรณไม้ โซนเส้นทางแห่งพืชพรรณ โซนวันที่โลกไม่มีต้นไม้ โซนสู่เส้นทางสีเขียว

4. ศูนย์เกษตรอินทรีย์ (Organic Learning Center) ตั้งอยู่ในบริเวณเรือนอนุบาลพรรณไม้ของสวนพฤกษศาสตร์ฯ เป็นศูนย์เกษตรอินทรีย์ครบวงจร ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปลูกพืชอินทรีย์ การเตรียมดิน การคัดเมล็ดพันธุ์ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ รวมทั้งการสาธิตการปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร ผักพื้นบ้าน ผักปลอดสารพิษ ที่ผลิตจากการใช้เกษตรอินทรีย์หลากหลายชนิด โดยทางศูนย์ฯ ได้ผลิตปุ๋ยจากมูลไส้เดือน น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก จึงเป็นอีกสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ผู้รักธรรมชาติ ใส่ใจดูแลสุขภาพจะสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ได้ในราคาที่ย่อมเยา

5. เส้นทางวัลยชาติ เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ทอดยาวไปตามสันเขา มีการจัดปลูกพืชไม้เลื้อยกว่า 250 ชนิด ตลอดสองข้างทาง ระยะทางประมาณ 800 เมตร ซึ่งไม้เลื้อยเป็นพรรณไม้ที่ต้องการสิ่งอาศัยยึดเกาะในการเลื้อยพันเพื่อพยุงลำต้นในการเจริญเติบโต ส่วนใหญ่จะมีคุณค่าทางโภชนาการหรือสมุนไพร รวมทั้งมีความสวยงามสามารถนำมาพัฒนาเป็นไม้ดอกไม้ประดับได้ดีมีพรรณไม้เด่นที่น่าสนใจมากมาย เช่น กันภัยมหิดล สิรินธรวัลลี เถาใบไม้สีทอง หิรัญญิการ์ เถาขยัน ไก่ฟ้าพญาลอ

6. อุทยานขิง-ข่า เป็นเส้นทางที่ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ได้ทำการรวบรวมพืชวงศ์ ขิง – ข่า ของไทย กว่า 180 ชนิด ซึ่งจัดได้ว่ารวบรวมไว้มากที่สุดในประเทศ มาจัดแสดง โดยพืชวงศ์ขิง –ข่า ถือว่าเป็นกลุ่มพืชที่ใหญ่วงศ์หนึ่งของโลกที่มีความหลากหลายสูง ซึ่งมีการกระจายพันธุ์ตามภูมิประเทศในเขตร้อนชื้นแถบเส้นศูนย์สูตร แหล่งที่อุดมสมบูรณ์และสามารถพบพืชวงศ์ขิง – ข่า ได้มากที่สุด อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย มีอยู่ถึง 26 สกุล กว่า 300 ชนิด หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของพืชวงศ์ขิง – ข่า จากทั่วโลก ทำให้พืชวงศ์ขิง – ข่า ในประเทศไทยเป็นที่สนใจของผู้เชี่ยวชาญทางด้านพืชกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก

7. เส้นทางสวนรุกขชาติ (Arboretum Trail) เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง 600 เมตร เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ ท่ามกลางความร่มรื่น และจุดพักผ่อนท่ามกลางสวนสนธรรมชาติ โดยจุดไฮไลท์ของเส้นทางนี้อยู่ที่แปลงเฟิน ป่าดึกดำบรรพ์มีชีวิต ที่รอให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปสัมผัส ประกอบด้วยพืชกลุ่มเฟินนานาชนิด เช่น กูดต้น เป็นพืชกลุ่มเฟินที่มีลำต้นสูงกว่า 3 เมตร เฟินกีบแรด เฟินเขากวาง เฟินลูกไก่ทอง และพืชดึกดำบรรพ์ ไม่มีดอกที่หาดูได้ยาก เช่น หญ้าถอดปล้อง หวายทะนอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน นักท่องเที่ยวจะพบกับพรมธรรมชาติ ที่เกิดจากมอสชนิดต่างๆ เจริญเติบโตตลอดเส้นทางแปลงเฟิน

8. เส้นทางกระสุนพระอินทร์-พระราม (Pill Millipede Trail) เส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 400 เมตร ศึกษาระบบนิเวศของป่าที่ผสมผสานระหว่างป่าผลัดใบและไม่ผลัดใบ ตลอดเส้นทางเดินที่ร่มรื่นท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่ มีธารน้ำเล็กๆ ไหลผ่าน เนื่องจากพื้นที่บางส่วนเป็นร่องตามหุบเขา อากาศจึงเย็นสบายตลอดทั้งปี พรรณไม้เด่นที่พบ อาทิ จำปีหลวง ตะเคียนทอง ต๋าวหรือต้นลูกชิด เต่าร้าง กล้วยป่า ในช่วงฤดูฝนสามารถพบกับกิ้งกือกระสุนพระอินทร์-กระสุนพระราม สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย ซากพืชและสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศนี้ มีความพิเศษ คือ เมื่อถูกรบกวนจะขดตัวเป็นก้อนกลมคล้ายก้อนกระสุน

9. เส้นทาง Banana Avenue เป็นเส้นทางรวบรวมและจัดแสดงพันธุ์กล้วยที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของประเทศ ภายในพื้นที่ 5 ไร่ มีพันธุ์กล้วยหายากหลากหลายสายพันธุ์ เป็นเส้นทางที่รวบรวมและจัดแสดงพันธุ์กล้วยต่างๆ ที่น่าสนใจและหาชมได้ยากไว้อย่างสวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของป่าที่บริสุทธิ์สดชื่น โดยได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไว้ จำนวน 139 สายพันธุ์ อาทิ กล้วยนวล กล้วยเสือพราน กล้วยเทพรส กล้วยเทพนม กล้วยงาช้าง กล้วยรุ่งอรุณ กล้วยศรีนรา

10. น้ำตกแม่สาน้อย (Mae Sa Noi Waterfall) น้ำตกธรรมชาติ ที่ไหลจากลำห้วยแม่สา ผ่านบริเวณด้านหน้าสวนพฤกษศาสตร์ฯ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวนิยมใช้เป็นสถานที่นันทนาการพักผ่อนหย่อนใจ เล่นน้ำ และกิจกรรมภายในครอบครัว บรรยากาศรอบๆ ร่มรื่นเย็นสบายด้วยต้นไม้ใหญ่ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนกล้วยไม้ป่าหลายชนิดจะออกดอกสีสันสวยงามและมีกลิ่นหอมให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม

11. ศูนย์วิจัยและพัฒนาสง่า สรรพศรี ประกอบด้วย อาคารหอพรรณไม้ อาคารวิจัย และอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ เป็นศูนย์ข้อมูลทางวิชาการด้านพืช เป็นสถานที่เก็บตัวอย่างพรรณไม้แห้ง ตัวอย่างดอง ตัวอย่างผลแห้งต่างๆ และมีห้องสมุดทางพฤกษศาสตร์ ที่รวบรวมหนังสือ วารสาร และสิ่งพิมพ์ ทางพฤกษศาสตร์ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ อาทิ Flora, Journal of Botany จากนานาประเทศ โดยนำมาจัดหมวดหมู่ด้วยระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน (LC) สามารถเข้ามาใช้บริการค้นคว้าความรู้ทางด้านพืช ธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับพืช

12. อาคารศูนย์สารนิเทศ เป็นอาคารที่บริการข้อมูลและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว มีห้องโถงจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ และความรู้ทางวิชาการด้านพืช ห้องประชุมสำหรับชมวีดิทัศน์แนะนำสวนพฤกษศาสตร์และจุดที่น่าสนใจภายในสวน มีห้องประชุม และห้องอาหารสำหรับจัดอบรมสัมมนาสำหรับหน่วยงานภายนอกที่สนใจจัดกิจกรรมนอกสถานที่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามพร้อมสาระความรู้ด้านด้านพืช ควบคู่กับการนันทนาการพักผ่อนหย่อนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 5384 1234 หรือ Facebook : สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here