ส่งกำลังใจให้ นักรบชุดขาว เชียงใหม่ จัด 4 ทีมพยาบาล ไปช่วยสู้วิกฤติโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่สมุทรสาคร ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข เผยผลสำรวจพฤติกรรมสุขภาพประชาชนพบ “การ์ดเริ่มตก” หลังผ่อนปรนมาตรการ สวมหน้ากากอนามัยไม่ถึง 100% มีการรวมกลุ่มทางสังคมและการเดินทางออกนอกจังหวัดมากขึ้น ชี้กลุ่มเสี่ยงต้องฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่บุคคลรอบข้างได้ แต่ผลสำรวจเผยคนไม่น้อยยังไม่ไว้ใจ วัคซีนโควิด

เมื่อวันที่ผ่านมา นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานให้โอวาทและให้กำลังใจบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ที่อาสาสมัครไปช่วยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีนายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และคณะร่วมให้กำลังใจ ณ อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ พบผู้ติดเชื้อจำนวนมากในจังหวัดสมุทรสาคร ทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์จังหวัดสมุทรสาคร ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง และการรักษาพยาบาล ผู้ป่วยที่มีมากขึ้นทุกวัน ทำให้บุคลากรเหล่านั้นเกิดอาการเหนื่อยล้า เพราะต้องปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้มีการเปิดรับอาสาสมัครทางการแพทย์จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นการเสริมกำลัง สนับสนุน หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนกับบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดสมุทรสาคร โดยได้คัดเลือกทีมแพทย์-พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่มีความสมัครใจ มีความพร้อมทางด้านร่างกายจิตใจ

ทั้งนี้ มีบุคลากรทางการแพทย์ที่อาสาปฏิบัติหน้าที่ “นักรบชุดขาวจังหวัดเชียงใหม่” จำนวน 4 ทีม 33 คน โดยมีกำหนดการเดินทางตามลำดับคือ ทีมที่ 1 เดินทางปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างวันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ 2564 , ทีมที่ 2 เดินทางปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างวันที่ 15-21 กุมภาพันธ์ 2564 , ทีมที่ 3 เดินทางปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างวันที่ 22-28 กุมภาพันธ์ 2564 , ทีมที่ 4 เดินทางปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างวันที่ 1-6 มีนาคม 2564

ก่อนการเดินทางบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมดจะได้รับความรู้ด้านข้อมูลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การฝึกปฏิบัติการเตรียมความพร้อมของทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคฯ เชิงรุก และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และหลังจากกลับมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามเป้าหมาย บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนจะถูกกักตัว 14 วัน และตรวจหาเชื้อโควิด-19 จนมั่นใจว่าร่างกายปลอดเชื้อ สมบูรณ์ แข็งแรง จึงจะสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติต่อไป และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้เดินทางไปปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง ทางจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัดพิธีให้โอวาท พร้อมมอบชุดปฏิบัติงานและของที่ระลึก ให้กับนักรบชุดขาวทั้ง 33 คน พร้อมกับมีพิธี “ส่งนักรบชุดขาวเชียงใหม่ ทีมที่ 1 สู้ภัยโควิด-19 สมุทรสาคร” ในวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ ยังขอเชิญชวนให้ประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ ส่งกำลังใจให้กับนักรบชุดขาวจังหวัดเชียงใหม่ สู้ภัยโควิด-19 ที่จังหวัดสมุทรสาครด้วย

ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ทั่วประเทศ ที่ศูนย์แถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พร้อมด้วย นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แถลงข่าวประเด็นผลสำรวจความต้องการวัคซีน และพฤติกรรมเสี่ยงที่ทําให้ติดเชื้อโควิด 19 ว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ร่วมกับองค์การอนามัยโลกสํานักงานภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจพฤติกรรมการป้องกันตนเอง มีประชาชนร่วมตอบแบบสอบถาม 56,201 ตัวอย่าง และตอบแบบสอบถามออนไลน์ 7,243 ตัวอย่าง พบประชาชนมีพฤติกรรมการป้องกันตนเองในระดับที่ดีมาก ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกใหม่ ในเดือนธันวาคม 2564 ส่วนการสำรวจครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 25-31 มกราคม 2564 หลังเริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ พบ “การ์ดเริ่มตก” ในทุกกิจกรรม แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีโดยสวมหน้ากากอนามัยร้อยละ 93.7 การล้างมือบ่อยๆ ร้อยละ 88.4 การกินอาหารร้อนใช้ช้อนกลางส่วนตัว ร้อยละ 87.9 การเว้นระยะห่างระหว่างผู้อื่นไม่น้อยกว่า 2 เมตร ร้อยละ 77 มีการรวมกลุ่มทางสังคมและการเดินทางออกนอกจังหวัดเพิ่มขึ้น
สำหรับการสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการฉีดวัคซีน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ส่วนใหญ่คิดว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่บุคคลรอบข้างได้ ส่วนผลสำรวจจาก อสม. พบว่า เหตุผลที่อยากฉีดคือเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ มีความเสี่ยงด้านอาชีพ และเห็นด้วยว่าบุคลากรทางการแพทย์เป็นกลุ่มแรกที่สมควรได้รับวัคซีน ทั้งนี้ ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งระบุไม่ต้องการฉีดวัคซีน เนื่องจากยังไม่มั่นใจในความปลอดภัยของวัคซีน ผลข้างเคียงจากการรับวัคซีน ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิตหรือป่วยอย่างรุนแรง สามารถป้องกันตัวเองดีแล้ว และไม่เชื่อว่าวัคซีนสามารถป้องกันโรคโควิด 19 ได้ ดังนั้น จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้ประชาชนมากขึ้น ส่วนการรับรู้เกี่ยวแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” และ“หมอชนะ” ส่วนใหญ่รู้จักแต่ใช้งานอยู่ที่ร้อยละ 50 ปัจจัยที่เลือกใช้คือ มีการแจ้งเตือนระดับความเสี่ยง มีความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และใช้งานสะดวก

“แม้จะมีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ สิ่งที่แนะนำให้ทำคู่กันคือการเข้มงวดมาตรการป้องกันส่วนบุคคล สวมหน้ากากอนามัยให้ได้ 100% ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง ใช้แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” “ไทยชนะ” ใช้หน้ากากอนามัยให้ถูกวิธี ใช้ให้ถูกด้าน ให้พอดีกับหน้า สำหรับวัคซีนโควิด 19 ยืนยันว่าก่อนที่จะมีการอนุมัติวัคซีนเข้ามาใช้ในไทย สิ่งแรกที่คำนึงถึงคือความปลอดภัยประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวัคซีนที่จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ อย. ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจว่ามีความปลอดภัย ช่วยป้องกันอาการรุนแรงจากโรคโควิด 19 ช่วยลดการแพร่เชื้อไปสู่บุคคลรอบข้างได้” นพ.ธเรศ กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here