สมาคมพัฒนาชาวไร่บ่มเอง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ค้าใบยาสูบเชียงใหม่ และภาคียาสูบประเทศไทย รวมตัวกันเข้ายืนหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงการคลัง ช่วยเหลือดูแลปัญหาและผลกระทบผู้ปลูกยาสูบทั่วประเทศ พร้อมวอนทบทวนเรื่องการงดรับซื้อใบยาสูบในฤดูกาลใหม่ เพราะจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรชาวไร่ยาสูบทั้งประเทศ ทำให้ขาดรายได้ในการดำรงชีพ

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายขจรศักดิ์ เมฆขจร นายกสมาคมพัฒนาชาวไร่บ่มเอง จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายอรุณ โพธิตา ชมรมชาวไร่บ่มเอง จ.เชียงใหม่ นำชาวไร่ยาสูบที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวนกว่า 300 คนเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สาเหตุเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการประกาศไม่รับซื้อใบยาของการยาสูบแห่งประเทศไทย ซึ่งเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ หวั่นขาดรายได้จากอาชีพที่ทำจากรุ่นสู่รุ่น จึงร้องขอให้กระทรวงการ คลังพิจารณาช่วยเหลือ โดยมีนายประจวบ กันธิยะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ดำรงธรรจังหวัดเชียงใหม่ มารับมอบหนังสือเพื่อยืนส่งต่อไปยังรัฐบาล กระทรวงการคลัง

นายอรุณ โพธิตา ชมรมชาวไร่บ่มเอง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ชาวไร่ยาสูบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนกว่า 300 ราย ซึ่งเป็นผู้ปลูกใบยาส่งให้กับการยาสูบแห่งประเทศไทย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือที่ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอร้องให้กระทรวงการคลังให้ความช่วยเหลือชาวไร่กรณีที่ได้รับผลกระทบจากการที่การยาสูบฯ ประกาศจะไม่รับซื้อใบยาจากเกษตรกรในฤดูกาลนี้ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูก ยาสูบรวม ไปถึงแรงงานในไร่ยาสูบและแรงงานที่เกี่ยวข้องในโรงบ่มใบยาไม่มีรายได้ และเดือดร้อนกันอย่างหนัก

ปัจจุบันผู้บ่ม แรงงานในโรงบ่ม และชาวไร่ยาสูบในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีมากกว่า 10,000 คน ต่างกังวล กันว่าที่การยาสูบฯ ออกมาประกาศ ไม่รับซื้อใบยาโดยให้เหตุผลว่าไม่มีงบประมาณและมีสต๊อกเหลือคงค้างอีกเป็นจำนวนมาก เพราะยอดขายของการยาสูบฯ ลดลงมากจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่ผ่านมา ซึ่งทางชาวไร่ยาสูบ ได้เข้าพบกับการยาสูบฯ และกรมสรรพสามิตเพื่อชี้แจงผลกระทบ และนำเสนอทางออกหลายทางแต่ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด จึงได้มารวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือผ่านศูนย์รงธรรม จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนี้

นายขจรศักดิ์ เมฆขจร นายกสมาคมพัฒนาชาวไร่บ่มเอง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีผู้ปลูกยาสูบและชาวไร่บ่มเองที่ได้รับโควตาการยาสูบ ส่งให้กับการยาสูบฯ ปีละ 2.22 ล้านกิโลกรัมและอาชีพการปลูกยาสูบทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษกว่า 70 ปี จึงเป็นอาชีพที่มั่นคงและ มีตลาดที่แน่นอนมีรายได้ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ เช่น ข้าว สับปะรด ฯลฯ ที่ราคามีความผันผวน การงดรับซื้อใบยาสูบของการยาสูบฯ เท่ากับเป็นการทำให้ชาวไร่และแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมกว่าแสนคนในภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคอีสาน ต้องหมดอาชีพ และขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ เราจึงอยากวิงวอนให้กระทรวงการคลังเข้ามาให้การช่วยเหลือ เพราะการไม่รับซื้อกระทันหันแบบนี้ ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนหนัก หลายคนปรับตัวไม่ทัน ไม่รู้จะหันไปประกอบอาชีพอะไรแทนดี จึงได้มาเรียกร้องทางกระทรวงการคลังให้การช่วยเหลือดังกล่าว

มีรายงานว่า ภายหลังจากที่กลุ่มผู้ปลูกใบยาสูบ ในเชียงใหม่ ได้ยืนหนังสื่อผ่านนายประจวบ กันธิยะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้มารับเรื่องแล้ว ทางกลุ่มชาวไร่ยาสูบ ได้เดินทางไปยังมทบ.33 ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสืออีกครั้ง ขณะที่วันเดียวกันนี้ชาวไร่ยาสูบในจังหวัดต่างๆ อาทิเชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง เพชรบูรณ์ และสุโขทัย ต่างก็รวมตัวกันเดินไปยื่นหนังสือที่ศูนย์ดำรงธรรมในแต่ละจังหวัดเพื่อขอให้กระทรวงการคลังหาแนวทางลดผลกระทบกับชาวไร่ยาสูบด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here