เทวดา-นางฟ้า หนึ่งแสนสองหมื่นชีวิต ช่วยครูบาเจ้าศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ

0
851

เทวดานางฟ้าจะมาช่วย

          ครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้ประกาศต่อผู้คนที่มาร่วมงานในพิธีลงมือขุดจอบแรกสำหรับการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 เวลา 10.00 น. ว่า

          “การสร้างทางในครั้งนี้ นับเป็นการใหญ่อย่างยิ่ง จะสำเร็จลงได้ก็ต่อเมื่อมีเทวดานางฟ้ามาช่วย ท่านทั้งหลายจงมีความมั่นใจ และร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะเห็นผลสำเร็จอย่างแน่นอน”

          ท่านได้ประกาศวาจาสิทธิ์ออกมา เป็นการกระตุ้นให้มหาชนเกิดพลัง ในขณะเดียวกันก็นึกสงสัยว่าจะมีเทวดานางฟ้ามาช่วยสร้างทางจริงๆ ล่ะหรือ ที่แท้แล้วเป็นกุศโลบายที่ท่านต้องการยกย่องผู้มีความมานะบากบั่นพยายามช่วยกันทำสิ่งยากเข็ญให้สำเร็จทุกคน ว่าเป็นผู้มีบุญอุปมาดั่ง “เทวดาและนางฟ้า” นั่นเอง

          วิถีครูบาที่แท้จริงคือการ “ฮอมแฮงฮ่วมใจ๋” (ร่วมแรงร่วมใจ) การบำเพ็ญประโยชน์หรือการสร้างความดีย่อมสำเร็จได้ด้วยตนเอง หาใช่เทพไท้เทวาที่ไหนมาช่วยบันดาลไม่

กลุ่มชาวเขาและชาวบ้าน

เครือข่ายชาวกะเหรี่ยง

          แรงงานสำคัญในการสร้างถนนครั้งนี้ ที่ทำให้งานของท่านลุล่วงไปด้วยดีคือ ชาวกะเหรี่ยง ทั้งชาวกะเหรี่ยงที่ติดตามครูบาอภิชัยขาวปี และที่ติดตามครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ดังที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยกล่าวแก่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาว่า

          “หาหมู่ยางขึ้นไปขุดทางตรงทัดที่ทางโค้ง ขึ้นไปหาห้วยแก้วปู้นเทอะ”

          ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาก็พาหมู่ยางและไท แปงตูบ (สร้างกระต๊อบ) อยู่เป็นที่แล้ว ก็ขุดทางขึ้นไปได้เป็นช่วงๆ ไปเลยถึงน้ำบ่อเต่า แล้วลงมาช่วยครูบาอภิชัยขาวปีตัดหิน

          หลวงศรีประกาศ เล่าพ้องกันว่า “ยางมาช่วยทำสะพาน สะพานยางใช้หินก้อนใหญ่ๆ เอาเรียงจากก้นห้วยซ้อนกันมาจนพ้นน้ำ หินที่ซ้อนกันอยู่นั้นน้ำไหลลอดได้ ตอนซ้อนหินที่สูงพ้นน้ำแล้ว เอาดินถมจนให้เสมอถนนเป็นสะพาน”

          ในสายตาของชาวกะเหรี่ยง สถานะของครูบาเจ้าศรีวิชัย เปรียบได้ดั่งเทวดาองค์หนึ่ง ดังเห็นได้จากขบวนติดตามครูบาเจ้าศรีวิชัย ตามเส้นทางที่ท่านไปบูรณปฏิสังขรณ์ แรงงานชาวกะเหรี่ยงนี้เวลาติดตามครูบาเจ้าศรีวิชัยไปก่อสร้างที่ใด จะไม่รับเงินเป็นค่าตอบแทนเพราะหวังเอาบุญเป็นที่ตั้ง

ชาวบ้านหลวง อำเภอพร้าว

          พระปลัดนพบุรี มหาวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดบ้านหลวง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า ยายของท่าน คือ มา มูลปา กับเพื่อนหญิงอีกสามคน ได้ตามแม่ (แม่ของยายมา มูลปา) ไปช่วยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เดินเท้าจากบ้านหลวงไปตัวเมืองดอยสะเก็ด จากนั้นจึงนั่งรถไปลงในเวียงเชียงใหม่ แล้วต่อไปวัดศรีโสดา ปัจจุบัน ยายมา มูลปา เสียชีวิตแล้ว เมื่ออายุได้ 96 ปี

ชาวบ้านป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด

          พระปลัดเชี่ยวชาญ สุวิชฺชาโน ได้สัมภาษณ์แม่อุ๊ยจันทร์ พวงกิ่งแก้ว บ้านป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2557 อายุ 93 ปี เป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ แม่อุ๊ยจันทร์เล่าว่า

          “…ไปร่วมสร้างทาง 7 วัน โดยได้ยินเขาประกาศทางวิทยุ การเดินทางจากบ้านป่าป้องไปดอยสุเทพใช้เวลา 1 วัน เตรียมข้าวสารอาหารแห้งไปเอง คนที่ไปตอนนั้นเยอะมาก ใครเป็นใครไม่รู้จัก เพราะมาจากไหนกันบ้างก็ไม่รู้ พอไปถึงต่างคนก็ต่างทำงานไม่ได้สนใจกัน…”

ชาวบ้านหก เมืองพาน

          จากหนังสือ“ผมเป็นคนบ้านหก” (บ้านหก อยู่ที่ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย) รวบรวมโดย อภิชิต ศิริชัย ได้เล่าเหตุการณ์ของพระภิกษุสามเณรและชาวบ้านหกพากันเดินทางไปช่วยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ว่า

          “พ่ออุ๊ยกำนันขัน พรมวิหาร เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2455 ที่บ้านป่าเคาะ เป็นบุตรของแม่อุ๊ยสม (ไม่ทราบชื่อสามีเดิม) ต่อมาได้อยู่กินกับอุ๊ยสี (แกด) พ่ออุ๊ยสีจึงรับเด็กชายขัน เป็นลูกบุญธรรม เมื่อก้าวเข้าวัยหนุ่ม นายขันได้อุปสมบทที่วัดสันไม้ฮาม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ได้หลายพรรษา ต่อมาพระขันได้ชักชวนพระปัญญา มูลชนะ (ได้รับนิมนต์เป็นเจ้าอาวาสวัดบุญเรืองเหนือ เมื่ออายุ 21 ปี) เดินทางไปหาครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่ขณะนั้นได้สร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ

          ในการเดินทางครั้งนั้น มีพระ 2 รูป สามเณร 2 รูป ชาวบ้านจากบ้านเกี๋ยง 1 คน บ้านซาววา 1 คน บ้านหก 1 คน รวม 7 คน เดินทางด้วยเท้าไปสมทบกับพระและชาวบ้านที่วัดสันไม้ฮาม และเดินทางผ่านอำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ผ่านอำเภอดอยสะเก็ด จนถึงปากทางเข้าอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ รวมเดินทางได้ 7 วัน ได้ขึ้นรถยนต์โดยสารจากปากทางอำเภอสันทรายถึงเชิงดอยสุเทพ ค่าโดยสารคนละ 10 สตางค์ ถึงวัดศรีโสดาห้วยแก้ว

          บรรยากาศเมื่อถึงตีนดอยสุเทพนั้นคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนนับหมื่น แต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขมีขมัน แต่แทบจะไม่ได้ยินเสียงพูดคุยกันอื้ออึงตามจำนวนผู้คนเป็นหมื่นปาก หน้าตาแต่ละคนยิ้มแย้มแจ่มใส หลายคนมาจากต่างพื้นที่ทั้งไทย เจ๊ก เมือง เงี้ยว ขึน ลื้อ ยอง แถมมีแขก มีม่านด้วยจำนวนหนึ่ง อาหารมื้อแรกที่เราได้รับการต้อนรับคือ “จอผักกาด” ถึงน้ำจะใสแต่รสชาติหวานเปรี้ยวเค็มกลมกล่อม และเราก็จัดแจงขนของของเราที่เตรียมมา หนึ่งในนั้นคือปลาแห้งน้ำอิง จึงจัดการยำปลาแห้งแจกจ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนในวันถัดมา นับว่าพวกเราถึงบุญกันถ้วนหน้า”

ชาวบ้านช่อแล อำเภอแม่แตง

                แม่ชีเทียมตา ไชยกันย์ อยู่บ้านช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เกิดเมื่อวันที่ 18 พฤจิกายน 2468 ขณะสัมภาษณ์ พ.ศ. 2557 อายุ 91 ปี บวชชีเมื่ออายุ 50 ปี กินข้าวมื้อเดียว ไม่กินเนื้อ กินแต่พืชผัก เห็ด คล้องลูกประคำตามแบบครูบาเจ้าศรีวิชัย เล่าว่าเมื่อปี 2477 แม่ชีอายุ 9 ขวบ ได้ติดตามคนเฒ่าคนแก่ไปช่วยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพด้วย โดยเดินเท้ากันมาหลายชีวิตจากอำเภอแม่แตง

          “เห็นครูบาเจ้าศรีวิชัยนั่งสมาธิปิดตาถือพัดขนนกยูง หน้าวัดศรีโสดา เอาบาตรใบใหญ่วางไว้ข้างหน้า สมัยก่อนใช้สตางค์แดง คนเอาเงินแดงมาใส่จนพูนบาตร จำได้ดีว่าครูบาฯ อู้คำยอง (พูดภาษายอง) เราเป็นเด็กก็ไปนั่งเล่นทรายที่กองรอบตัวครูบาฯ บางทีก็ช่วยตักทรายใส่ล้อเข็นไปเข็นมา แต่ละวันเข็นได้ไม่กี่เที่ยว เพราะเอาแต่เล่นเสียส่วนใหญ่ วันหนึ่งพ่อลุงก็มาบอกยายว่าได้เวลากลับแล้ว แต่ยายไม่ยอมกลับ วิ่งหนีไปตรงน้ำตกห้วยแก้วช่วงที่เป็นลานกว้าง เป็นที่พักทำอาหารของพวกแม่ครัว ตอนกลางคืนมีสะล้อซอซึงเล่นกันสนุกสนาน เหมือนเป็นที่พักผ่อนหลังเหนื่อยจากสร้างทาง”

กลุ่มคหบดีพ่อค้า

ทายาทหลวงอนุสารสุนทร

          อันที่จริงหลวงอนุสารสุนทร เป็นผู้ให้การสนับสนุน เข้าร่วมปรึกษาหารือ วางแผน พร้อมทั้งบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือมาโดยตลอด แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ท่านเป็นโรคความดันโลหิตสูง เส้นโลหิตใหญ่ในสมองแตก เสียชีวิตประมาณ 1 เดือน (ตุลาคม 2477) ก่อนที่จะมีพิธีลงจอบแรก ในวันนั้นนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ บุตรสาวได้แต่งกายไว้ทุกข์ไปร่วมพิธีขุดถนนแทนหลวงอนุสารสุนทรผู้ล่วงลับ

เถ้าแก่โหงว แซ่เตียว

          เถ้าแก่โหงว แซ่เตียว เป็นเจ้าของห้างเตียวเมี่ยงไถ่ นายห้างใหญ่คนหนึ่งของเชียงใหม่ ห้างอยู่ที่ตลาดสันป่าข่อย ชาวเชียงใหม่เรียก “เจ๊กโหงว” ทำการค้าติดต่อกับบริษัทอีสท์เอเชียติก กรุงเทพฯ ยังชีพด้วยการสั่งเหล็กและปูนซีเมนต์มาขายที่เชียงใหม่ เป็นศรัทธาหลักในการบูรณะวัดสวนดอก และวัดอื่นๆ อีกหลายแห่ง

          นอกจากความต้องการบุญแล้ว ความศรัทธาของพ่อค้าวาณิชชาวจีนที่สนับสนุนการซ่อมสร้างวัดของครูบาเจ้าศรีวิชัย สืบเนื่องมาจากความต้องการเป็นที่ยอมรับในสังคมล้านนาอีกด้วย เพราะครอบครัวเป็นชาวจีนโพ้นทะเล ทั้งเป็นพ่อค้า การได้ร่วมซ่อมสร้างวัดกับครูบาเจ้าศรีวิชัย ถือเป็นการประกาศฐานะของพุทธมามกะที่ดี ทำให้ชาวล้านนายอมรับในความสำเร็จของตน พร้อมกับเป็นการสร้างโอกาสในการค้าสืบต่ออีกด้วยโดยปริยาย

          เถ้าแก่โหงว เป็นธุระเรื่องน้ำดื่มและอาหาร ในประวัติบุคคลสำคัญที่ได้รับประกาศเชิดชูเกียรติคุณของจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า เถ้าแก่โหงวรับเป็นเจ้าภาพสร้างถนนระหว่างม่อนขุนกันถึงม่อนพญาหงษ์ ด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง และบริจาคเครื่องใช้สำหรับสร้างถนนในวันปฐมฤกษ์ มีมีด ขวาน จอบ เสียม ชะแลง อีเตอร์ พลั่ว จำนวนเต็มรถยนต์บรรทุก 2 คัน อาสาขับรถยนต์รับส่งบริการครูบาเจ้าศรีวิชัยออกตรวจการทำงานในจุดต่างๆ ทุกวัน ตั้งแต่เริ่มกระทั่งเสร็จสิ้นการสร้างถนน ปัจจุบันเครื่องมือส่วนหนึ่งที่ใช้ในวันปฐมฤกษ์ ได้จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์บริขารครูบาเจ้าศรีวิชัย วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

ขุนกันชนะนนท์

          ขุนกันชนะนนท์ เป็นผู้ออกทุนทรัพย์ ตัดถนนบริเวณโค้งหักศอกก่อนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ 1 กิโลเมตร บริเวณโค้งหักศอกนี้ เป็นภูเขาหินสูงชัน ป่ายปีนยากลำบากอย่างยิ่ง ครูบาเถิ้มและขุนกันชนะนนท์ช่วยกันกำกับให้ชาวกะเหรี่ยงขนหินมาถมธารน้ำตก เพื่อสร้างสะพานหินข้ามช่องหว่างเขาสุดท้ายที่จะถึงเนินภูเขาอันเป็นที่ตั้งของวัดพระธาตุดอยสุเทพ

          เดิมนั้นคณะสำรวจเห็นว่าควรตัดอ้อมถนนไปยังม่อนสนที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับดอยสุเทพ (บ้านนิมมานนรดีปัจจุบัน) แต่ครูบาเถิ้มเห็นสมควรให้ตัดตรงไปบรรจบกับทางเดินเก่าเลย (ทางเดินเท้ามุมโค้งขุนกัน) ผ่านศาลาน้ำบ่อเต่า ที่ไม่เคยเหือดแห้ง ขุนกันชนะนนท์ยินดีรับทำถนนช่วงที่ยากที่สุดพร้อมออกทุนทรัพย์ส่วนตัวจนสำเร็จ จึงได้รับการตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่สร้างว่า “โค้งขุนกัน” ปัจจุบันลูกหลานได้จัดสร้างรูปหล่อ แล้วประดิษฐานไว้ที่โค้งขุนกัน เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีและความเพียรของท่าน

          ประวัติของขุนกันชนะนนท์ เดิมชื่อ “ส่างกะณะ” เป็นบุตรของจะเลวุณณะ และนางอิ่ง ทั้งคู่เป็นชาวไทใหญ่ เกิดที่บ้านหมอกใหม่ รัฐเชียงตุง ประเทศพม่า ต่อมาได้อพยพมาตั้งรกรากที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวัยหนุ่มส่างกะณะเป็นพ่อค้าวัวต่างเดินทางค้าขายระหว่างแม่ฮ่องสอนกับเชียงใหม่ ต่อมาสมรสกับนางวันดี บุตรีของพญานาวา แถวบ้านวังสิงห์คำ จังหวัดเชียงใหม่ ทำการค้าจนเจริญรุ่งเรือง เป็นที่รู้จักมักคุ้นของเจ้านายฝ่ายเหนือและคหบดีในเมืองเชียงใหม่อย่างดี

           ในปี พ.ศ. 2460 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนกันชนะนนถี” ต้นตระกูลชนะนนท์

กลุ่มขุนนางข้าราชการ

หลวงศรีประกาศ

          เครือข่ายข้าราชการหรือขุนนางในล้านนาคนสำคัญ ได้แก่ หลวงศรีประกาศ พญาคำวิจิตรธุระราษฎร์ ขุนเปาเปรมประชา เป็นต้น ซึ่งไม่ขอลงรายละเอียดชีวิตของบุคคลกลุ่มนี้ เนื่องจากพื้นที่จำกัด

          ข้อมูลสำคัญที่อยากให้ทุกท่านทราบก็คือ ได้พบเอกสารสำคัญ (ได้รับการอนุเคราะห์จากพันตรีบัญชา ชัยปฏิยุทธ อดีตรองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ) มอบสำเนาเอกสารจดหมายเหตุของสำนักราชเลขานุการในพระองค์ เลขที่ ร.8. 26/21 แผนกที่ 22/22 เรื่องพระศรีวิชัยถวายพระราชกุศล (8-16 ตุลาคม 2478) ให้ พบว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยให้จัดทำบัญชีจำแนกแยกแยะจำนวนทายก ทายิกา ที่ได้ร่วมกันขุดและบุกเบิกดินในการทำถนนขึ้นบนดอยสุเทพ ปีพุทธศักราช 2478 โดยแยกตามอำเภอ จังหวัด และเพศชาย หญิง ได้ทั้งสิ้นจำนวน 118,204 คน หรือมากถึงเกือบหนึ่งแสนสองหมื่นคน

หมายเหตุ     เรื่องราวที่จะกล่าวต่อไปนี้รวมทั้งของสัปดาห์ที่แล้ว (เรื่อง “85 ปีจอบแรกครูบา กองทัพธรรมผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ”) เป็นข้อมูลเนื้อหาและภาพประกอบนำมาจากหนังสือ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย : สิริชีวประวัติ วัตรปฏิบัติ และหลักธรรมคำสอน” เล่มที่ 1 (เป็นหนังสือชุดจำนวน 3 เล่ม) ที่จัดพิมพ์โดย ดร.ชัยณรงค์ ณ ลำพูน ในนาม “สมาคมชาวลำพูน กรุงเทพมหานคร” ปี 2561 จึงขอขอบพระคุณเจ้าของและผู้จัดพิมพ์มา ณ ที่นี้