เจ้านายฝ่ายเหนือเชื้อสาย “เจ้าเจ็ดตน”

0
1631

เรามักได้ยินอยู่เสมอว่าเจ้านายฝ่ายเหนือส่วนใหญ่ล้วนมาจากสายเชื้อเจ้าที่เรียกว่า “เจ้าเจ็ดตน”

จึงเกิดคำถามว่า “เจ้าเจ็ดตน” ที่ว่า เป็นใครบ้าง? อีกทั้งมีประวัติความเป็นมาอย่างไร?

หลังจากพญามังราย สร้างเมืองเชียงใหม่มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๘๓๙ เรื่อยมา เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สืบทอดต่อกันมาถึง ๑๘ องค์ เริ่มตั้งแต่พญามังรายมาสิ้นสุดที่พระนางวิสุทธิเทวีเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นของพม่า ในปี พ.ศ.๒๑๐๑ อีก ๙ ปีต่อมาพม่าจึงตีกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ ในปี พ.ศ.๒๑๑๒ เป็นการเสียกรุงครั้งที่ ๑ ของไทย หลังจากนั้นพระนเรศวรมหาราชได้ประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ.๒๑๒๗ ไทยมาเสียกรุงครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ ระหว่างนั้นเมืองเชียงใหม่และเมืองอื่นๆ ในล้านนายังตกเป็นเมืองขึ้นของพม่ามาโดยตลอดถึง ๒๑๖ ปี

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์

จนพระเจ้าตากสินทหาราชได้ประกาศอิสระภาพในปี พ.ศ.๒๓๑๐ หลังจากเสียกรุงเพียง ๙ เดือนและนำกองทัพมาขับไล่พม่าออกจากล้านนา มีการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่และเมืองอื่นๆในล้านนานับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๑๗ เป็นต้นมา

ในช่วงแรกก่อนที่จะตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ยุคนั้นเป็น “ราชวงศ์มังราย” แต่จากสภาพสงครามระหว่างพม่ากับล้านนา ทำให้ชนชั้นผู้ปกครองเดิมสมัยราชวงศ์มังรายหมดอำนาจลง อีกทั้งเชื้อสายผู้ปกครองเมืองก็ถูกกวาดต้อนไปอยู่เมืองพม่าจนหมดสิ้น

หลังจากพระเจ้าตากสินมหาราชประกาศอิสรภาพจากพม่าและมอบหมายให้เจ้าพระยาสุรสีห์นำกองทัพไทยมาขับไล่พม่าออกจากเมืองลำปางและเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๓๑๗ หลังจากนั้นได้แต่งตั้งให้พระเจ้ากาวิละเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นคนแรก

พระเจ้ากาวิละเป็นหนึ่งในเจ้าทั้งเจ็ดองค์ของ “ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน”

“ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน” เริ่มต้นจากพระยาสุลวฦๅชัยสงครามที่เมืองลำปาง ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า เมืองนครเขลางค์

เมืองลำปางหรือเมืองนครเขลางค์แม้จะมีเจ้าเมืองเป็นหลักในการดูแลทุกข์สุขของชาวเมือง แต่ก็มีขุนนางพม่าและกองทัพพม่าเข้ามาควบคุมดูแลเช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๒๗๒ หลังจากเจ้าเมืององค์เดิมถึงแก่กรรม คงมีแต่ขุนเมืองทั้งสี่รั้งเมืองอยู่ชั่วคราว ไม่มีผู้ใดมีอำนาจเด็ดขาด ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนายาง มีวิทยาคมแก่กล้าและมีผู้นับถือมาก ได้ร่วมกับสมภารวัดสามขาและสมภารวัดบ้านฟ่อนลาสิกขาบทออกมาตั้งเป็นก๊กขึ้น เพื่อรวบรวมอำนาจและกำลังควบคุมเมืองลำปางเจ้าเมืองลำพูนเห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงให้ท้าวมหายศยกทัพมาโจมตีเมืองลำปางและยึดเมืองได้สำเร็จ ยิงผู้นำทั้งสามคนเสียชีวิต และตั้งมั่นอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง เรียกเก็บทรัพย์สินจากราษฎรทำร้ายผู้คน ก่อความเดือดร้อนให้ราษฎรเป็นอันมาก

พระมหาเถระเจ้าอธิการวัดพระแก้วทนดูการกดขี่ข่มเหงราษฎรไม่ได้จึงคิดวางแผน ที่จะขับไล่ข้าศึกออกจากเมืองลำปางเมื่อปรึกษาญาติโยมและชาวบ้านต่างเห็นพ่องกันที่จะเลือกนายทิพย์ผู้มีความกล้าหาญ มีสติปัญญาดี อีกทั้งมีศีลธรรมและความสัตย์เป็นผู้นำ นายทิพย์เป็นนายพรานช้าง เป็นชาวบ้านปงยางคก เมื่อวางแผนแล้วจึงได้รวบรวมชาวบ้านประมาณ ๓๐๐ คน บุกเข้ารบกับกำลังของเมืองลำพูนและสังหารท้าวมหายศได้ หลังจากนั้นพระมหาเถระเจ้าอธิการวัดพระแก้วได้ประกอบพิธีปราบดาภิเษกให้นายหนานทิพย์ช้างเป็นเจ้าเมืองนครเขลางค์ นามว่า “พระยาสุลวฦๅชัย สงคราม”เมื่อปี พ.ศ.๒๒๗๕ แต่ขณะนั้นอำนาจของพม่ายังเข้มแข็งนครเขลางค์จำต้องขึ้นต่อพม่าตรงกับสมัยของพระเจ้างอังวะ

อนุสาวรีย์พระยาสุลวฦๅชัย(หนานทิพย์ช้าง) จังหวัดลำปาง

พระยาสุลวฦๅชัยมีโอรส ๓ องค์และธิดา ๓ องค์ คือ เจ้าอ้าย,เจ้าฟ้าชายแก้ว,เจ้าหญิงคำ,เจ้าคำปา,เจ้าพ่อเรือน และ เจ้าหญิงกลม

พระยาสุลวฦๅชัยถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ.๒๓๐๒ ขุนนางและชาวเมืองนครเขลางค์สถาปนาเจ้าฟ้าหลวงชายแก้วโอรสของพระยาสุลวฦๅชัยขึ้นครองเมืองนครเขลางค์แทน

เจ้าฟ้าหลวงชายแก้วนี้เอง ที่อาจถือว่าเป็นต้นของ “ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน” เพราะเป็นบิดาของเจ้าทั้งเจ็ดองค์ แต่หากไล่ขึ้นไปคงต้องเป็นพระยาสุลวฦๅชัยที่เป็นต้นราชวงศ์

เจ้าฟ้าหลวงชายแก้วครองเมืองนครเขลางค์อยู่ไม่นานมีกลุ่มขุนนางนำกำลังเข้ายึดอำนาจ เจ้าฟ้าหลวงชายแก้วหนีไปพึ่งเจ้าเมืองแพร่ ต่อมาหนีไปพึ่งพม่า จนกองทัพพม่ายกมาปราบปรามและสถาปนาให้เจ้าฟ้าหลวงชายแก้วครองเมืองนครเขลางค์อีกครั้งหนึ่ง

เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว มีโอรส ๗ องค์ ธิดา ๓ องค์

“โอรส ๗ องค์” นี้เองที่เป็นที่มาของ “เจ้าเจ็ดตน” เนื่องจากเจ้าทั้งเจ็ดได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ที่กรุงเทพฯ ให้ดำรงฐานะเจ้าผู้ครองเมือง ซึ่งประกอบด้วย

๑.เจ้ากาวิละ ได้ครองเมืองลำปาง ในปี พ.ศ.๒๓๑๗ และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นพระเจ้ากาวิละ ครองเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๓๒๕ พระเจ้ากาวิละมีโอรส ๔ องค์และธิดา ๑ องค์โอรสองค์ที่ ๒ ได้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๖ คือพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์
๒.เจ้าคำสม ได้ครองเมืองลำปางต่อจากพระเจ้ากาวิละมีโอรส ๔ องค์ โอรส ๓ องค์ครองเมืองลำปางสืบมา นอกจากนี้รุ่นหลายก็ครองเมืองลำปางเช่นกัน คือ เจ้าบุญวาทวงศ์มานิต
๓.เจ้าน้อยธรรม ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๒ นามว่า พระยาธรรมลังกา พระยาธรรมลังกามีโอรส ๕ องค์ ธิดา ๑๑ องค์ โอรสองค์ที่ ๒ คือ เจ้าหนานมหาวงศ์ ต่อมาเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๕ นามว่า พระเจ้ามโหตรประเทศ โอรสองค์ที่ ๔ ของพระยาธรรมลังกา คือ เจ้าน้อยหน่อคำ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราชมีบุตรคนหนึ่งคือ เจ้าน้อยรถมีศักดิ์เป็นปู่ของเจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ บิดาของเจ้าหนุ่ยธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ฃ
๔.เจ้าดวงทิพย์ ได้ครองเมืองลำปาง มีโอรส ๑ องค์ คือ เจ้าพรหมมาภิพงศ์ธาดา เป็นเจ้าครองนครลำปาง องค์ที่ ๗
๕.เจ้าหมูหล้า ได้เป็นราชวงศ์เมืองนครลำปาง
๖.เจ้าคำฝั้น ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๓ มีโอรส ๒๐ องค์ ธิดา ๒๔ องค์ โอรสองค์ที่ ๓ คือ เจ้าพิมพิศาล (บางเองสารใช้คำว่าเจ้าพิมพิสาร) เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราชนครเชียงใหม่ ตามประวัติเกือบได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ นอกจากนี้โอรสองค์ที่ ๙ คือ เจ้ามหาพรหมคำคง เคยดำรงตำแหน่งเจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่บุตรคนหนึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ คือ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ และโอรสของพระเจ้าอินทวิชยานนท์องค์ที่ ๖ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ คือ เจ้าแก้วนวรัฐ ส่วนธิดาองค๋์สุดท้ายดำรงตำแหน่งพระราชชายาของรัชกาลที่ ๕ คือ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ซึ่งมาจากสายเจ้าคำฝั้นด้วยเช่นเดียวกัน
๗.เจ้าบุญมา ได้เป็นพระยานครลำพูน ครองเมืองลำพูนในปี พ.ศ.๒๓๕๘ มีโอรส ๓ องค์ ธิดา ๒ องค์ โอรสทั้งสามเป็นเจ้าเมืองทั้งสิ้น คือ เจ้าคำตัน เจ้าครองนครลำพูน องค์ที่ ๕ และเจ้าอินทวีชัยเจ้าเมืองเชียงแสนองค์แรก

ปี พ.ศ.๒๓๑๐ หลังจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี(พระเจ้าตากสินมหาราช) ประกาศอิสระภาพได้สำเร็จ ในปี พ.ศ.๒๓๑๔ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ยกกองทัพมาตีกองทัพพม่าที่เมืองเชียงใหม่ กองมัพพม่าป้องกันเมืองไว้ได้ทำให้ต้องยกทัพกลับในขณะนี่นเจ้ากาวิลัและอนุชา ๖ คน คิดว่าควรสวามิภักดิ์ต่อคนไทยด้วยกัน จึบเอาใจออกห่างพม่าและร่วมกับพระยาจ่ากลับ(นาบบุญมา) ขุนนางเชียงใหม่วางแผนนำกำลังโจมตีทหารพม่าในนครลำปางได้สำเร็จ กำลังทหารพม่าหนีไปตั้งมั่นที่เมืองเชียงใหม่หนีไปตั้งมั่นที่เมืองเชียงใหม่พระยาจ่าบ้านได้ไปแจ้งขอกำลังทหารของพระเจ้ากรุงธนบุรีที่ขณะนั้นตั้งมั่นอยู่ที่เมืองกำแพงเพรชมาสนับสนุน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมอบหมายให้เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพมาเสริมทัพของเจ้ากาวิละและพระยาจ่าบ้าน บุกเข้าโจมตีเมืองเชียงใหม่ ขับไล่ทัพพม่าออกจากเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จในปี พ.ศ.๒๓๑๗

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เจ้าพระยาจ่าบ้านเป็น พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ส่วนเจ้ากาวิละ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยากาวิละ เจ้าเมืองนครลำปาง อาจจะเพราะความยิ่งใหญ่ของเมืองนครลำปางในยุคนี้เองที่เอกสารจากกรุงเทพฯหลังสมัยรัชกาลที่ ๑ มักเรียกเมืองลำปางว่า “เมืองนครลำปาง” ส่วนเมืองเชียงใหม่ คงเรียก “เมืองเชียงใหม่” ไม่ใช่ “เมืองนครเชียงใหม่”


หลังจากนั้นอิทธิพลของกองทัพพม่ายังเข้มแข็งพระเจ้ากาวิละจำเป็นต้องปล่อยเมืองเชียงใหม่และลำพูนรกร้างและมาตั้งมั่นที่เมืองนครลำปาง ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นครองราชย์ พระยากาวิละกับน้องเดินทางลงไปเข้าเฝ้า ทรงโปรดเกล้าให้พระยากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่สถาปนายศเป็น พระยาวชิระปราการเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งหมายถึง ให้พระยากาวิละรับผิดชอบในการสร้างเมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่งส่วนน้องชายคือ เจ้าคำสม ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองลำปาง เมื่อเดินทางกลับพระยากาวิละเริ่มต้นรวบรวมผู้คนที่เมืองป่าซางก่อน จนถึงปี พ.ศ.๒๓๓๙ จึงอพยพมาตั้งฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง หลังจากสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว จึงสร้างเมืองลำพูนในปี พ.ศ.๒๓๕๐ มอบหมายให้พระยาบุรีรัตน์คำฝั้น น้องชายครองเมืองลำพูน


จะได้เห็นว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่ ลำปางและลำพูน เป็นเชื้อสายจากพระยาสุลวฦๅชัยทั้งสิ้น

ตำแหน่งเจ้าเมืองถูกยกเลิกตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๙ เป็นต้น มาตามนโยบายสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ หากเจ้าเมืองเมืองใดว่างลงจะไม่มีการแต่งตั้งขึ้นอีก โดยเจ้าเมืองที่ยังมีชีวิตอยู่จะได้รับเงินเดือนจนถึงแก่พิราลัย ทั้งนี้เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายคือ เจ้าแก้วนวรัฐ ถึงพิราลัย ในปี พ.ศ.๒๔๘๒

(เรียบเรียงจากประวัติตระกูล ณ เชียงใหม่ หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพลตรี เจ้าราชบุตร-วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๑๕, วิทยานิพนธ์เรื่องเชียงใหม่ก่อนเทศาภิบาล ของวิไลสุทธิศิริกุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ๗๐๐ ปีของเมืองเชียงใหม่ โดยธเนศวร์ เจริญเมือง