กลุ่มหนองเส้ง วัยรุ่นก่อน ปี พ.ศ.2500

0
974

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยต้องประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ส่วนหนึ่งต้องนำเงินเสียค่าเสียหายให้ฝ่ายชนะสงคราม ส่งผลให้ประสบปัญหาข้าวยากหมากแพงเรื่อยมา ผลกระทบต่อสังคมทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้สังคมเชียงใหม่ คือ ปัญหาไม่มีงานรองรับเยาวชนวัยรุ่นที่เติบโตขึ้นมา

ทำให้มีการรวมกลุ่มเป็นแก๊งกึ่งอันธพาลขึ้นในแต่ละชุมชน กลุ่มเหล่านี้ มีความรู้สึกรักถิ่นที่อยู่หากมีกลุ่มอื่นเข้ามามักทำร้าย เหตุผลอีกส่วนหนึ่งเพราะเส้นทางการคมนาคมไม่สะดวกทำให้ขาดการเดินทางติดต่อทำความรู้จักกันดังเช่นปัจจุบัน ที่ขึ้นชื่อ คือ กลุ่มอินทรีย์ขาว ย่านช้างม่อย กลุ่มแม่โจ้ กลุ่มอินทรีย์ดำย่านวัดป่าแพ่ง กลุ่มสันป่าข่อย กลุ่มประตูเชียงใหม่ กลุ่มวัดเกตุเป็นต้น

แต่ที่คุมแถบย่านฟ้าฮ่าม คงไม่พ้น กลุ่มหนองเส้ง หนองเส้ง เป็นนามหมู่บ้านหนองเส้งในอดีตอยู่บริเวณย่าน รพ.แมคคอร์มิค ป่าช้าสันกู่เหล็ก แต่กลุ่มนี้รวมวัยรุ่นย่านบ้านป่าแก, บ้านแม่คาว, ทุ่งโฮเต็ล, หนองป่าครั่งไว้ด้วยกัน กำลังรวม 30 คน แต่ละคนอายุ18-19 ปี อยู่ในวัยคะนองสุดๆ และพร้อมใจกันยกให้นายจัน คนบ้านแม่คาวเป็นหัวหน้าใหญ่

ซึ่งต่อมาเป็นผู้ใหญ่บ้านแม่คาว เหตุผลเพราะนายจัน เป็นนักมวย ชื่อว่า “เขียวสด อรทัย” สังกัดค่ายอรทัยค่ายมวยดังในอดีตทางบ้านโป่งแห้ง อำเภอสารภี นายจัน รูปร่างสูงใหญ่ ต่อยมวยมาไม่ต่ำกว่า 100 ไฟต์ ส่วนมากจะชนะ อุปนิสัยใจถึงรักพวกพ้องต่อยตีแต่ละครั้งไม่เคยทิ้งแอบวิ่งหนีเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งการยกพวกตะลุมบอนกับกลุ่มอื่น หากคนใดคนหนึ่งใจฝ่อวิ่งหนีแล้วไซร้ จะทำให้ขวัญของกลุ่มสูญเสียพลอยทำให้คนอื่นกระเจิดกระเจิง

เมื่อกลับไปในชุมชนแล้ว ผู้นี้ต้องถูกซ้อมและห้ามเข้ากลุ่มอีก ซึ่งการห้ามเข้ากลุ่มในสังคมขณะนี้เป็นเรื่องเดือดร้อนมาก เพราะหมายถึงการไม่ได้เที่ยวเตร่ตามงานวัดและงานเทศกาลอื่นการไปกันคนหรือสองคนเสี่ยงต่อการถูกกลุ่มอื่นรุมล้อมกรอบ คนอื่นในกลุ่ม เช่น นายธน ทองมณี, นายถา ทองมณี งานที่นิยมเที่ยวเตร่กัน เช่น งานปอยหลวง, วัดเกตุ, วัดเชตุพนฯ, งานฤดูหนาวที่เคยจัด ร.ร.ยุพราช ต่อมาย้ายมาที่สนามกีฬาเทศบาล, งานเทศกาลลอยกระทง, เทศกาลสงกรานต์ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่มหรสพก็จะมีเพียงลิเก ภาพยนต์และการประกวดร้องเพลง งานไหนก็งานนั้นมักมีการชกต่อยกันของกลุ่มต่างๆ ดีที่ในยุคนั้นไม่มีการใช้อาวุธมักใช้หมัดล้วนๆตะบันหน้ากัน เมื่อฝ่ายหนึ่งถูกต่อยฟุบลง อีกฝ่ายหนุ่งจะเลิกลาถือว่าชนะแล้วฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำก็จะมาประคองเพื่อนไปส่ง รพ.หมอมนู ดูแลกันต่อไป และรอคอยโอกาสหน้าที่จะระดมพลแก้แค้น

ปี พ.ศ.2495 ที่งานลอยกระทง กลุ่มหนองเส้ง นัดหมายกันที่หน้าโรงเลื่อยสมนึกเวลา 1 ทุ่ม โดยก่อนหน้านี้ 1 วัน นายจัน หัวหน้า กลุ่มตระเวนขี่จักรยานแจ้งที่นัดหมายให้สมาชิกกลุ่มทราบ แถมตะโกนตบท้ายว่า “ใจไม่ถึงไม่ต้องไปนะโว้ย” เมื่อมากันครบและจึงพากันเดินเที่ยวงาน มาเดินสวนกับกลุ่มช้างม่อยซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 30 คนเช่นกัน ซึ่งมีนายเทพ เป็นหัวหน้า สวนกันตรงบริษัทไทยสมุทรใกล้ รพ.หมอจินดา สองฝ่ายสบตากัน สักครู่จึงวิ่งเข้าใส่ ตลุมบอนกันนัวเนียปรากฎว่ากลุ่มหนองเส้ง ล้มฟุบลง 3 คน จำได้ว่ามีไอ้เจี้ยน, ไอ้เสาและไอ้จูคนอื่นถอยฉากคุมเชิง กลุ่มช้างม่อยเห็นว่าชนะแล้ว

จึงเดินจากไปแบบบอบช้ำไม่น้อย พรรคพวกช่วยกันประคองคนเจ็บไปส่ง รพ.หมอมนู ขณะนั้นกลุ่มช้างม่อยเข้มแข็งยาก ที่กลุ่มอื่นจะต่อกรด้วยจริงๆ ที่งานวัดหนองไคร้ ต.หนองจ๊อม อ.สันทราย กลุ่มหนองเส้ง นัดกันไปเที่ยวรวมกัน 5 คน จากฟ้าฮ่ามไปประมาณ 4 ก.ม. ในงานกลุ่มหนองเส้งเข้ารุมชกต่อยกลุ่มหนองไคร้ที่มีแค่ 4-5 คน จนสะบักสะบอม

ตอนกลับนี่แหละเกิดเรื่อง พวกหนองไคร้ 2- 3 คน เดินสวนมา คนหนึ่งทำทีขอต่อบุหรี่จากนายถา ทองมณี และโดยไม่คาดคิดชายผู้นี้กลับดึกมีดปลายแหลมออกมาแทงที่สีข้างนายถา จนล้มฟุบลง นายปัน กลุ่มหนองเส้งคว้าไม้ฟาดชายผู้นั้นเต็มหน้าถลาเสียหลังล้มลง นายถา คลำดูบาดแผลที่ถูกแทงปรากฎว่าไม่เข้า จึงนั่งคร่อมชกใบหน้าชายดังกล่าวจนหนำใจ เห็นเลือดเต็มหน้าแน่นิ่งจึงกลับ

เรื่องของขลังในสมัยก่อนนั้น เชื่อถือกันมาก ที่ลือชื่อจนต้องไปสมัครเป็นลูกศิษย์เพื่อขอของดีมาปกป้องคุ้มครองตัวเอง คือ อาจารย์จันเห็น บ้านแม่คาวลือชื่อในเรื่องคาถาดี สมัครเป็นศิษย์ต้องเสียค่ายกครู 36 บาทและเหล้าขาว 1 ขวด อาจารย์จะให้คาถามาท่องบ่น, ครูยืน น้อยวงค์ บ้านหนองเส้ง ก็ถือว่าเก่ง, พ่อเชา บ้านบวกครกหลวง ก็ขึ้นชื่อในเรื่องมหาสเน่ห์ ที่มีชื่อจนนักเลงแถบเชียงใหม่ ลงไปขอคาถาดีในอดีต คือ หนานหวัน เมืองแพร่ นายธน ทองมณี กลุ่มหนองเส้ง เคยเดินทางไปสมัครเป็นศิษย์ได้คาถาดีมา ยาวประมาณ 7 คำ ท่องบ่น 3 จบก่อน ออกจากบ้าน

ครั้งหนึ่งถูกลูกซองของลุงกวงบ้านหนองเส้งเข้าเต็มแผ่นหลังไม่ระคายผิว อีกคราวหนึ่งโดนปืนแก๊ปที่หนองไคว้จากการไปแอบจีบสาว มีปัญหาแค่ชั้นหนังกำพร้าเท่านั้นเอง กลุ่มวัดเกตุก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่สมาชิกไม่มากนัก รวมกันมากสุดประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นบุตรหลาน ชาวอินเดียทางแถบวัดเกตุและตลาดวโรรส รวมกันไปเที่ยวเตร่ชกต่อยกับกลุ่มอื่นบ้างแต่ไม่หวือหวานัก. (นายธน ทองมณี, สัมภาษณ์)

Cr.สะป๊ะเรื่อง ตะวา, พ.ต.อ.อนุ เนินหาด/ข้อมูล