“คำก็อด” โจรร้ายในอดีต

0
932

คนเมืองเชียงใหม่ผู้ที่มีอายุเลขวัย 50 ปี มักรู้จัก “คำก็อด”

รู้จักกึ่งหวาดผวา เล่ากันว่า ในสมัยก่อนหากบอกว่าคำก็อดมา ผู้ที่ได้ยินต้องวิ่งหนี นี่เป็นเรื่องจริง คราวหนึ่งใกล้ค่ำมีผู้มาตะโกนบอกว่าที่ตลาดสันป่าข่อยว่า “เห็นคำก็อดกำลังมาที่นี่” เท่านั้นเอง “กระจุย” กลุ่มแม่ค้าและลูกค้าที่กำลังซื้อขายของกันอยู่ร้องวี้ดว้ายหนีกันสุดชีวิต แบบตัวใครตัวมันอหรือที่เรียกว่า “หุยต๋ายหุยวาย” ชั่วครู่เมื่อเห็นว่า คำก็อดไม่ได้มาเหมือนที่มีผู้ตะโกนบอก จึงกลับมาทำมาหากินตามปกติ แต่ก็ไม่วาย ระแวงอย่างอกสั่นขวัญแขวน คำก็อดจึงได้ชื่อว่ามีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คนในช่วงนั้นอย่างมากการออกอาละวาดมักเป็นเวลากลางคืน ชาวบ้านจึงไม่กล้าออกจากบ้านเนื่องจากกลัวคำก็อด และสั่งห้ามลูกหลานออกจากบ้านอีกด้วยความหวาดกลัวคำก็อด ไม่ใช่เฉพาะเด็กแต่ผู้ใหญ่ก็หวาดกลัวไม่น้อยไปกว่า

คำก็อด ว่ากันว่าเป็นชื่อของฆาตกรคนหนึ่งที่โหดเหี้ยม มีประวัติอาละวาดทำร้ายคนอย่างทารุณบ้างว่าเป็นเสือร้ายที่ตำรวจต้องหนักใจ และปวดหัวกับการติดตามตัว บ้างก็ว่าเป็นโจรโรคจิตที่ชื่นชอบการทำร้ายและฆ่าคนแม้ตำรวจเองก็หวั่นเกรงไม่น้อย ที่พำนักนั้นบ้างว่า เป็นคนอยู่แถวบ้านศาลาย่านวัดเกตุ บ้างก็ว่าอยู่ถัดไปทางแถวบ้านเด่นหรือสนามม้ายิมคานา (ลุงบุญช่วย โพทยะ อายุ 77 ปี ช้างม่อย)

คำว่า “ก็อด” เป็นคำเมือง แปลว่า มือหรือนิ้วด้วน จึงเชื่อว่าฆาตกรนี้คงชื่อว่า “คำ” แต่นิ้วอาจด้วนหรือกุดไป จึงเรียกว่า “คำก็อด” เหมือนกับชื่อ พัน แต่ซนอย่างมหาวายร้าย จึงเรียกว่า “พันยักษ์” เป็นต้น หรือ ชื่อ อั๋น แต่ตัวใหญ่ผิดเพื่อนวัยเดียวกัน จึงเรียกว่า “อั๋นควาย” แห่งอำเภอพร้าวซึ่งขณะนี้มีภรรยาแล้วแม้จะอายุแค่ 14 ปี

คำก็อดมีประวัติว่าเป็นโจรผู้ร้ายคนเดียวเลย ไม่กระทำเป็นแก๊งค์เหมือนแก๊งอินทรีย์ขาวในอดีตหรือแก๊งค์อื่นๆ แม้ลำพังคนเดียวแต่ก็ว่ามีชาวบ้านในละแวกหมู่บ้านคอยเป็นหูเป็นตาเป็นพรรคพวกคุ้มกันคพก็อดยามที่เจ้าหน้าที่คำรวจออกติดตามจับกุม ช่วงสร้างความหวาดผวาของคำก็อดต่อชาวเมืองเชียงใหม่คือ ประมาณเลยพ.ศ.2490 มาเล็กน้อย ขณะนั้นสังคมเมืองเชียงใหม่ การติดต่อสื่อสารและการคมนาคมยังล้าหลัง เรื่องราวข่าวสารจึงใช้วิธี “พูดต่อ” เล่ากันต่อๆกันไป การบิดเบือนของข่าวสารจึงมีมาก เหตุนี้เองทำให้ความ เหี้ยโหดของคำก็อดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวี ชาวเมืองเชียงใหม่ที่ได้ยินได้ ฟังเรื่องราวจึงเพิ่มความหวาดกลัวขยายวงกว้างไปทั่ว

ความจริงมีผู้รู้ยืนยัน มีว่า “คำก็อด” นั้น เป็นชาวบ้านสันคือ เขตอำเภอสารภี เลยบ้านสันป่าเลียงไปเล็กน้อย เรียนจบป.4 จากวัดพระนอนหนองผึ้งเข้าเป็นเด็กวัดสันคือและบวชเป็นสามเณรอยู่ 3-4 พรรษา จึงสึกมาช่วยพ่อแม่ทำไร่ปลูกกะหล่ำ พ่อชื่อนายนวล ด้วยนิ้วมือขวาด้วน 4 นิ้ว ชาวบ้านจึงเรียกว่า “นวลก็อด” ฉายานี้ส่งผลมาถึงรุ่นลูกรวม 7 คน แต่ละคนมีสมญาต่อท้ายว่า “ก็อด” ทั้งสิ้นที่ชื่อ คำ จึกเรียกกันว่า คำก็อด พี่ชายอีกคน ชื่อ จัน จึงเรียกกันว่า จันก็อด ด้านคำก็อดนั้น รูปร่างเล็ก ค่อนข้างเตี้ย ผิวขาว หน้าตาออกซีดเซียวเหมือนกระเทยขรึมพูดน้อย ไม่ชอบคบเพื่อนฝูง ด้านจิตใจถือว่าเด็ดขาด สู้คนไปไหนไปคนเดียวไ ม่มีกลุ่มเพื่อนสนิท

จุดที่ทำให้ คำก็อด เป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้าน เริ่มเมื่อตอนเป็นวัยรุ่นคำก็อด ไปเที่ยวงานวัดอำเภอสารภี ดันเกิดเรื่องวิวาทกับวัยรุ่นกลุ่มอื่นเป็นการชุลมุน คำก็อด มีจิตใจสู้คน ไล่ติดตามหมู่วัยรุ่นคู่อริเข้าไปในซอยมืด บริเวณโรงเรียนเวฬุวัน ใช้มีดเล่มยาวที่ติดตัวมาจ้วงแทงโดยคิดว่าเป็นคู่อริ แต่หาใช้ไม่การณ์กลับเป็นหญิงท้องแก่ที่เผอิญเดินผ่านมา บ้างก็ว่าเป็นหญิงอุ้มลูกเล็กมาจนทำให้เสียชีวิต หลังเกิดเหตุก็หลบหนีไป กว่าที่จะมีผู้ไปแจ้งความที่ สภ.อ.สารภี คำก็อดก็หนีไปไกลแล้ว พ.ต.ท.ศิริ ไชยศิริ (อดีตตำรวจสารภี อายุ 89 ปี ข้าราชการบำนาญ) เล่าว่า หลังจากได้รับแจ้งได้นำกำลังออกติดตามคำก็อดที่บ้านและที่ต่างๆ แต่ก็ไม่พบและติดตามคำก็อดเรื่อยมา

นับแต่นั้นคำก็อดจึงกลับกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าคนตาย ข่าวเรื่องนี้แพร่กระจายเล่าลือต่อกันไปในยามนั้น ด้วยว่าในยามนั้นบ้านเมืองสงบ ผู้คนมีจิตใจดีงาม น้อยคนที่จะมีจิตใจเหี้ยมโหดถึงขนาดฆ่าคน การทะเลาะวิวาทก็มีเพียงชกต่อยกันเป็นหลัก ยิ่งหญิงที่กำลังท้องกำลังไส้ถูกแทงด้วยมีดบาดแผลน่ากลัว ทำให้ชื่อเสียงแห่งความโหดร้ายของคำก็อด แพร่ไปอย่างรวดเร็ว เป็นที่หวาดกลัวของผู้คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.สารภี ติดตามเพื่อจับกุมคำก็อดหลายครั้ง แต่ละครั้งต้อวคว้าน้ำเหลว คราวหนึ่งตำรวจเกือบสิบนายล้อมจับคำก็อดกระโดลงเหมืองท้ายหมู่บ้าน หลบหนีไปได้อย่างอัศจรรย์ และว่ากันว่า คราวหนึ่งเห็นวิ่งซ่อน ในโอ่งน้ำ ตำรวจล้อมทุกด้าน แต่ก็อันตรธานหายไป ถึงขนาดคุยกันไปทั่วว่า คำก็อด มีวิชาอาคมหายตัวได้

การฆาตรกรรมรายที่สองฝีมือของคำก็อดเกิดขึ้นหลังจากแทงหญิงท้องไม่นาน วันหนึ่งบ่ายเกือบเย็น ตำรวจประจำ สภ.อ.สารภีนายหนึ่ง กลับไปกินข้าวกลางวันที่บ้าน ซึ่งอยู่ใกล้บ้านของคำก็อด วันนั้นคำก็อดแอบกลับมาเยี่ยมแม่อยู่พอดี เมื่อเห็นตำรวจก็เกิดความกลัว จึงวิ่งหลบหนีออกจากบ้านมาทางถนนเชียงใหม่-ลำพูน พบชายผู้หนึ่งเป็นทหารค่ายกาวิละแต่ไม่ได้แต่งชุดทหารกำลังขี่จักรยาน 2 ล้อ จากสารภีเดินทางเพื่อกลับเข้าค่าย คำก็อดดักใช้มีดแทงอย่างทารุณจนเสียชีวิตและชิงรถจักรยานหลบหนีไป

การฆ่าคนตายสองรายในระยะเวลาไม่ห่างกันเช่นนี้ สร้างความหวาดกลัวให้คนเมืองเชียงใหม่ไปทั่ว ผู้คนไม่กล้าออกจากบ้านตอนกลางคืน เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่เคยพบเห็นตัวจริงของคำก็อดเมื่อเจอคนแปลกหน้าแปลกตาก็มักทึกทักว่าเป็นคำก็อด พาลวิ่งหนีตะโกนบอกกันอื้ออึงอลหม่าน ไม่เว้นแม้บ้านสันคือ ภูมิลำเนาของคำก็อดผู้คนรีบทำภารกิจกันตั้งแต่เย็นและรีบปิดบ้านเข้านอนกันตั้งแต่ก่อนมืดค่ำด้านคำก็อดนั้นก็หลบหนีเจ้าหน้าที่ตามบ้านญาติและบ้านเพื่อนฝูง จะออกมาปรากฎตัวบ้างเฉพาะเวลากลางคืน

การตามล่าคำก็อด จากปากคำของ พ.ต.ท.ศิริ เมื่อครั้งยศจ.ส.ต. ที่สภ.อ.สารภี บอกว่า ล่าตัวคำก็อดกันน่าดู ครั้งหนึ่ง ตำรวจสภ.อ.หางดง แจ้งมาว่าคำก็อดหนีไปอยู่บ้านสาวที่ตนเองติดพันอยู่ จึงนำกำลังตำรวจไปทันที 4 คน ยานพหนะ คือ รถจักรยาน ไปร่วมกับตำรวจหางดง ไปยังบ้านที่หมาย ขณะนั้นประมาณ 3 ทุ่ม ทางเข้าเป็นทุ่งนาและเป็นทางโค้งเข้าหมู่บ้าน จากแสงไฟหน้ารถจักรยาน ทำให้คำก็อดรู้ตัวและหลบออกจากบ้านก่อน

เมื่อไปถึงจึงไม่พบ จึงพากันรีบขี่จักรยานย้อนออกมา เห็นคำก็อด ซ่อนอยู่ข้างทาง เท้าโพล่ออกมา จ.ส.ต.ศิริฯใช้อาวุธปืนพกสั้นยิงไป 3 นัด แต่เนื่องจากมืดและระยะไกลพอดู กระสุนไม่ถูกคำก็อด วิ่งหลบหนีไปได้ นั่นเป็นเหตุการณ์การไล่จับกุมคำก็อด คนร้ายรายนี้หลังจากนั้นได้ย้ายไปที่อื่น

นอกเหนือจากคดีฆาตรกรรมแล้ว ด้านคดีปล้นทรพย์ ลักทรัพย์ ยืนยันกันว่าไม่อยู่ในนิสัยที่คำก็อดจะกระทำ ยกเว้น “จันก็อด” พี่ชายที่ติดนิสัยลักวัวควายจากสันกำแพงมาชำแหละขายที่เขตสารภี สุดท้ายถูกรุมตีและแทงตายที่ป่าช้าเขตติดต่ออำเภอเมืองเชียงใหม่ พูดกันอย่างไม่น่าเชื่อว่า คดีฆาตรกรรมที่คำก็อดก่อไว้มีถึง 23 คดี

หลังจากนั้นประมาณ 3 ปี เศษ ญาติพี่น้องทราบข่าวว่า คำก็อดหนีไปได้ภรรยามีบุตรอยู่ที่เขตอำเภอเวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ไปได้เพื่อนที่เป็นลูกพ่อเลี้ยงและพ่อเลี้ยงรับคำก็อดเป็นบุตรบุญธรรมช่วยทำงานในสวนต่อมาชาวบ้านเลือกให้เป็น ผู้ใหญ่บ้านและกำนันในเวลาต่อมา แต่ความสุขในชีวิตของโจรร้ายยากที่จะยืนยาว เช่นคนทั่วไป ตำรวจติดตามสืบหา คำก็อดอยู่เสมอและประสบความสำเร็จราว 25 ปีย้อนไป (ประมาณพ.ศ.2518) ตำรวจสืบตามพบคำก็อด จึงระดมกำลังล้อมจับคำก็อด จะยอมให้จับกุมและใช้ปืนยิงต่อสู้จนสิ้นกระสุน ผลสุดท้ายถูกกระสุนปืนตำรวจเสียชีวิตที่เวียงป่าเป้า

ชีวิตโจรร้ายที่ก่อกรรมกับประชาชน ผลกรรมตามทันเสมอไม่ว่าจะนานเพียงใด ดังเช่นคำก็อด เป็นการปิดฉากละครในชีวิตโจรคำก็อด เหลือเพียงตำนานเล่าขานยุคนั้นสู่ยุคนี้ โจรร้ายรุ่นต่อมา คือ “มาโล้” หรือมาคำศรี ที่ผลแห่งการกระทำไม่แตกต่างกับ คำก็อด.

(เริ่มเรื่องตำนานคำก็อด จาก คุณอินสม ปัญญาโสภา สืบสานเรื่องราว ต่อโดยสมาชิกภากาแฟช้าคลาน,บทสรุปโดยคุณอินถา บุญศรี อายุ 72 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านสันคือ อำเภอสารภี และ พ.ต.ท.ศิริ ไชยศิริ ข้าราชการบำนาญ สภ.อ.สารภี)

Cr.เชียงใหม่สะป๊ะเรื่อง ตะวา, พ.ต.ท.อนุ เนินหาด/ข้อมูล Cr.ภาพจาก ทีนิวส์