เกิดจาก“ตรอกเล่าโจ้ว”

0
2872

“เกิดจากตรอกเล่าโจ้ว”

ตรอกเล่าโจ้ว หรือ ตรอกข่วงเมรุ เป็นซอยเชื่อมระหว่างถนนท่าแพกับถนนช้างม่อย เมื่อลงจากสะพานนวรัฐประมาณ 900 เมตร

เลี้ยวขวาไปทะลุถนนช้างม่อย ตรอกเล่าโจ้ว ยาวประมาณ 100 เมตร สองฝั่งถนนเป็นย่านคนจีนจากอดีตมาถึงปัจจุบันอาชีพค้าขาย

คำว่า “เล่าโจ้ว” เป็นภาษาจีน ความหมายคือ ศาลเจ้า ส่วนคนทั่วไปมักเรียกว่า “กองหล่อ” หล่อ หมายถึง ที่ลาดต่ำ เนื่องจากพื้นที่เมื่อมาจากถนนท่าแพ เลี้ยวขวาเข้าตรอกจะเป็นที่ลาดต่ำ เข้าตรอกต้องเตรียมตัวบีบคันห้ามล้อ หรือในช่วงที่น้ำท่วมเด็กที่ขี่จักรยานน้ำมักไหลเข้าตรอกอย่างเร็ว มักมีผู้พายเรือมาและปล่อยให้ไหลตามน้ำเข้าตรอกเป็นที่สนุกสนาน ส่วนคำว่า “ตรอกข่วงเมรุ” เป็นภาษาทางราชการที่แม้แต่คน “กองหล่อ” รุ่นก่อน ก็ไม่เคยเรียกตรอกที่ตัวเองอยู่ว่า ข่วงเมรุ มักแทนตัวเองว่าเป็นคน “กองหล่อ” มากกว่าชุมชนชาวตรอกเล่าโจ้ว ถือว่าเป็นชุมชนชาวจีนที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ จากอดีตในยุคก่อนที่คนจีนที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่มักอาศัยอยู่

ส่วนคำว่า “ตรอกข่วงเมรุ” เป็นภาษาทางราชการที่แม้แต่คน “กองหล่อ”รุ่นก่อน ก็ไม่เคยเรียกตรอกที่ตัวเองอยู่ว่า ข่วงเมรุ มักแทนตัวเองว่าเป็นคน “กองหล่อ” มากกว่า

ชุมชนชาวตรอกเล่าโจ้ว ถือว่าเป็นชุมชนชาวจีนที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ จากอดีตในยุคก่อนที่คนจีนที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่มักอาศัยอยู่ย่านวัดเกตการาม ซึ่งใกล้แม่น้ำปิงสะดวกในการขนส่งค้าขายทางเรือหลังจากรถไฟมาถึงเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.2464 ย่านค้าขายเปลี่ยนแปลง ไปที่ถนนเจริญเมือง และมาที่ถนนท่าแพ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันความเจริญด้านการค้าขายแผ่มาที่ถนนวิชยานนท์ ตลาดต้นลำไยและตลาดวโรรส ร่วมทั้งที่ตรอกเล่าโจ้วแห่งนี้ด้วย

หากย้อนไปก่อนปี พ.ศ.2464 ก่อนที่รถไฟจะมาถึงเมืองเชียงใหม่ตลาดการค้าขายอยู่ย่านวัดเกตการาม ด้านฝังตะวันออกของแม่น้ำปิง

เนื่องจากสามารถเดินทางค้าขายได้สะดวก ด้านฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง บริเวณตลาดต้นลำไยและตลาดวโรรส น่าจะยังเป็นที่ว่างเปล่า โดยเฉพาะตลาดวโรรสเป็นสุสานหรือที่ฝังพระศพของเจ้าผู้ครองนครและเจ้านายของเมืองเชียงใหม่ถัดไปทางเหนือที่เป็นตลาดนวรัฐในปัจจุบัน เป็นคุ้มของเจ้าแก้วนวรัฐ ที่เป็นไม้สักสามชั้นสร้างโดยนายชี้ค หรือ หมอชี้ค หมอซี้ค หรือดร.มาเรียน เอ.ชี้ค มีประวัติว่าได้มาถึงเมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.2417 และได้ทำการรักษาคนไข้กว่า 13,000 คน ต่อมาลาออกจากคณะสอนศาสนาไปดำเนินธุรกิจด้านการตัดไม้และตั้งโรงเลื่อยเป็นโรงแรกในเชียงใหม่ นอกจากสร้างคุ้มสามชั้นและสร้างสะพานไม้สักข้ามแม่น้ำปิงแล้ว ยังสร้างโรงเรียนในปี พ.ศ.2431 ที่ริมแม่น้ำปิง เชิงสะพานนวรัฐ ชื่อว่า โรงเรียนสตรีพระราชชายา อีกชื่อหนึ่ง คือ โรงเรียนดารารัศมี ต่อมาย้ายไปเป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัย (ลูกผู้ชายชื่อนายหลุยส์ แปลโดยจิรนันท์ พิตรปรีชา)

ดังนั้นคาดว่าหมอซี้ค สร้างคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ ประมาณก่อน ปี พ.ศ. 2431

เมื่อย่านตลาดวโรรสเป็นสุสานและตลาดต้นลำไยเป็นที่ว่าง แต่ถัดไปด้านถนนท่าแพ กลับปรากฏว่ามีข้อมูลว่ามีการตั้งบ้านเรือนอยู่หนาแน่น ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ดังปรากฏไฟไหม้ใหญ่ในปี พ.ศ.2074 ว่า ปีเถาะตรีศกจุลศักราช 893 (พ.ศ.2074) เดือน 6 ไฟไหม้บ้านท่าแพ คนทั้งหลายเสียหายมากนัก เจ้าพระยาเกษ แม่ลูก ย่า หลาน ให้ทานเงินแก่ชาวท่าแพ 20,000 เงิน (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, สงวน โชติสุขรัตน์) ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นบริเวณถัดไปทางตะวันตกเลยไปทางด้านประตูท่าแพสมัยก่อนน่าจะเป็นชุมชนค้าขายใหญ่ทั้งสองฟากถนนท่าแพ

แล้วตรอกเล่าโจ้วหรือตรอกข่วงเมรุ น่าจะเริ่มตั้งแต่เมื่อใด และเริ่มอย่างไร ?

ตรอกช่วงเมรุ น่าจะเริ่มต้นในช่วงเวลาที่มีการสร้างตลาดวโรรสขึ้น และเมื่อตลาดเป็นที่นิยมทำให้ชาวจีนเข้ามาตั้งร้านค้าโดยรอบของตลาดวโรรสไม่ว่าจะเป็นถนนวิชยานนท์ ถนนช้างม่อยและตรอกเล่าโจ้วแห่งนี้

ตลาดวโรรส สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2453 สร้างโดยเจ้าแก้วนวรัฐครั้งยังเป็นเจ้าราชวงศ์ ใช้เงินทุน 1,800 รูปี ต่อมาขายให้เจ้าอินวโรรส ผู้เป็นพี่ชายแล้วตกเป็นของเจ้าราชวงศ์ (เจ้าเลาแก้ว ณ เชียงใหม่) ผู้เป็นบุตรต่อมาเมื่อเจ้าทิพย์เนตร ชายาของเจ้าราชวงศ์ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. 2462 เจ้าราชวงศ์ไม่มีเงินจัดการพิธีศพ จึงเอาตลาดวโรรสไปจำนองไว้กับหลวงอนุสารสุนทรกิจ (ต่อมาเป็นหลวงอนุสารสุนทร) แล้วก็ไม่สามารถไถ่ถอนได้จนต่อมาพระราชชายาเจ้าดารารัศมีหาเงินมาไถ่ถอน (นายทุนพ่อค้ากับการก่อและขยายตัวของระบบทุนนิยมในภาคเหนือของไทย พ.ศ. 2564-2523 , ปลายอ้อ ชนะนนท์ , 2530) ส่วนตลาดต้นลำไย อาจมีขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วแต่เป็นตลาดแบบชาวบ้าน ที่ซาวบ้านมาวางผักปลาขายกัน

เมื่อมีคนจีนเข้ามาอยู่กันหนาแน่นพอสมควรแล้ว สิ่งที่จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางศาสนาได้ คือ ศาลเจ้า จึงมีการสร้างศาลเจ้าขึ้น ศาลเจ้าเล่าโจ้วนั้น พอมีประวัติว่า ในการดำเนินการด้านธุรกิจตลาดวโรรส สมัยที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีดำเนินการนั้น มีข้อมูลว่าในการดำเนินการมอบหมายให้คนจีนมาเหมาเก็บรายปีและชาวจีนผู้นี้ได้มาขอสร้างศาลเจ้าที่ตรอกข่วงเมรุ ชื่อ ศาลเจ้าเล่าโจซัง เจ้าที่อัญเชิญมาประทับที่ศาล ชื่อ เล่าโจ้ว จึงเรียกตรอกนี้ว่า ตรอกเล่าโจ้ว เรื่อยมา ด้านหลังศาลเจ้าเป็นน้ำแม่ข่าซึ่งบ่งบอกว่าน้ำแม่ข่าสมัยก่อนนั้นกว้างขวางและเรือสามารถแล่นมารับส่งสินค้าได้แต่ต่อมาตื่นเขินและชาวบ้านมาบุกรุกถือกรรมสิทธิ์ทั้งสองฝั่งแม่ข่า

ตลาดวโรรส สร้างเมื่อปี 2453 ย่านตรอกข่วงเมรุก็คงจะสร้างขึ้นภายหลังในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่เชื่อว่าคนจีนอาจจะทยอยเข้ามาเรื่อยๆ เนื่องจากช่วงปี พ.ศ.2464 นั้นรถไฟยังไม่เข้าถึงเชียงใหม่ ดังนั้นย่านวัดเกต น่าจะยังคงเป็นย่านที่ยังทำมาหากินคล่องอยู่ แต่บางส่วนก็ทยอยมาแล้วและคงทยอยมาตั้งร้านค้าทั้งถนนวิชยานนท์และถนนตรอกช่วงเมรุ ดังมีข้อมูลว่าร้านของเถ้าแก่ง่วนชุน ตันตรานนท์ บิดาของคุณธวัช ตันตรานนท์ มาตั้งที่ถนนวิชยานนท์ ประมาณ ปี พ.ศ.2460

จึงอาจกล่าวได้ว่า ชาวจีนดั้งเดิมจากย่านวัดเกตการามและชาวจีนที่อพยพมาใหม่ ทยอยจากบ้านเรือนและร้านค้ากันหนาแน่นทั้งย่านวิชยานนท์และย่านตรอกข่วงเมรุ ตั้งแต่หลังสร้างตลาดวโรรส คือ ปี พ.ศ.2453 เรื่อยมาถึงจนหลัง ปี พ.ศ.2464 เมื่อมีรถไฟถึงเมืองเชียงใหม่แล้วคงทยอยกันมามากขึ้น หลังจากนั้นก็คาดว่าทยอยมาเรื่อยๆ ครอบครัวแรกๆ ของตรอกเล่าโจ้ว หรือตรอกข่วงเมรุ ครอบครัวหนึ่งคือ ครอบครัวของพระชำนาญชนานุรักษ์ (ตวาด ชลัย) เกิดที่ตรอกเล่าโจ้วโดยพ่อแม่เป็นคนภาคกลางอพยพมาอยู่ที่ตรอกเล่าโจ้วช่วงแรกๆ และเนื่องจากแม่มีฝีมือทางทำกับข้าวภาคกลาง จึงมักเข้าไปช่วยทำอาหารภาคกลางให้ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี อยู่เสมอๆ พระชำนาญฯ มีพี่น้องรวม 5 คน เข้าเรียนหนังสือจากพระที่วัดอุปคุตและเข้ารับราชการตั้งแต่อายุ 15 ปี จนไต่เต้าเป็นนายอำเภอแม่ริม นายอำเภอเมืองน่าน นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนและเกษียณขณะเป็นนายอำเภอเมืองลำปาง หลังเกษียณแล้วได้กลับมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านที่ตรอกเล่าโจ้ว บุตรชายคนหนึ่ง คือ อาจารย์ยรรยงค์ ชลัย พระชำนาญชนานุรักษ์ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2496 บริเวณบ้านเดิมขายต่อผู้อื่นไป (อ.ยรรยง ชลัย, สัมภาษณ์) บ้านของพระชำนาญฯ อยู่ด้านช้ายของตรอกเล่าโจ้ว เป็นบ้านไม้สักใหญ่ มีบริเวณกว้างขวาง

คนตรอกเล่าโจ้ว หรือตรอกข่วงเมรุ มักเรียก ตัวเองว่า “คนกองหล่อ” เนื่องจากปากทางเข้าตรอกเล่าโจ้ว ด้านถนนท่าแพเป็นที่สูงและลาดต่ำมากเข้าสู่ตรอกเล่าโจ้ว คําว่า “หล่อ” มิใช่หล่อเหลา แต่มีความหมายถึง “การลาด ต่ำลง” บ้างบอกว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ดีเยี่ยม เป็นช่องนําเงินทอง ไหลลงสู่ตรอก ส่งผลให้คนที่ค้าขายในตรอกนี้ร่ำรวย ขึ้นทุกวัน

เชื่อได้ว่าหลังจากที่ชาวจีนรุ่นแรกๆ สร้างฐานะ ร่ำรวยจากการค้าขายย่านวัดเกตการาม หลังจากการค้า ทางเรือสิ้นสุดลงเนื่องจากรถไฟมาถึงเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2464 ชาวจีนที่มีฐานะแล้วย้ายมาปักหลักทํามาหา กินกันที่ถนนวิชยานนท์ ประกอบกับตลาดวโรรสที่สร้างขึ้น มาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2453 เริ่ม “ติดตลาด” ชาวบ้านเริ่มนิยม มาจับจ่ายซื้อของกันมากแล้ว ทําให้ย่านถนนวิชยานนท์คึกคักยิ่งในเรื่องการค้า

ชาวจีนที่มีฐานะไม่ค่อยดีนัก ที่ไม่สามารถตั้งร้านค้าที่ถนนวิชยานนท์ได้ ต้องเลี่ยงไปด้านอื่นของตลาดวโรรส คือ ถนนช้างม่อย ทางเลือกต่อมาคือ ตรอกเล่าโจ้ว อีกทั้งชาวจีนรุ่นหลังๆ ที่อพยพเพิ่มเติมมาเพื่อตั้งหลักฐาน เนื่องจาก มีทุนทรัพย์น้อย เริ่มต้นจากการเก็บหอมรอบริบจากการเช่าแผงขายผัก และ ขายของชําในตลาดวโรรส เมื่อพอมีเงินและบางรายแต่งงานมีครอบครัว ทําการเช่าห้องแถวราคาถูกที่ตรอกเล่าโจ้ว ขายของชําเล็กๆ น้อยๆ ก่อน กาลเวลาล่วงเลยมามากเข้าพร้อมกับฐานะที่ดีขึ้น นั่นไม่ใช่เหตุบังเอิญหรือ พรหมลิขิต แต่เป็นเพราะความขยันหมั่นเพียร นอนน้อย ทํางานหนัก การใช้จ่ายอย่างประหยัดและชาญฉลาด

ตระกูลหลักๆ ของเมืองเชียงใหม่หลายตระกูลก่อร่างสร้างตัวจาก ตรอกเล่าโจ้วแห่งนี้ ครอบครัวแรกๆ ของตรอกเล่าโจ้ว หรือตรอกข่วงเมรุ ครอบครัวหนึ่ง ที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ ครอบครัวของ พระชํานาญชนานุรักษ์ (ตวาด ชลัย) เกิดที่ตรอกเล่าโจ้ว โดยพ่อแม่เป็นคนภาคกลางอพยพมาอยู่ที่ตรอกเล่าโจ้ว ช่วงแรกๆ พระชํานาญฯ รับราชการไต่เต้าเรื่อยมาจนเป็นนายอําเภอแม่ริม นายอำเภอเมืองน่าน นายอําเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และเกษียณขณะเป็น นายอำเภอเมืองลําปาง หลังเกษียณแล้วได้กลับมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านที่ ตรอกเล่าโจ้ว พระชํานาญฯ มีภรรยาหลายคน คนสุดท้าย คือ แม่เทียมตาคนวัดศรีบุญเรือง (บ้านโรงวัว) บุตรคนหนึ่ง คือ อาจารย์ยรรยงค์ ชลัย พระชํานาญฯ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2496 (อ.ยรรยง ชลัย, สัมภาษณ์) บ้านของ พระชำนาญฯ อยู่ด้านซ้ายของตรอกเล่าโจ้ว เป็นบ้านไม้สักใหญ่ มีบริเวณกว้างขวาง ต้นไม้ใหญ่ครึ้มประตูบ้านมักเปิดไว้เสมอ เด็กตรอกเล่าโจ้วมักเข้าไปเล่นในบ้านแม้จะกริ่งเกรงข่าวเรื่องผีดุ บางคนซุกซนถูก “คุณพระ” เจ้าของบ้านดุไล่กลับบ้านก็มี

และหากมาทางถนนท่าแพ ฝังด้านขวา เริ่มต้นจากร้านเจริญศิลป์ รับตัดกระจกทุกชนิด ถัดมาเป็นร้าน “เพ็งไท้” ของเถ้าแก่ ซือเพ้ง แซ่ซิ้ม ต่อมาเปลี่ยนเป็น ชัย สุขจีระเดช บุตรชายมี 3 คน ตระกูลนี้ต่อมาทําธุรกิจด้านก่อสร้าง ทําโรงแรม เริ่มจากโรงแรมนิวเอเชีย ถนนราชวงศ์ โรงแรมเชียงใหม่พลาซ่า และโรงแรมรอแยลปริ้นเซส

ถัดมาเป็นร้านแม่บ๊วย รับตัดผ้า เป็นหลักของตระกูล “โตวิจักษณ์ ชัยกุล” บุตรชายคนหนึ่งเป็นถึงอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ คือ คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ครอบครัว โตวิจักษณ์ชัยกุล เริ่มต้นสร้างฐานะจากแม่บ๊วย ชื่อจริงคือ ชุ่ยหยิน สามีชื่อ เถ้าแก่สุทัศน์ สกุลเดิม แซ่โต๋ว บุตรของเถ้าแก่เป็งลี้ แม่จันดี แซ่โต๋ว แห่งร้าน “โตเคียง เส็ง” อยู่ในตรอกเล่าโจ้วนี่เอง อาชีพค้าผ้าฝ้ายโดยจ้างคนรอบนอกทอและนํามาขายที่ร้าน

ชาวเมืองเชียงใหม่เรียก แม่ชุ่ยหยินว่า “เจ๊บ๊วย” เนื่องจาก มีร้านตัดเย็บ เสื้อผ้าที่มีฝีมือเป็น ที่นิยมกันทั่วไปในสมัยนั้น รุ่นพ่อแม่ของแม่บ๊วย อพยพมาจากเมืองจีน มาเช่าบ้านอยู่ในสวนย่านวัดเกตการาม พ่อมีฝีมือทางทําเครื่องหนัง จึงประกอบอาชีพ เต็มขัดรองเท้า ส่งขายตามตลาดทั่วไป โดยรับซื้อหนังวัวจากชาวบ้าน และนํามาตัดเย็บ โดยมีลูก 2 คนช่วยเหลือ

แม่บ๊วย เล่าเรื่องอาชีพทําเครื่องหนังว่า บ้านที่เช่าอยู่ อยู่ติดกับโรงทําน้ําเข็ง เป็นของแม่บุญมี เศรษฐีใหญ่ย่าน วัดเกตอยู่ด้านในมีสวนมะม่วง สวนลําไย แม่เกิดที่นี่ มีน้องอีกคนหนึ่ง ชื่อ ว้อง เข้าเรียนที่โรงเรียนฮั่วเคี้ยว และออกมาช่วยงานครอบครัว มักใช้หนังวัว แรกๆ เตี่ยตระเวนหาซื้อ ตอนหลัง ชาวบ้าน รอบนอกรู้ก็ใส่ถุงมาขายที่บ้าน เราก็นํามาขูดเนื้อออก เอามาแช่ในน้ําปูนและขูดขนออก นํามาอบควันฟาง และนํามาซึ่งตากแดด ทาสี ตัดเป็นเส้นๆ และเย็บ ใส่หัวเข็มขัด พออายุ 13-14 ปี ก็ขี่จักรยานบรรทุกเข็มขัดหนังไป ส่งตามตลาดต่างอําเภอ ที่เมืองลําพูน ที่ป่าซาง สมัยนั้นมัดเข็มขัดเป็นโหล ราคาไม่กี่สตางค์ ตอนหลังเตี้ย อายุมากสายตาไม่ค่อยดี ส่วนแม่เป็นเบาหวาน ต้องช่วยทํางานเป็นหลักให้ที่บ้าน ตอนเด็กทํางานหนัก

“อายุ 19 ปี แต่งงานและย้ายมาอยู่ที่กองเล่าโจ้ว (พ.ศ.2484) พ่อของสามีเซ้งตึกให้อยู่กัน เป็นตึกของน้าทองทราย กิติบุตร ตระกูล กิติบุตร ร่ำรวยมาก อีกคนหนึ่งคือ เถ้าแก่เจี้ยว มีร้านตัดผมที่ถนนท่าแพ ลูกสาวคนหนึ่งชื่อ นิสา ร้านที่อยู่ค่าเซ้ง 4 หมื่นบาท ค่าเช่าเดือนละ 300 บาท ทําอาชีพรับตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนสามี คือ สุทัศน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ช่วยงานที่ร้านโตเคี่ยงเส็ง รับเลี่ยมาอยู่ด้วยจนเสียชีวิตเมื่ออายุ 81 ปี ส่วนแม่เสียชีวิตที่สวนวัดเกตแล้ว

“เริ่มรับจ้างตัดเสื้อผ้า เรื่องการตัดเย็บผ้าไม่ได้เรียนที่ไหน เรียนเอง ละเป็นเอง อาจถือว่าได้รับจากสวรรค์ก็ว่าได้ มีลูกจ้าง ๓-๔ คนช่วยเหลือ มีคนมาจ้างนัดมากแม้ว่าจะแพง อย่างค่าตัดเสื้อตัวละ 20 บาท ในขณะที่ร้านอื่นค่าตัดแค่ 2-3 บาทเท่า นั้น แต่ฝีมือเราดีกว่า รุ่นลูกของเฮียกุ่ย หรือคุณธวัช ตันตรานนท์ เจ้าของห้างตันตราภัณฑ์ มาตัดที่นี่ทั้งนั้น สมัยนั้นจักรเย็บผ้าแบบพับ ซื้อมาในราคา 4 พันบาท แพงมาก ผ่อนส่งรายเดือน หมู่จีนฮ่อที่เดินทางมาค้าขายที่เชียงใหม่มักมาจ้างตัดครั้งละ 10 ตัว 20ตัว เอาไปฝากที่บ้าน ผ้าสมัยนั้นที่นิยมเป็นผ้าที่เรียกว่า ผ้าโตวังโก้ ผ้าพวกนี้เป็น นิยมมากเป็นผ้าจากเมืองนอก เป็นผ้าที่มีลวดลายในตัวผ้า มักซื้อจากร้าน เชียงใหม่สโตร์ของนายห้างโมตีราม ได้ค่าจ้างตัดก็เก็บไว้ จ่ายให้ลูกจ้างเหลือ ก็รวบรวมนําฝากธนาคารไทยพานิช ถนนท่าแพ

“สมัยก่อนไม่มีธนาคารที่จะปล่อยเงินกู้ มักมีคนมาขอยืมเงินไปลงทุน ยืมมากสุดก็พันถึงสองพัน ดอกเบี้ย 2 บาทต่อเดือน มักเป็นคนรอบนอกเมือง ที่บอกต่อกันไปรู้ก็มายืม ไม่มีสัญญากู้อะไรกัน คนสมัยก่อนซื่อสัตย์ ไม่โกง แค่จดใส่สมุด ครบเดือนมาคืนก็กาขีดออก”

แม่บ๊วย โตวิจักษณ์ชัยกุล ปัจจุบันพักอาศัยอยู่บ้านใกล้แยกข่วงสิงห์ อายุ 81 ปี มีบุตรธิดา 2 คน คือ คุณจิตรา โตวิจักษณ์ชัยกุล เสียชีวิตเมื่ออายุ 43 ปี และ ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่

แม่บ๊วยบอกว่าอยู่กองเล่าโจ้ว “ม่วน” ใครก็รู้จัก เจ้าเชียงใหม่ เจ้าเชียงตุง รู้จักกันหมด ตั้งหลักตั้งฐานได้เพราะ “กองเล่าโจ้ว”

ชาวตรอกเล่าโจ้วมักรู้จักพี่น้องของเถ้าแก่สุทัศน์ ฝ่ายสามีของแม่บัวย ในด้านการเป็นนักบาสเก็ตบอลที่มีความสามารถทั้งสามพี่น้องเล่นที่มลมเหนือ ทีมดังของเมืองเชียงใหม่ในยุคช่วง ปี พ.ศ. 2500 หรือก่อนเล็กน้อย คือ คุณวิบูลย์ หรือ “บุ้ง” โตวิจักษณ์ชัยกุล, คุณอุดม โตวิจักษ์ณ์ชัยกุล คุณสุบิน โตวิจักษณ์ชัยกุล

ถัดมาเป็นร้านตัดผ้าลดาบาเซีย ร้านแสงชัย ร้านเรืองรัตน์ หรือ ร้านเหลี่ยจิงกวง ถัดมาเป็นร้านไทยศิลป์ และเปลี่ยนเป็น เชียงใหม่ไทยศิลป์ ขายผ้า เดิมชื่อจีน คือ “หลิ่มไท่เส็ง” ของรุ่นพ่อ คือ เถ้าแก่เอ็งเส็ง แซ่ลิ้มและแม่มุ่ยจู แซ่ลิ้ม มีบุตรธิดา 5 คน คนหนึ่ง คือ อาจารย์วันชาติ ริมวิทยากร สอน คุณวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอีกคนหนึ่ง คือ อาจารย์วันชัย ริมวิทยากร คณะบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง

ติดกันเป็น ร้านโยนก ขายผ้าพื้นเมือง เจ้าของรุ่นแรก คือ เถ้าแก่ฮีเส็ง แซ่ตั้งและแม่จันเป็ง สกุลเดิม สิทธิพานิช ถือเป็นต้นตระกูลของ “กระแสชัย” มีบุตรธิดา 6 คน ร้านโยนกสืบทอดมาถึงรุ่นลูก คือ คุณอยู่เจ็ง หรือวิรัช กระแสชัย ภรรยาคือ คุณนงนาถ กระแสชัย

ถัดมาเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊กซา ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อเก่าแก่ของตรอก เล่าโจ้วที่เช่าหน้าร้านอุดมชัยขาย ปัจจุบันย้ายไปอยู่ปากตรอกเล่าโจ้ว ส่วนเจ้า ของร้านอุดมชัย คือบุตรชายคนหนึ่งของเถ้าแก่ซีเส็ง แซ่ตั้ง แห่งสกุล “กระแสชัย” คือเถ้าแก่อยู่กุยหรือเกษม แซ่ตั้ง ภรรยาคือ แม่บัวขาว บุตร ธิดารวม 3 คน ปัจจุบันรุ่นลูกดูแลร้าน คือ คุณอุดม กระแสชัย

ถัดจากร้านอุดมชัยไปเป็นร้านซิงเกอร์ จําหน่ายจักรเย็บผ้าซิงเกอร์ และรับสอนการเย็บผ้า

มาถึงช่วงนี้จะเป็นทางสามแยก ที่เรียกกันว่า “แง่มก๋ง” คล้ายง่าม หนังสติ๊ก เลี้ยวขวาไปทะลุถนนวิชยานนท์ เมื่อเลี้ยวไปเล็กน้อยเป็นร้าน “ซิมซุ่ยไช้” ของเถ้าแก่ไช้ แซ่ซิ้ม ภรรยา คือ แม่จิตรา แซ่เฮ้ง เป็นชาวลําพูนร้านนี้เป็นต้นตระกูลของ “บูรณุปกรณ์” เดิมขายของชํา ประวัติของเถ้าแก่ไช้ แซ่ซิ้ม นั้น เกิดที่จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากรุ่นพ่ออพยพจากเมืองจีน มาตั้งหลักฐานอยู่ที่นั่น เมื่อวัยหนุ่มจึงเดินทางมาอยู่เชียงใหม่ เริ่มต้นสร้างฐานะด้วยการเป็นลูกจ้างก่อนดัง เช่นคนอื่นๆ ต่อมาเมื่อมีทุนจึงมา เช่าแผงขายของอยู่ในตลาดวโรรส เมื่อมีทุนได้เช่าห้องแถวไม้ อยู่ตรอกเล่าโจ้ว ขายของชําและ ต่อมาซื้อตึกแถวอยู่ไม่ห่างจาก ห้องเดิม ปี พ.ศ.๒๕๐๘ ย้าย ครอบครัวมาอยู่ถนนท่าแพ ซื้อตึก แถวตรงข้ามธนาคารกรุงเทพฯ และมาเปิดร้านทัศนาภรณ์ ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ขายผ้าจากอําเภอ ป่าซาง และอําเภอสันกําแพง ต่อมาสร้างฐานะด้วยการเปลี่ยน มาทําธุรกิจด้านเฟอร์นิเจอร์ ร้านนี้มีบุตรธิดา ๑๑ คน คือ

นายชัยทัศน์ บูรณุปกรณ์ ทําธุรกิจที่ดิน

นายพรทัศน์ บูรณุปกรณ์

นางสมจิตร บูรณุปกรณ์

นางสมพร สุวรรณธนาทิพย์ ร้านสยามกิ๊ฟ

นางสมร บูรณุปกรณ์

นายประพันธ์ บูรณุปกรณ์ ร้านพีคอลเลคชั่นและเจ้าของหมู่บ้านสวนนนทรี

นางอารี อุดมศิรธรรมรงค์ ร้านไทยอาร์ต

นายวิชิต บูรณุปกรณ์ ดําเนินกิจการโรงแรมดิเอ็มเพรส และโรงแรมเดอะปาร์ค

น.ส.วิไล บูรณุปกรณ์ ร้านไทยชอร์ป

นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์

นายปกรณ์ บูรณุปกรณ์
(คุณบุญเลิศ บูรณุปกรณ์, สัมภาษณ์)

โดยเฉพาะคนที่ 10 และ 11 คนหนึ่งเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ อีกคนหนึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ คือ คุณบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ และคุณปกรณ์ บูรณุปกรณ์ เป็นความภูมิใจส่วน หนึ่งของคนตรอกเล่าโจ้ว

การตั้งบ้านเรือนค้าขายของตรอกเล่าโจ้ว ซึ่งเป็น ย่านคนจีนเชื่อว่าเริ่มตั้งมาหลังจากสร้างตลาดวโรรส ในปี พ.ศ.2453 ซึ่งสร้างโดยเจ้าแก้วนวรัฐ ครั้งยังเป็นเจ้า ราชวงศ์ ใช้เงินทุน 1,800 รูปี ต่อมาขายให้เจ้าอินวโรรส ผู้เป็นที่ชายแล้วตกเป็นของเจ้าราชวงศ์ (เจ้าเลาแก้ว ณ เชียงใหม่) ผู้เป็นบุตร ต่อมาเมื่อเจ้าทิพย์เนตรชายา ของเจ้าราชวงศ์ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ.2462 เจ้าราชวงศ์ไม่มีเงินจัดการพิธีศพ ถือเอาตลาดวโรรส ไปจํานองไว้กับหลวงอนุสารสุนทรกิจ (ต่อมาเป็นหลวง อนุสารสุนทร) แล้วก็ไม่สามารถไถ่ถอนได้ ต่อมาพระราชชายาเจ้าดารารัศมีหาเงินมาไถ่ถอน (นายทุนพ่อค้ากับการก่อและขยายตัวของระบบทุนนิยมในภาคเหนือของไทย พ.ศ.2564-2523, ปลายอ้อ ชนะนนท์, 2530)

ย่านตรอกเล่าโจ้ว ระยะแรกมักเป็นชาวจีนที่อพยพมาจากเมืองจีน ซึ่งเป็นต้นตระกูลของหลายตระกูลในเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าการการทํามาหากิน ระบบความคิด ทั้งจากครอบครัว และจากสังคม ของตรอกเล่าโจ้ว ส่งผลอย่างมากต่อรุ่นลูก รุ่นหลานที่ดํารงชีวิตอยู่ในสังคมในยุคปัจจุบันนี้

จากปากตรอกเล่าโจ้ว ซึ่งต่อมาเรียกว่าตรอกข่วงเมรุ ทางด้านถนน ท่าแพมาถึงประมาณเกือบครึ่งตรอก จะเป็นทางสามแยก ที่เรียกกันเป็น คําเมืองว่า “แง่มก๋ง” หมายถึงง่ามหนังสติ๊ก เลี้ยวขวาไปทะลุถนนวิชยานนท์ หากเบี่ยงซ้ายไปทะลุถนนช้างม่อย เมื่อเลี้ยวขวาไปเล็กน้อยเป็นร้าน ซิมซุ่ยไช้ ของเถ้าแก่ไช้ แซ่ซิ้ม ภรรยา คือ แม่จิตรา แซ่เฮ้ง เป็นชาวลําพูน ร้านนี้เป็นต้นตระกูลของ “บูรณุปกรณ์” เดิมขายของชํา ต่อมาเปลี่ยนเป็น ค้าขาย เฟอร์นิเจอร์เป็นเจ้าของกิจการร้านเชียงใหม่ทัศนาภรณ์ ร้านเชียงใหม่ สุดาลักษณ์ มีธุรกิจโรงแรมดิเอ็มเพรส โรงแรมเดอะปาร์ค โรงแรมดาวน์ ทาวอินน์ ด้านธุรกิจที่ดินมีบริษัทช้างคลานพล็อพเพอตี้จํากัด เถ้าแก่ใช้ มีบุตรธิดารวม 11 คน บุตรชาย 2 คน ของตระกูลคนหนึ่งเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และอีกคนหนึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ คือ คุณบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ และคุณปกรณ์ บูรณุปกรณ์ เป็นความภาคภูมิใจส่วนหนึ่งของคนตรอกเล่าโจ้ว (นิตรสารผู้นําท้องถิ่น ฉบับธันวาคม 2545 และสัมภาษณ์ คุณบุญเลิศ บูรณุปกรณ์)

ถัดจากร้าน “ซิมซุ่ยไช้” ไปเป็นร้านของเถ้าแก่ชิวจิ๋ว แซ่เต็ง ต่อมาเปลี่ยนเป็นเจริญ ภัควิภาสภรรยาชื่อ แม่อํานวย แซ่เต็ง เป็นต้นของสกุล “ภัควิภาส” ร้านนี้ชื่อว่า “แสงเจริญ” ขายของชำ อาหารสัตว์ ยารักษาสัตว์ และรักษาโรคพืช ชาวบ้านอําเภอหางดงรู้จักในนามของ “เจ๊กจั่ว” เนื่องจากช่วงสร้างฐานะจะขี่จักรยานออกซื้อ มะขามเปียก ครั่ง ลำไยจากชาวบ้าน

เถ้าแก่ชิวจั๊ว เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของชาวจีนที่ก่อร่างสร้างฐานะโดยอพยพจากเมืองจีนมาพร้อมกับแม่ ขณะอายุ 12-13 ปี เริ่มมาตั้งหลักที่ตลาดประตูเชียงใหม่ เช่าห้องแถวอยู่เดือนละ 4 บาท เริ่มต้นอาชีพ ค้าเป็ดไก่โดยซื้อจากชาวบ้านที่นํามาขายที่ตลาดประตูเชียงใหม่ หามไปขาย ขวงเมรุ เมื่อไปขายที่ร้านของเถ้าแก่ถึง แซ่ตั้ง คุณพ่อของคุณประสิทธ์ ศรีสมเพชร ซึ่งเป็นร้านขายเป็ดย่าง ไก่ย่าง หมูย่าง เป็ดพะโล้ อยู่ที่ตรอกเล่าโจ้ว ชื่อร้านเตงจัวที่ เถ้าแก่ถึงอี้ เห็นมีความตั้งใจจึงชวนทํางานด้วยที่ร้าน ทําหน้าที่ ถอนขนเป็นขนไก่ รายได้เดือนละ 10 รูปี เดือนต่อมาได้เพิ่มเป็น 15 รูปี ขณะนั้น 1 รูปี เท่ากับ 80 สตางค์ กลางคืนต้องช่วยเถ้าแก่เย็บกระทง เพื่อไว้ใช้บรรจุไก่ย่าง เป็ดพะโล้ ขายให้ลูกค้าในตอนเช้า กว่าจะเข้านอนไม่ต่ำกว่าเที่ยงคืน ตื่นตอนตี 3 หรือ ตี 4 เริ่มทํางาน เป็นเช่นนี้ทุกวัน เป็นลูกจ้างอยู่ 1 ปีเศษ เก็บเงินได้ 100 กว่าบาท จึงออกมาเป็นเถ้าแก่เอง เริ่มต้นลงทุนเอง จําสูตรการปรุงจากร้านเถ้าแก่ถึงอี้ มาปรุงขายที่ห้องแถวที่ประตูเชียงใหม่ ขณะนั้นอายุประมาณ 15-16 ปี เปิดเป็นร้านขายไก่ย่าง เป็ดพะโล้ หมูย่าง มีลูกจ้าง 2 คน

ต่อมาออกไปรับซื้อมะขามเปียกและครั้งจากชาวบ้านบ้านแม่เหียะ บานสันป่าสัก อ.หางดง และรวมมาขายที่ตลาดต้นลําไย มีกําไรดี คราวหนึ่งขากลับจากอําเภอหางดงเห็นชาวบ้านนําไข่ไก่มาวางขาย สอบถามราคา 2 ฟองราคา 3 สตางค์ จึงซื้อใส่กระเป๋ากางเกงมาที่บ้านที่ประตูเชียงใหม่ ขายต่อในราคา 4 สตางค์มีกําไร 1 สตางค์ นี่คือตัวอย่างของการค้าที่จะค้าทุกอย่างหากมีกําไรแม้จะแค่สตางค์เดียว ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คนจีนต้องอพยพออกจากจังหวัดเชียงใหม่ เถ้าแก่ชิวจั้ว เล่าด้านการค้าขายช่วงนั้นว่า “หลังสงครามของ ขายดีมาก เพราะเงินเยอะ เงินญี่ปุ่น เรียกว่า เงินโทมัส มีใบละ 500 บาทก็มี ขายดี จนไม่มีสินค้า เช่นน้ำปลาไห หนึ่ง 10 บาท ก็ถือว่าแพง ส่วนใหญ่ซื้อมาจากเอเยนต์ แถวตลาดสันป่าข่อย แล้วว่าจ้างเกวียนขนมาตลาด ประตูเชียงใหม่ ค่าจ้าง 25 ส.ต. เต็มเกวียนบรรทุกได้ 12 ไห สมัยนั้นสองข้าง ถนนเจริญเมือง มีเกวียนจอดรับจ้างอยู่มาก สมัยอยู่ประตูเชียงใหม่ ทํางาน เกือบ 24 ชั่วโมง นอนเที่ยงคืน ตื่นตี 3 ขณะนั้นอายุ 22-23 ปี ด้าน ครอบครัวได้วางแผนและมุ่งมั่นว่าจะแต่งงานตอนอายุ 30 ปี ไม่เคยเที่ยวเตร่ มุ่งมั่นว่าจะต้องสร้างฐานะ เคยมีคนมาติดต่อขอแต่งงานด้วย 3 ราย แต่ไม่ตกลง แม่เคยบ่นว่า ลื้อนึกว่าหนุ่มเหรอ คิ้วเหี่ยวแล้ว ทําการค้าขายของชํา เช่น เข็ม กะปิ น้ําปลา เกลือ ปลาร้า ไข่เค็ม วันหนึ่งจะต้มไข่เค็ม 1 กาละมัง โดยแม่ทําไข่เค็มเอง ตอนเช้าขายของ ตอนสายแม่ค้ามาจ่ายเงิน เสร็จแล้วไปซื้อของสันป่าข่อย ใส่เกวียนมา เสร็จก็ออกไปตระเวนซื้อมะขามเปียกที่บ้านสันป่าสัก บ้านเบอะ บ้านแม่เหียะ ก.ก.ละ 50 ส.ต. ครบ 2-3 เกวียน ก็ขนมาไว้ที่บ้าน ประมาณคราวละ 200 ก.ก. ได้กําไร กิโลละ 2 สตางค์ คราวหนึ่งกําไร 4 บาท”

ต่อมาเถ้าแก่ชิวจั้ว ร่วมหุ้นกับญาติเปิดร้านที่ตลาดต้นลําไย ขายฝ่าย ของชํา ต้องนั่งเครื่องบินที่กองบิน 41 ไปสั่งของที่กรุงเทพฯ เดือนละ 1 ครั้ง และของส่งมาทางเรือมาถึงจังหวัดนครสวรรค์ และลงเรือเล็กมาส่งที่เชียงใหม่ “เครื่องบินสมัยนั้น ประมาณ พ.ศ.2487-2488 เป็นเครื่องบินที่เรียกว่า เครื่องแองโกล่า บินกรุงเทพ-เชียงใหม่ ประมาณอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ค่าโดยสารคนละ 400 บาท บางครั้งก็นําสินค้าจากเชียงใหม่ไปขายกรุงเทพฯ ด้วย เช่น ลําใยแห้ง,เหล้าตราช้างแดง” ต่อมาประมาณ พ.ศ.2496 ตั้งร้านแสงเจริญ ที่ตรอกเล่าโจ้ว ต่อมา ทําโรงงานกระดูกป่น เริ่มซื้อที่ดินที่อําเภอหางดง จํานวน 12 ไร่ ราคา 20,000 บาทเศษ ใกล้แยกทางไปทางกฤษดาดอยรีสอร์ท สั่งซื้อเครื่องจักรไอน้ํา ถังต้ม และตระเวนซื้อกระดูกวัว กระบือ ทั้งในเขตเชียงใหม่ เชียงราย มาเข้าโรงงาน ทําเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ นําบรรจุกระสอบส่งไปกรุงเทพฯ จะมีบริษัทรับซื้อ และส่งต่อไปประเทศญี่ปุ่น ในขณะนั้นในเชียงใหม่มีแห่งเดียว ไม่มีเจ้าอื่น ทําโรงงานกระดูกป่นประมาณ 36 ปี แต่ต่อมามีปัญหาถูกชาวบ้านร้องเรียน จึงต้องเลิกโรงงานไปในที่สุด รายได้ส่วนหนึ่งซื้อที่ดินไว้ (เถ้าแก่เจริญ ภัควิภาส, สัมภาษณ์)

เถ้าแก่เจริญ ภัควิภาส ปัจจุบันอายุ 86 ปี มีบุตรธิดารวม 7 คน คือ

คุณอดิศร (กวง) ภัควิภาส

คุณวไล (ตุ๊) นิมมลรัตน์

คุณวิมลมาศ (น้อย) ปิติสันต์

คุณวัชนีย์ (เงาะ) ภัควิภาส

คุณทวีศักดิ์ (จู๋) ภัควิภาส

คุณธวัชชัย (อี๊ด) ภัควิภาส

คุณอดิสัย (เกี้ย) ภัควิภาส

(คุณเจริญ ภัควิภาส สัมภาษณ์)

บริเวณ “แง่มก๋ง” ตรงที่ปัจจุบันเป็นร้านทองแม่บุญเรือง สมัยก่อนเป็น ร้านทำผม ชื่อ ร้าน”อรทัย” ตรงข้ามร้านอรทัย คนละฝั่งถนนมีร้านขายยาสมุนไพรจีนชื่อร้าน “เม่งแซ่ตึ้ง” เจ้าของร้านเป็นชาวจีนที่อพยพมาจาก แผ่นดินใหญ่ อาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นตระกูลของสกุล “อานนทวิลาศ” ก็ว่าได้ โดยเจ้าของร้านเป็นอากง (คุณตา) ของคุณนพดล เจ้าของร้านขายเครื่องวัสดุ ก่อสร้าง “นพดลพานิช”

เจ้าของร้าน “เม่งแซตึ้ง” เป็นสกุล แซ่แต้ อพยพมาจากเมืองจีน มีความรู้ด้านยาจีนจึงเปิดร้านขายยาจีน บุตรธิดารวม 8 คน หนึ่งในบุตรธิดา ของเจ้าของร้านนี้ คือ “น.ส.ปอเตียว แซ่แต้” ต่อมาสมรสกับ “นายก๊กซ้วง แซ่ตั้ง” ที่อพยพมาจากเมืองจีนมีร้านขายของอยู่ปากตรอกเล่าโจ้ว ต่อมาเปิดร้านขายของชําที่ปากประตูตลาดวโรรสและย้ายครอบครัวไปค้าขาย ที่บ้านเด่นใกล้ค่ายกาวิละ มีบุตรธิดามี 4 คน คือ

คุณเทียมจันทร์ อานนทวิลาศ ประกอบธุรกิจที่จังหวัดขอนแก่น

คุณนพดล อานนทวิลาศ บริษัทนพดลพานิช จํากัด ถนนเชียงใหม่-ลําปาง

คุณธนา อานนทวิลาศ ร้านธนาพานิช วังสิงห์คํา

คุณนฤมล อานนทวิลาศ ร้านปิยะยนต์ วังสิงห์คํา

คุณนพดล อานนทวิลาศ กล่าวถึงต้นตระกูลที่เติบโตมาจากตรอกเล่าโจ้วและสร้างธุรกิจว่า “ผมเกิดที่ร้าน เม่งแซตึ้ง ของอากง (คุณตา) ที่ตรอกเล่าโจ้ว เรียนหนังสือที่โรงเรียนซินเซิง โตขึ้นก็ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยครอบครัว

เริ่มช่วยน้องแม่ ชื่อ เซียงเท้ง แซ่แต้ ที่เปิดร้านขายขนมเปียะ และขนมจันอับ ติดกับร้านเม่งแซตึ้ง ชื่อว่า ร้านแต้แซจิง โดยมีโรงงานทําขนมที่หลัง โรงหนังศรีวิศาล หลังผมผ่าน การคัดเลือกทหารแล้ว เปลี่ยนงานไปทํางานเป็นพนักงานขาย วัสดุก่อสร้างของ ร้านซิ้นเชียงหลี ของเถ้าแก่ไต้เจียว ปิฎกานนท์ ทํางานและ ศึกษาด้านการค้าขายวัสดุก่อสร้างที่นี่อยู่ 4 ปี ได้ประสบการณ์ระดับหนึ่ง จึงมาเปิดร้านเป็นของตัวเองในปี พ.ศ.2515 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ญาติมิตรและพี่น้องให้หยิบยืมเงินจํานวนหนึ่งมาลงทุนและเซ้งตึกแถว ที่ถนนท้ายวัง 2 คูหา ประกอบธุรกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง ในปี พ.ศ.2516 ผมได้สมรสกับคุณทองอยู่ จิตสัมพันธ์สุข ร่วมกันดําเนินธุรกิจ และฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ จนประสบผลสําเร็จระดับหนึ่ง และต่อมาได้ขยายกิจการเป็น 5 คูหา จนในปี พ.ศ.2535 ย้ายกิจการมาเปิด ดำเนินการที่ถนน ซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลําปาง ที่เป็นบริษัท นพดล พานิชในปัจจุบัน”

คุณนพดล อานนทวิลาศ สมรสกับคุณทองอยู่ สกุลเดิม จิตสัมพันธุ์สุข บุตรธิดา 3 คน คือ นายกิตติธัช, น.ส.ทณัฐพร และนายธนันต์ อานนทวิลาศ (คุณนพดล อานนทวิลาศ, สัมภาษณ์)

เลยเข้าไปในตรอกข่วงเมรุ จากแยก “แง่มก๋ง” ทางจะเฉียงไป ซ้ายเล็กน้อย เลยไปจะเป็นร้าน “โต๋วฮกเส็ง” และ “โต๋วบ่วนเส็ง” เจ้าของ คือ เถ้าแก่เปงเข่งและแม่เชงเฮียง แซ่โต๋ว เป็นต้นตระกูลของ “โตแสงชัย” แห่งบริษัทเชียงใหม่แสงชัยมอเตอร์

ย่านตรอกเล่าโจ้ว หรือตรอกข่วงเมรุ ถือว่าเป็น ย่านคนจีนหลากหลายตระกูลที่เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวมาจนปัจจุบันรุ่นที่สองหรือรุ่นที่สาม สร้างฐานะและสร้างชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของเมืองเชียงใหม่ บางตระกูลรุ่นพ่อสร้างฐานะ ไว้มั่นคงจนจุนเจือถึงรุ่นลูกนับสิบคน และยังมีเหลือส่งมาถึง รุ่นหลานอีกนับสิบคนเช่นเดียวกัน บางตระกูลรุ่นพ่อสร้าง แนวทาง ให้แนวชีวิตจนประสบความสําเร็จในรุ่นลูก

ส่วนรุ่นหลานและรุ่นต่อไป จะสืบต่อสร้างความมั่นคงและสร้าง ชื่อเสียงให้ตระกูลมากน้อยเพียงใดนั้น อยู่ที่การปลูกฝังและขึ้นอยู่กับอนาคต เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าศึกษาอยู่ไม่น้อย

บริเวณกลางของตรอกเล่าโจ้ว เป็นสามแยก มีทางแยกเลี้ยวขวาไป สู่ถนนวิชยานนท์และทางเบี่ยงซ้ายไปสู่ถนนช้างม่อย

เลยสามแยกไปเล็กน้อยถัดด้านขวามือจะเป็นร้าน “โต๋วฮกเส็ง” ของ ที่นอนหมอนมุ่ง เจ้าของ ชื่อ เถ้าแก่เปงเข่ง และ แม่เชงเฮียง แซ่โต้ว ต้นของสกุล “โตแสงชัย” รุ่นลูกมี 8 คนด้วยกัน คือ

คุณอุดม โตเสงชัย (ถึงแก่กรรม) ตั้งบริษัทเชียงใหม่แสงชัย มอเตอร์

คุณอําพร เชาว์วุฒิมา แห่งบริษัทฮกเชียงล้ง

คุณหัสยา ตันไพเราะ แห่งร้านเชียงใหม่สินเสรี

คุณสมชาย โตแสงชัย ร้านโต๋วฮกเส็ง

คุณจรรยา ตนานุวัฒน์ ร้านตนานุวัฒน์

คุณนิพันธ์ โตแสงชัย ร้านเชียงใหม่แสงชัยมอเตอร์ ถนนช้างม่อย

คุณพัทยา เชาว์วิทยางกูร ร้านประพัทพานิช

พ.ญ.กัญญา วนดุรงวรรณ พักอาศัยอยู่ที่ประเทศอเมริกา

คุณนิพันธ์ โตแสงชัย เล่าเกี่ยวกับร้านโต้วฮกเส็ง ของพ่อที่ตรอก เล่าโจ้วว่า “ร้านโต๊วฮกเล็ง เดิมเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียว ขายเสื้อผ้า เสื้อม่อฮ่อม ฝ้าย ผ้าห่ม นอกจากนี้ครอบครัวยังมีแผงขายที่ตลาดวโรรสอีกส่วนหนึ่ง พี่น้องไปช่วยกันขาย ต่อมาปี พ.ศ.2508 เตี่ย เริ่มเปิดร้านใหม่มาขาย อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น หลอดไฟ อะไหล่ จักรยาน จักรเย็บผ้า ตู้เย็น พัดลม ที่ถนนช้างม่อย ใกล้แยกศรีนครพิงค์ โดยผู้ที่เป็นหลัก คือ พี่ชายคนโต อุดม โตแสงชัย และในปี พ.ศ.2518 ได้ขยายกิจการไปทําการค้าที่สี่แยกวัดพันอ้น ขยายเป็นบริษัทแสงชัยมอเตอร์ ขายรถยนต์ รถจักรยานยนต์และอะไหล่ยนต์ เตี่ยเสียชีวิต พ.ศ.2510 สมัยเด็กที่ตรอกเล่าโจ้ว สนุก เพราะรู้จักกันหมดเย็นก็เดินแวะไปเล่นบ้านโน้นบ้านนี้ กว่าจะปิดร้านก็ดึก”

เลยไปตรงกันข้ามกับศาลเจ้าเป็นทางเข้าตลาดวโรรสทางด้านหลัง ติดกับประตูตลาดเป็นร้าน “นิ่มซี่เส็ง” ซึ่งต่อมาเป็นบริษัทนิ่มซี่เส็ง จํากัด เจ้าของธุรกิจขนส่งใหญ่ของเชียงใหม่และภาคเหนือ รวมทั้งบริษัท นิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จํากัด

ตระกูล“นิ่มซี่เส็ง” หรือ ตระกูล “สุวิทย์ศักดานนท์” เริ่มต้น จากเถ้าแก่บักจั๊ว แซ่ลิ้ม และแม่ซุ่งเฮียง แซ่ตั้ง แต่งงานกันที่เมืองจีน และ อพยพมาเมืองเชียงใหม่ขณะเถ้าแก่บักจั๊ว อายุ 20 ปีเศษ เล่ากันว่ามาในรุ่นๆ เดียวกันกับเถ้าแก่ไช้ แซ่ซิ้ม แห่งตระกูลบูรณุปกรณ์ และเถ้าแก่เฮียโฮ้ว แซ่โล้ว แห่งร้านโล้กี่เส็ง หรือ สุทธิพันธ์ จึงเป็นเพื่อนสนิทกัน

เถ้าแก่บักจั๊วและครอบครัวเริ่มต้นด้วยอาชีพรับจ้างทั่วไป เก็บรวบรวม เงินจึงมาเช่าร้านขายโชห่วย หรือของชําในตลาดวโรรส และต่อมามาเช่าห้องแถว อยู่ตรอกเล่าโจ้ว ตรงข้ามศาลเจ้าเล่าโจ้ว ด้านครอบครัวมีลูกที่เกิดในเมืองจีน และมาอยู่เชียงใหม่ด้วย คือ

คุณลมุล ใช้ไม่หมด เจ้าของกิจการจงเจริญทัวร์ และคุณศิริวรรณ ฤทธิ์อินทรางกูร

เมื่อมาอยู่เมืองเชียงใหม่ มีบุตรเพิ่ม 4 คน คือ
1. คุณอุทัต (ใหญ่) สุวิทย์ศักดานนท์
2. คุณอุทาน (น้อย) สุวิทย์ศักดานนท์
3. คุณอุดม สุวิทย์ศักดานนท์
และ 4. คุณอุทัย สุวิทย์ศักดานนท์

แม้เถ้าแก่นักจั่วและแม่ซุ่งเฮียง จะเริ่มต้นสร้างครอบครัวมาบ้าง แต่การ เสียชีวิตเร็วเกินไปของเถ้าแก่บักจั๊ว เมื่อปี พ.ศ.2508 เป็นช่วงที่ครอบครัวคงลําบากในการสร้างฐานะ รุ่นลูกทุกคนจึงต้องมีส่วนร่วมในการสร้างฐานะ อย่างมาก คุณอุดม สุวิทย์ศักดานนท์ เล่าเรื่องสมัยการเริ่มสร้างฐานะของ ตระกูลว่า

ครอบครัวเริ่มจากการขายของชํา ช่วงผมอายุ 13-14 ปี ลำบากมากต้องเริ่มจากการรับจ้างแบกหามกัน ต่อมาเริ่มค้าผลไม้เล็กๆ น้อยๆ พวกองุ่น ลางสาด ส้มโดยสั่งซื้อ จากกรุงเทพฯ ส่งมาทางรถไฟ ครั้งละ 4-5 ลัง ต่อมาขายดีเพิ่ม เป็น 10 ลัง

ต่อมาเริ่มซื้อรถบรรทุก 4 ล้อเล็ก ยี่ห้อได้ฮัทสุ ส่งผลไม้และรับจ้างขนของภายในจังหวัด ต่อมาเมื่อพอมีเงินเพิ่มขึ้นบ้างก็ได้ซื้อรถอีซูซุ (เอล) 4 ล้อเพิ่มอีกคัน ที่นี้ก็วิ่งไปรับผลไม้จากกรุงเทพฯ มาขายและเริ่มขายส่ง เริ่มจาก 3-4 วัน ต่อคันรถ ต่อมาต้องไปบรรทุกผลไม้ทุกวัน วันละคันรถ ซึ่งประมาณ 100-200 เข่ง อาจกล่าวได้ว่าครอบครัวผมขนเงาะ ทุเรียน มาขายในเชียงใหม่เจ้าแรกก็ว่าได้ เพราะสมัยนั้นคนเชียงใหม่ไม่ค่อยไก้กินเงาะ ทุเรียนกัน

ขาล่องไปกรุงเทพฯ รถบรรทุกจะว่างไม่มีสินค้าบรรทุก ทําให้เสียเที่ยว พี่ชายผมติดต่อพวกร้านค้าพืชไร่ชวนใช้บริการบรรทุกของเราเพราะเร็วกว่าบรรทุกทางรถไฟและไม่ช้ำ การบริการที่ดีทําให้พ่อค้าพืชไร่นิยมและใช้บริการ เรื่อยมา ทําให้เราได้ค่าบรรทุกเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้ เหลือกําไรมากขึ้น

“ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง คือ พ่อค้าที่ตลาดวโรรส การขนส่งสินค้าสมัย นั้นพวกพ่อค้าที่ตลาดวโรรสเคยใช้บริการรถไฟ ซึ่งจะมาถึงเชียงใหม่ประมาณ 11 โมงหรือเที่ยงวัน ซึ่งค่อนข้างช้า แต่รถบรรทุกของเรามาถึงตอนตี 4 เร็วกว่ามาก สินค้าที่บรรทุกมาจึงสดกว่าบรรทุกทางรถไฟและมีเวลาการขาย มากกว่า โดยเฉพาะพ่อค้าปลาสด หันมาใช้บริการของรถบรรทุกของเรากัน มากขึ้นๆ

“ปี พ.ศ.2514 เริ่มตั้งหลักด้านธุรกิจขนส่งได้ เก็บเงินผลกําไรได้ ก็ซื้อรถบรรทุกเพิ่มเป็น 2 เป็น 3 คัน พรรคพวกอีกส่วนหนึ่งนํารถมาวิ่ง ร่วมด้วย ขยายกิจการได้มาก ภายหลังต้องเลิกค้าขายผลไม้เนื่องจากไม่มีเวลา และทําธุรกิจรถบรรทุกได้กําไรดีกว่า จึงทําด้านธุรกิจขนส่งเพียงอย่างเดียว ปี พ.ศ.2523 ตั้งเป็นบริษัทนิ่มซี่เส็ง 1988 จํากัด ปี

พ.ศ.2522 ครอบครัวพอมีเงิน จึงเริ่มลองค้าขายรถยนต์ปิคอัพที่ร้านหน้าสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ระยะหนึ่งไม่ไหว ลงทุนมากเป็นเรือนแสน แต่ได้กําไรแค่คันละ 500 บาท จําต้องเลิก หันมาทำธุรกิจด้านการเงิน คือ ลิสซิ่ง ทําเล็กๆ ก่อน มีการชักชวนพรรคพวกหุ้นลงทุน1 แสนบาท ต่อมาผลกําไรดี ขยายเป็นบริษัทนิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จํากัด มีหุ้นส่วน หลายคน เช่น พล.ต.อ.ไกรสุข สินสุข, พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา, พล.ต.ท.อร่าม จันทร์เพ็ญ ปัจจุบัน พ.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา เป็นประธานบริษัท”

ปัจจุบันการขนส่งของ “นิ่มซี่เส็ง” มีรถยนต์บรรทุกประมาณ 500-600 คัน ซึ่งนอกจากเป็นกิจการขนส่งที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือแล้ว คาดว่าติดอันดับใหญ่สุดของประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ธุรกิจของนิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง ก็ไม่ด้อยกว่ากัน ปัจจุบันขยายสาขาในภาคเหนือตอนบนถึง 200 กว่าสาขา เป็นตระกูลที่ประสบความสําเร็จอีกตระกูลหนึ่งของ “ตรอกเล่าโจ้ว” ซึ่งเชื่อว่าการต่อสู้ชีวิตได้มาจาก “ตรอกเล่าโจ้ว” อย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย

ถัดจากร้าน “นิ่มซี่เส็ง” ไปเป็นร้าน “เล่าซ่งเฮง” ขายเครื่องกระป๋อง เจ้าของชื่อเถ้าแก่ซ่งเฮง และแม่กิมเกียว แซ่เล้า ต้นตระกูลของ “อุดมผล” เจ้าของร้านเกษมสโตร์ จําหน่ายเครื่องกระป๋องและขนมปัง รสอร่อย ที่ถนนราชวงศ์และถนนนิมมานเหมินท์ รวมทั้งกิจการหอพัก อุดมผล ด้านหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เถ้าแก่ซ่งเฮง แซ่เล้า ภายหลังเปลี่ยนเป็น เกษม อุดมผล อพยพมาจากเมืองจีนและมาอยู่เมืองเชียงใหม่เมื่ออายุ 14 ปี เริ่มต้นรับจ้างแบก ของระหว่างตลาดสันป่าข่อยกับตลาดวโรรส 4 ปีต่อมาเมื่อเก็บหอมรอบริบได้ เริ่มต้นอาชีพค้าขายของชําเล็กๆ น้อยๆ โดยการเช่าแผงขายของที่ตลาดนวรัฐ ต่อมาได้แต่งงานกับแม่กิมเกียว แซ่เตีย ที่อพยพมาจากเมืองจีนมาเช่นเดียวกัน หลังแต่งงานแล้วมาเช่าห้องแถวชั้นเดียวอยู่ที่ตรอกเล่าโจ้ว ขายของชําจําพวกผักดอง ถั่วดําดอง หัวไชโป๊ เต้าหูยี้ ปลากระป๋อง น้ำปลา กระปิ เครื่องกระป๋องประกอบกับแม่กิมเกียว มีฝีมือทางดองผักจึงดองผักใส่ไห และนํามาชั่งขายหน้าร้าน

คุณวิไล อุดมผล บุตรสาวคนหนึ่งของเถ้าแก่ซ่งเฮง เล่าเรื่องครอบครัวสมัยเด็กว่า ห้องแถวที่เช่าอยู่สมัยนั้นเรียกว่า เฮือนแพ ขณะอายุ 8 ขวบ แม่ยังดองผักอยู่ อาจจะเป็นแห่งเดียวในละแวกนั้นที่ดองผักขาย

สมัยนั้นรองเท้ายังไม่มีใส่กันเลย พออายุ 12 ขวบแม่เสียชีวิตเพราะตกเลือด และทำงานหนัก อายุแค่ 43 ปีเอง สมัยก่อนไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนจีนชินเชิง ตอนหลังเตี่ยเห็นว่าเป็นโรงเรียนเอียงซ้ายเป็นแนวคอมมิวนิสต์ ให้เปลี่ยนไป โรงเรียนช่องฟ้า อยู่บริเวณไนท์บาซ่าในปัจจุบัน ต่อมาย้ายไปเรียนที่สมาคม ไม่ไกลจากที่เดิม ต่อมาเมื่อรัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนจีนจึงเปลี่ยนไปเรียน โรงเรียนเรยีนาเชลี เรียนได้ 3 ปี ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยเตี่ยค้าขาย ตอนนั้นพี่สาวแต่งงานแยกครอบครัวไป พี่ชายคนหนึ่งช่วยงานบ้างไม่ช่วยบ้าง ส่วนน้องชาย คือ เก๊า เรียนมงฟอร์ต ส่วนแม่เสียชีวิตไปหลายปี ต่อมาจึง มาเช่าตึกแถวที่ตรงข้ามศาลเจ้าเล่าโจ้ซัง ค้าขายของชําเช่นเดิม

จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ ปี พ.ศ.2511 ทําให้ครอบครัว “อุดมผล” เปลี่ยนแปลงไป ทรัพย์สินบางส่วนถูกไฟไหม้เสียหาย ระยะแรกตั้งแผง ขายอยู่บริเวณร้านเดิม แต่เมื่อตลาดสร้างใหม่ไม่ให้เช่าเช่นเดิมแต่จะขายขาด ราคาห้องละ 6 แสนห้าหมื่นบาท ซึ่งถือว่าราคาสูงในขณะนั้น ครอบครัวเถ้าแก่เกษม อุดมผล ย้ายมาเช่าโกดังอยู่ตรอกวัดแขก ไม่ไกลจากตรอกเล่าโจ้ว และต่อมาประมาณ ปี พ.ศ.2514 มาเช่าห้องแถวอยู่ถนนราชวงศ์ เปิดร้าน ของเครื่องกระป๋อง ในนามร้าน “เกษมสโตร์” ไม่นานนักซื้อร้านใกล้เคียง ซึ่งเดิมเป็นร้านเกศสวรรค์และย้ายร้านมา ประมาณ 5 ปีต่อมา จึงเริ่มต้นทำขนมปังโดยคุณสุทธิชัย อุดมผล ศึกษาจากตําราและทดลองทํา จนสำเร็จ และวางจําหน่ายคู่กับเครื่องกระป๋องเรื่อยมา และต้นปี พ.ศ.2546 เกษมสโตร์ สาขาถนนนิมมานเหมินท์เพิ่มเติม

เถ้าแก่ซ่งเฮงและแม่กิมเกียว มีบุตรธิดารวม 6 คน คือ
1.คุณวิภา จันทรมหาเสถียร
2.คุณสุทธิพงษ์ อุดมผล
3.คุณวิไล (กี) อุดมผล
4.ณวัลลี อุดมผล
5.คุณสุทธิชัย อุดมผล
6.คุณสิทธิพร อุดมผล
เถ้าแก่เกษม อุดมผล เสียชีวิตในปี พ.ศ.2534 ขณะอายุ 84 ปี
(คุณสุทธิชัย อุดมผล, สัมภาษณ์)

ความสนุกสนานในวัยเด็ก มิตรภาพในหมู่เพื่อนบ้าน ประสบการณ์ ร่วมกันเรื่องน้ำท่วมในเดือนสิงหาคม กันยายนของทุกปี รวมถึงความลําบากตรากตรําในการสร้างฐานะ เป็นความประทับใจไม่รู้ลืม หล่อหลอม กลายเป็นพวกเดียวกัน เป็นคน “กองหล่อ” หรือ คน “กองเล่าโจ้ว” แห่งนี้

การก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่รุ่นปู่หรือรุ่นพ่อ คงมิใช่สร้างมาโดยง่ายดายแต่ผ่านความยากลําบาก ความอดทน ความขยันหมั่นเพียร นอนน้อย ทํางานหนัก อดออม เพื่อมุ่งสร้างฐานะของครอบครัวเพื่อความสุขสบาย ของรุ่นลูกรุ่นหลาน ในอนาคตขึ้นอยู่กับรุ่นลูกรุ่นหลานที่จะรักษาทรัพย์สิน เดิมที่สร้างไว้และสานต่อ หรือปล่อยให้ทรัพย์สินมลายไป อย่างน้อยการสร้างฐานะในเรื่อง เกิดจากตรอกเล่าโจ้วนี้ น่าจะเป็น ประโยชน์และเป็นสิ่งเตือนใจคนรุ่นต่อๆ ไปไม่มากก็น้อย

Cr. eatingoutmap/รูป

Cr.library.cmu/รูป

Cr.สังคมเมืองเชียงใหม่เล่ม5, พ.ต.อ.อนุ เนินหาด/ข้อมูล/รูป