โรงภาพยนตร์ เชียงใหม่ ในอดีต

0
2698

ผู้คนในยุคแรกๆของเมืองเชียงใหม่ทำงาน กันหนักสถานแหล่งบันเทิงจำพวกไนท์คลับบาร์ก็ยังไม่มี สิ่งที่สร้างความบันเทิงในสมัยนั้น คือ โรงภาพยนตร์หรือโรงหนัง

โรงภาพยนตร์แห่งแรกในเมืองเชียงใหม่ น่าจะเริ่มมีประมาณพ.ศ. 2466 หรือ ก่อนเล็กน้อย โรงภาพยนต์แห่งแรก ชื่อว่า โรงภาพยนตร์พัฒนากร อยู่บริเวณไนท์บาซาร์ในปัจจุบัน ด้านตรงข้ามกับสีสวนพลาซ่า โรงภาพยนตร์เป็นอาคารไม้สังกะสี เจ้าของคือขุนอุปพงษ์ เดิมชื่อ นายสาท อุปติพงษ์ เป็นชาวกรุงเทพฯคาดว่าเป็นทหารเสือป่า ในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงมีบรรดา ศักดิ์เป็น “ขุน” ได้สร้างโรงภาพยนต์ให้คนอื่นเช่า ดำเนินกิจการมีบ้านอยู่บริเวณข้างโรงภาพยนตร์ รวมทั้งเป็นเจ้าของห้องแถวประมาณ 10 ห้อง ส่วนขุนอุปพงษ์ทำกิจการโรงพิมพ์ชื่อ โรงพิมพ์อุปติพงษ์ เป็นโรงพิมพ์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น

ในยุคแรกผู้เช่าโรงภาพยนตร์ของขุน อุปพงษ์ ทำกิจการ คือ ขุนพุฒ ค่าเข้าชม 25 ส.ต. , 50 ส.ต.และ 1 บาท ฉายเวลาประมาณ 3 ทุ่ม เลิกประมาณเที่ยงคืนในวันก่อนที่จะฉาย เวลาประมาณ 3 โมง จะมีขบวนแห่แตรวงแห่ในทั่วเมือง และมีประกาศทางเครื่องกระจายเสียงเกี่ยวกัยภาพยนต์ที่จะฉายในคืนนั้น เมื่อภาพยนตร์ฉายแล้วจบ 1 ม้วน จะมีการบรรเลงของแตรวงคั่นรายการเป็นเช่นนี้ทุกม้วนจนจบเรื่อง เลิกประมาณเกือบเที่ยงคืน คาดว่าสมัยแรกใช้เครื่องปั่นไฟ ภาพยนตร์ยุคแรกไม่มีเสียงพากย์

โรงภาพยนตร์ ศรีนครพิงค์ สมัยนั้นเรียกว่า โรงมโหรสพ

นอกจากมีภาพยนตร์แล้ว สมัยนั้นยังมีละครร้อง ละครพูดมาเช่าแสดงด้วย เช่น คณะแม่ทองสุข เรื่องที่นิยท คือ เรื่องแก้วฟ้า, คณะแม่บุญนาคและคณะแม่เลื่อน บางคราวก็มีลิเกมาแสดง

หลังจากขุนพุฒเสียชีวิต โรงภาพยนตร์ถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่มีใครดำเนินการระยะหนึ่ง ต่อมาประมาณปีพ.ศ. 2470-2471 คุณนายลัดดา เช่ากิจการโรงภาพยนตร์มาดำเนินการ คุณนายลัดดา เป็นบุตรสาวคุณนายกี ซึ่งมีฐานะดีจากกิจการทำโรงบ่มยาสูบ เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงหนังศรีเวียง” ปี พ.ศ. 2489 หลังจากเปิดกิจการโรงภาพยนตร์ ศรีนครพิงค์แล้ว เจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ เช่าโรงภาพยนตร์ศรีเวียง ค่าเช่าเดือนละ 600 บาท ภาพหลังขุนอุปพงษ์ ขายให้คุณนายลัดดา ในราคา 3 ล้านบาท รวมที่ดินอีกประมาณ 5 ไร่เศษ(ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ คุณซิวเฮียง โจลานันท์, คุณศิลา ปติพงษ์ (ไมยโชติ) -ภรรยาขุนอุปพงษ์, เจ้าไชยสุริวงค์ ณ เชียงใหม่)

ไม่นานมีการลงทุนทำโรงภาพยนตร์ชื่อ “ตงก๊ก” เป็นแห่งที่ 2 อยู่ตรงบริษัทชินวัตรตรงข้ามวัดแสนฝาง ถนนท่าแพ เจ้าของเป็นของพ่อค้าชาวจีนในเชียงใหม่ร่วมหุ้นกันหลายคน เน้นฉายเพราะภาพยนตร์จีน มีผู้เข้าชมมากทำกำไรได้ดี ทำให้มีพ่อค้าจีนอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าธุกิจนี้มีกำไร จึงหุ้นกันทำโรงภาพยนตร์ชื่อว่า “ตงเฮง” บริเวณห้างตันตราภัณฑ์ท่าแพเก่า ถนนท่าแพแต่ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง คนดูน้อยไม่คุ้มทุน ต้องเลิกกิจการไปในเวลาไม่นานโรงภาพยนตร์ตงเฮงเมื่อเลิกจากโรงหนังแล้ว จึงมีผู้เช่าทำโรงสูบฝิ่น ส่วนโรงหนังตงก๊ก ต่อมาเปลี่ยนชื่อ เป็นควีนเธียเตอร์ และเปลี่ยนเป็นศรีวิศาลในที่สุดบริเวณแยกใกล้โรงภาพยนตร์ศรีวิศาล จึงเรียกว่า “แยกศรีวิศาล” จนทุกวันนี้

ประมาณปี พ.ศ.2488 เจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ เริ่มมาลงทุนทำโรงหนัง โดยมาเช่าที่ของเจ้าราชบุตร ทำโรงหนังบริเวณนั้นเคยเป็นโรงละครเก่าของเจ้าราชบุตร ชื่อ โรงภาพยนตร์ “ศรีนครพิงค์” อยู่บริเวณมุมถนนช้างม่อยตัดกับถนนราชวงค์ ใกล้ตลาดนวรัฐ

เจ้าไชยสุวงศ์ ณ เชียงใหม่ เล่าเกี่ยวกับกิจการโรงภาพยนตร์ว่าหลังจากบิดา คือ พ.ต.อ.เจ้าไชยสงคราม (สมพมิตร ณ เชียงใหม่)เสียชีวิตได้เริ่มลงทุนทำโรงภาพยนตร์ แห่งแรกคือ ศรีนครพิงค์ โดยเช่าที่ของเจ้าราชบุตรโดยเริ่มประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (หลังพ.ศ.2488) “เจ้าของโรงหนังก็ไม่ใช่ใคร เป็นญาติผู้มหญ่ของเรา เป็นเจ้าราชบุตร ก็เรียกเราไป บอกว่าโรงหนังมีอยู่หนึ่งโรง มึงจะทำก็เอาไปทำเหอะ กูจะเอาเดือนละสี่ร้อย จึงเริ่มที่ศรีนครพิงค์สมัยนั้นหนังเมืองนอกยังไม่เข้ามา มีแต่หนังฝรั่งที่ค้างสต๊อก ก็เปลี่ยนชื่อกันหั่นแหลกเป็นหนังพูดแต่ก็มีกระจกฉายออกมาเป็นตัวหนังสือให้อ่าน เราก็ปิดซาวนด์ไม่ให้มีเสียงเลยกลายเป็นหนังเงียบ โรงหนังศรีนครพิงค์สมัยนั้น มีที่นั่งเป็นเก้าอี้ม้ายาว นั่งได้หลายคน เป็นสิบ รอบหนึ่งได้เจ็ดถึงแปดร้อยคน ค่าดูหนังสองบาทสมัยนั้นไม่ค่อยมีอันธพาล เชื่อถือกกันได้ ไม่น่ากลัวว่าจะมีเรื่องมีราว ตอนหลังมีเก้าอี้พับ ตอนลุกขึ้นแล้วมักจะกระดกพับขึ้น เวลาเพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้นก็ลุกยืน พวกชาวบ้านนอกมักไม่รู้ เก้าอี้กระดกขึ้นมาแล้ว จบเพลงก็นั่งลงไปอย่างนั้น จนตลอดเรื่อง แล้วยังไปพูดกันต่อๆ ว่าโรงหนังนี้นั่งไม่สนุก

“เรื่องติดต่อหนังก็ไปเอาที่กรุงเทพ ตอนนั้นรถไฟยังข้ามไม่ได้ตรงสะพานดารา นั่งรถไฟลงที่บ้านดารา แล้ววิ่งไปขึ้นอีกขบวนหนึ่ง ซึ่งอยู่อีกฝั่งตอนเปิดโรงหนังใหม่ๆ เปิดได้สักเจ็ดวัน คนที่เราจ้างมันโกงกันเป็นชุดเลย เลยโละออกหมด คนเดียวก็ไม่เอาไว้ เราต้องไปขายเอง พี่ๆ น้องๆ เรามีใครถนัดอะไรก็ไปช่วยกัน”

“เรื่องแรกที่เอามาฉายเป็นหนังใหม่ ที่บ๊อบโฮปแสดง เป็นตลกขั้นสูงไม่ใช่ตลกธรรมดา เป็นตลกผู้ดี คนไม่รู้เรื่องภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ ดูแต่ท่าคนที่รู้ก็ฮา กันตึงๆ อย่างจอหนังนี่ซื้อมาเย็บเอง ผ้าปูที่นอนหลายๆ ผืน ขนาดจอนี่ก็แล้วแต่เลนส์ มันไม่แน่ ซื้อของเก่ามาเล่น ของใหม่ที่สุดก็ที่โรงหนังสุริวงศ์ ใช้เครื่องใหม่ เอี่ยมจากเมืองนอก เครื่องซีนีมา สโคป กับเสียงแมกนาติคเสียงในฟิล์มเครื่องแรกของประเทศไทย กรุงเทพยังไม่มีเลยตอนนั้น ระบบเสียงเยี่ยมมาก ทำศรีนครพิงค์สิบกว่าปี ก็มาสร้างโรงหนังสุริวงศ์”
(จากบทสัมภาษณ์, หนังสือลายคำของ เชียงอินทร์พล่าซ่า)

โรงภาพยนตร์ศรีวิศาล

“เริ่มแรกเช่าเครื่องฉายโกโรโกโสจากกรุงเทพฯรวม 2 เครื่อง เครื่องละพันบาท สมัยนั้นเงินแพง ส่วนหนังเป็นหนังตกค้างก่อนสงครามโลก มีเยอะเจ้าของหนังนำมาเปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่ เรื่องแรกที่จำได้ คือ เรื่อง บ๊อบโฮป หนังพูดเสียงในฟิล์ม ค่าดูขณะนั้น 3 บาท แพงสุด คือ 12 บาท ส่วนตำรวจ, คนทำงานรถไฟและสรรพากรให้เข้าดูฟรี เนื่องจากต้องพึ่งพากัน”

หลังจากนั้นมีผู้ลงทุนทำโรงภาพยนตร์ ตงก๊ก และตงเฮง เจ้าไชยสุริวงศ์ หลังจากเช่าทำโรงภาพยนตร์พัฒนากร ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ศรีเวียง” ระยะหนึ่งหันมาลงทุนเปิดโรงภาพยนตร์ “สุริวงศ์” ใช้เงินประมาณหนึ่งล้านห้า แสนบาท ส่วนหนึ่่งยืมจากธนาคารไทพาณิชย์ กิจการทำกำไรได้ดี หลังจากนั้น จึงเริ่มลงทุนสร้างโรงหนังสุริยาซึ่งมีพื้นที่ติดกัน ค่าใช้จ่ายหนึ่งล้านบาท โรงภาพยนตร์สุริยานี้ฉายระบบ 70 ม.ม.แห่งแรกของเชียงใหม่ ต่อมาจึงสร้างโรงภาพยนตร์สุริยง, รามาและแสงตะวัน รวมทั้งลงทุนทำโรงแรมแม่ปิง และโรงแรมดวงตะวัน ในเวลาต่อมาที่ลงทุนสูง คือ โรงภาพยนตร์แสงตะวัน ลงทุน ถึงสิบสองล้านบาท โดยการเช่าที่บริเวณนั้น 20 ปี ส่วนโรงแรมสุริวงศ์ ลงทุน สิบห้าล้านบาทเศษ เมื่อปี พ.ศ.2505 เศษ

เคยไปลงทุนที่เมืองลำพูน โดยเช่าโรงหนังของเทศบาล ช่วงเย็นก่อนหนังฉายมีคนเวียนมาหน้าโรงเยอะ แต่หนังฉายแล้วก็กลับกันไม่มีคนเข้าดู ทำได้ไม่นานก็เลิก ที่เชียงรายก็เช่นกัน ไปลงทุนทำโรงหนังชื่อ สุริวงค์ ได้กำไรดีแต่ ต่อมาผู้จัดการทุจริตจึงเลิกในที่สุด (เจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่, สัมภาษณ์)

คนเมืองเชียงใหม่ในยุคนั้น ประมาณ ปีพ.ศ. 2498 เรื่อยมานิยมดูภาพยนตร์กันมาก เหตุผลประการหนึ่ง เนื่องจากยังไม่มีสถานบันเทิงอื่นเลยนอกจากภาพยนตร์ ประกอบกับเป็นช่วงที่ชาวจีนในเมืองเชียงใหม่เริ่มสร้างฐานะได้แล้ว หรืออาจเรียกว่า “พอเหลือกินเหลือใช้” รุ่นลูกเติบโตและรับวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์จากสื่อหนังสือพิมพ์ที่เริ่มางมาจากกรุงเทพฯ มาจำหน่ายในเมืองเชียงใหม่แล้ว

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์จากกรุงเทพฯ เช่น พิมพ์ไทยที่ประชาสัมพันธ์เรื่อง ภาพยนตร์ดี เมื่อมาฉายที่เชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่จึงเข้าชมกันมากเรื่องที่นิยม และคนเมืองเชียงใหม่เกือบทุกคนได้ดู เข้าฉายที่สุริวงศ์ คือ อภินิหารเสื้อคลุม เป็นเรื่องแรงที่ใช้ระบบซิเนมาสโคป ต่อมาคือ เรื่อง “เฮเลนออฟทรอย” หรือที่ ภาษาไทยชื่อว่า “ศึกอนงค์” แต่ละรอบคนเต็มโรงหนังดีๆ ฉายประมาณ 7 วัน สมัยนั้นแบ่งเป็นวันธรรมดา รอบทุ่มครึ่ง, 3 ทุ่มครึ่ง หากวันเสาร์อาทิตย์ มีรอบ 10 โมง, รอบเที่ยงวันและรอบ 4 โมงครึ่ง คนดูหากเข้าช้าไม่ทันดูตอนแรกๆ ก็สามารถนั่งรอดูต้นเรื่องในรอบต่อไปได้ ราคาค่าดูต่ำสุด 3 บาท นั่งด้านหน้าจอ ต้องแหงนคอเล็กน้อย ราคาต่อมาคือ 5 บาท ส่วนราคา 7 บาทนั่งชั้นบน เก้าอี้เป็น เก้าอี้ไม้แบบสปริงพับเองได้ ราคาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เนื่องจากอากาศร้อน คนดูส่วนใหญ่จึงต้อมเตรียมพัดไปโบกและมักเตรียมเมล็ดก๋วยจี๊ไปทานเล่นด้วย สมัยนั้นยังไม่มีข้าวโพดคั่วแบบสมัยนี้

โรงภาพยนตร์ศรีเวียง ผู้ดำเนินกิจการ คือ คุณนายลัดดา พันธาภา(ลี้ตระกูล) มอบหมายให้คุณทิวา เป็นผู้จัดการปรับปรุงเปลี่ยนระบบเสียงใหม่เป็น ระบบทอทเอโอ 70 ติดลำโพงรอบทิศทาง ที่คนดูนิยม คือ เรื่อง “แคนแคน” ต่อมาคือ เรื่อง “มนต์รักทะเลใต้” ส่วนเรื่อง “รามเกียรติ” ก็เป็นที่นิยมคนดูกันมาก

ส่วนโรงหนังสุริยง ภาพยนตร์ยอดฮิตที่คนดูเต็มโรง คือ เรื่อง “ก็อดฟาเธอร์” มีการเปิดฉายรอบพิเศษ 16.30 น. ด้วยบางคน เช่น ยายกี ร้านเกษมสโตร์ ก็ประทับใจเรื่อง “ต้นรักดอกโศก” ที่แสดงโดย คุณสุพรรณ บูรณพิมพ์ ระลึงถึงเรื่องนี้ก็ยิ้มอย่างสุขใจ ฉายที่สุริวงศ์ พ.ศ.2485 โดยประมาณ รวมทั้งเรื่อง “รามเกียรติ” ฉายที่ศรีเวียง

ว่ากันว่า โรงหนังแต่ละแห่งจำเป็นต้องมีนักเลงคุมและเก็บบัตร เพื่อป้อวกัน นักเลงเบ่งดูฟรี และมักมีเรื่องชกต่อยกันเสมอ อย่างคราวที่ ร.ต.ต.เสน่ห์ สิทธิพันธ์ พาตำรวจพลร่มมาประจำที่โรงเรียนวัดสวนดอก ก็มีตำรวจพลร่มมาเบ่งดูหนังฟรี ที่โรงหนังสุริวงศ์ คนเก็บตั๋ว ชื่อ นายอุ่น รูปร่างผอม สูง สักเต็มตัวไม่ยอมให้เข้าฟรี เกิดการชกต่อยขึ้น เล่ากันว่า นายอุ่นก็มีดี ถูกฟันแทงแต่ก็ไม่ระคายผิว เป็นไปได้ว่าคนคุมประตูยังไม่คุ้นเคยกับตำรวจพลร่ม (คุณอรุณศรี พวกพฤกษา, สัมภาษณ์) แต่กับตำรวจเชียงใหม่ มักยอมให้เข้าชมฟรี เช่น พลตำรวจในปี พ.ศ.2491 รุ่น พ.ต.ท.ทิม ไชยณรงค์ ช่วงฝึก 1 เดือนเศษ ได้รับแจกเข็มขัดตำรวจชนิดหัวกลม เวลากลางคืนมักหนีจากกองเมืองเชียงใหม่ออกมาดูภาพยนตร์ เมื่อเลิกชายเสื้อให้เด็กเฝ้าประตูเห็นหัวเข็มขัดตำรวจก็ยอมให้เข้าชมฟรี (พ.ต.ท.ไชยณรงค์, สัมภาษณ์)

“โรงหนังศรีนครพิงค์ ได้รับความนิยม มากกว่าโรงหนังศรีเวียง เนื่องจากหนังมักจะน่าสนใจกว่า และตัวโรงหนังดีกว่า ศรีเวียง เป็นอาคารไม้ สวนศรีนครพิงค์เป็นอาคารปูน 2 ชั้น ครึ่งหนึ่งชั้นล่าง ครึ่งหนึ่งชั้นบน หน้าโรงหนังศรีนครพิงค์เป็นบริเวณกว้าง หนุ่มสาวมักมาเที่ยวพบปะกันแม้ไม่ได้เข้าดูหนังมีร้านขายผัดไทยของป้าบัวและขายตือคาโคที่อร่อย เจ้าเดียวกับที่ขายมุมถนนช้างม่อยตัดใหม่เวลานี้ ข้างๆ มีร้านโกหลิ่ม เป็นร้านอาหารฝรั่งผสมจีนมีชื่อส่วนตรงข้ามเป็นโรงแรมราชวงศ์ เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ชั้นล่างขายอาหารมีลาดหน้าอร่อยราคาถูก ห่อละ 1 บาท ห่อด้วยกระดาษและใบตอง ผูกหิ้วกลับบ้านด้วยเชือกกล้วย สมัยนั้นร้านอาหารมีให้เลือกไม่มากนัก หากไปไกลหน่อยถนนห้วยแก้ว มีร้านนายเติมทุกเช้าจะมาจ่ายตลาด ใช้รถจักรยานคันใหญ่มีเข่งผักใส่และของทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อารมณ์ดีร้องเพลงคนเดียว ลีลาไม่เหมือนใคร คือ จูงรถจักรยานวิ่งแล้วกระโดดขึ้นเหมือนกระโดดขึ้น ควบหลังม้าสมัยก่อนผู้คนไม่มากมาย ส่วนใหญ่รู้จักกันหมด” คุณอรุณศรี เล่าความในหนหลังทำให้นึกเห็นบรรยากาศสมัยเก่า

ภาพยนตร์ที่แระชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์ “คนเมือง” ในปีพ.ศ.2496 ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป ที่ โรงภาพยนตร์ ศรีเวียง มีเรื่อง “ดาบกู้ศักดิ์”(SCARAMOUCHE) เริ่มวันนี้ รุจิรา พากย์ เรื่องของจอมเจ้าชู้ที่ฟันดาบสู้คู่่อาฆาตไม่ได้ แต่เขาก็ฝึกฝนจนใช้ดาบล้างแค้นได้สำเร็จ เรื่องพิเศษของเมโทรแสดงโดยสจ๊วด เกรนเยอร์, อีลีเนอร์ ปาร์กเกอร์, เยเนต ลีห์, เมล เฟอร์เรอร์ เรื่องต่อมา คือ “ซากผีดิบ” ผีดิบลุกขึ้นจากหลุมในป่าช้า เป็นผีด๊อกเตอร์ชาญที่ขึ้นอืดเน่าเฟะ อาละวาดฆ่าผู้หญิงและเด็กอย่างน่าหวาดเสียว เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด ผู้ที่ขวัญอ่อนไม่ควรดู ฉายสองเรื่องควบกับ “ขุนช้างขุนแผน” ตอนน่ากลัวตื่นเต้น วันเสาร์ 4 รอบ อาทิตย์ 5 รอบ พากย์แบบมาตรฐานภาพยนตร์พูด

ส่วนที่โรงภาพยนตร์ ศรีนครพิงค์ มีเรื่อง “เทพบุตร” (VALENTINO) อุดม-ละม่อม พากย์ และเริ่ม 30 นี้ เรื่อง “พลร่มหัวเห็ด” (JUMPING JACKS) พาราเม้าท์เสนอภาพยนตร์ตลกเอก จี้เส้น มโหฬาร เพลิดเพลิน นำโดย ดีนมาร์ตีน’เจอรี ลุยอิส วันที่ 30-31 เพิ่มรอบเช้า เที่ยง เรื่องต่อไป “ขุนโจรอาหรับ” วันที่ 6 มิถุนายน เริ่ม “ยอดขุนหมื่น” MY FRIEND IRMA GOES WEST นำโดย ดีน มาร์ตีน – เจอรี่ เลวิส เรื่องแรกที่นำทั้งสองไปสู่การเป็นดารา ร่วมกับ คอรีน คัลเวตยอน ลันต์ ฟัง! ดีน ร้องเพลงเอกหลายเพลง ดู! เจอรี่ ปล่อยมุขตลกกับลิงแสนรู้เริ่ม 19 มิ.ย. เรื่อง “ฝ่าดงอินเดียนแดง” เริ่มรอบค่ำ โคลัมเบียเสนอเรื่องราวสงคราม ระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศษ ในปี ค.ศ.1754 แสดงการรบและเข้าประจัญบานกันอย่างดุเดือด ตื่นเต้นในดงอินเดียนแดงที่ดุร้าย สีเทคนิค นำโดย ยอร์ช มอนต์ โกเมอรี่ 1 ก.ค.เริ่มรอบบ่ายที่ ศรีนครพิงค์ “บุกอเมริกา” INVASION U.S.A. * อเมริกาถูก โจมตีในอากาศด้วยระเบิดปรมาณู *นครนิวยอร์คและตึกระฟ้าพังพินาศและถล่ม *กรุงวอชิงตันระเบิดเป็นผุยผง เรื่องต่อมา คือ “ดาบกู้ชาติ”

ขณะเดียวกันที่ โรงภาพยนตร์ควีน ประชาสัมพันธ์ เรื่อง “สาวเครือฟ้า” บอกว่าเป็นภาพยนตร์ไทยสีธรรมชาติ สร้างใหม่จากพระราชนิพนธ์กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เรื่องเดียวที่ต้องฉายที่นิวโอเดียนถึงสองครั้งและเต็มทุกรอบฉายที่ควีนส์แห่งเดียว แล้วส่งไปก๊อปปี้ที่อเมริกา ควีนส์เสนอตั้งแต่รอบ 10.00 น. วันที่ 1 กุมภานี้ เปิดจองบัตรล่วงหน้าทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค. มีรอบบ่าย 2 โมงทุกวัน

เมื่อคนหนุ่มสาว มาพบปะกันหน้าโรงภาพยนตร์ เรื่องราวต่างๆ ย่อมอุบัติขึ้น ดังเช่น ที่หน้าโรงภาพยนตร์ศรีวิศาล (เดิมชื่อตงก๊ก ต่อมาเปลี่ยนเจ้าของจึงเปลี่ยนเป็นศรีวิศาล) ถือได้ว่าเป็นถิ่นของกลุ่มแม่โจ้ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่โรงเรียนปล่อยออกมาพักผ่อนก็มักมานั่งเล่นจับกลุ่มและเดินเตร่เรื่อยไปจนถึงโรงถาพยนตร์วุริวงศ์ ที่หน้าประตูท่าแพ จึงมักเกิดการปะทะกับกลุ่มอื่นอยู่บ่อยไม่ว่าจะกลุ่มช้างม่อย อินทรีขาว ไม่เว้นแม้ทหารจากกองบิน 41 ทหารจากป.พัน 7 รวมไปถึงตำรวจ ตชด.จากแม่ริม ดั่งเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2508 ประมาณบ่ายสองโมงเกิดเหตุตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายดารารัศมี แม่ริมยกพวกชกต่อยกับนักศึกษาแม่โจ้ที่หน้าโรงภาพยนตร์ศรีวิศาล มีพลฯสุเทพ นครศิลป ถูกชกปากแตกฟันโย้, พลฯทวี ดำรงค์พงศ์พรรณ ถูกชกเหนือคิ้วขวาแตก ส่วนนักศึกษาแม่โจ้ ชื่อ นายบรรเลง สุภิมาศ ถูกทำร้ายจนสลบเหมือดอยู่ใต้ถุนโรงหนังศรีวิศาลอีกส่วนหนึ่งบาดเจ็บ วันรุ่งขึ้นนักศึกษาแม่โจ้ 5 คันรถ ยกขบวนมาพบผู้กำกับเชียงใหม่เพื่อร้องทุกข์เกรงไม่ได้รับความเป็นธรรม ร.ต.ท.สุพรรณ ปองทองขณะนั้นเป็น หัวหน้า สภ.ต.แม่ปิง ต้องไปห้ามไว้ที่หน้า ร.ร.ปรินซ์ฯ และจัดตัวแทนมาตกลงกัน (นสพ.คนเมือง ฉบับ 80 ก.ค.2508) แต่แม่โจ้รุ่นเก่าเล่าว่า ไม่ได้มาร้องทุกข์แต่ประการใด แต่จะไปลุยกับ ตชด.เลยเชียวหละ วันนั้นหากไม่มีการห้ามปรามคงถึงขั้นเสียชีวิตกันหลายคน

ต่อมามี โรงหนังชินทัศนีย์ สร้างประมาณ ปี พ.ศ.2512 บริเวณนั้นเดิม เป็นห้องแถวไม้ประมาณ 6-7 ห้อง สร้างเป็นโรงหนัง 2 ชั้น ชั้นบนมีครึ่งเดียวติดเครื่องปรับอากาศ เจ้าของ คือ คุณเลิศ ชินวัตร ภาพยนตร์มักเป็นของชอว์บราเดอร์ จีนกำลังภายในชนิดใช้ดาบ เช่น เดชไอด้วน ฤทธิ์อีบอด ดารานำสมัยนั้น มักเป็นเดวิดเจียง ตี้หลุง ค่าเข้าชมประมาณ 15-20 บาท ฉายรอบ 12.00น. ,14.00น. ,17.00น. ,23.00น. ต่อมาเลิกกิจการ และธนาคารนครหลวงไทย สาขาสันป่าข่อย ซึ่งเดิมเช่าตึกแถวอยู่ข้างร้านซาละเปาพิกุลย้ายมาแทน (คุณอัครนี วิลาศศักดานนท์, สัมภาษณ์)

ยุคหลังมีโรงภาพยนตร์ช้างเผือก อยู่ที่บริเวณคิวรถช้างเผือกโรงภาพยนตร์เมืองฟ้า บริเวณตลาดเมืองใหม่ หนังไทยเรื่องดัง คือ แผลเก่า มาเปิดฉายเริ่มแรกที่นี่ โรงภาพยนตร์นครเชียงใหม่ และช้างเผือกรามาอยู่ย่านช้างเผือก

จุดขายของโรงภาพยนตร์แต่ละแห่ง คือ ประเภทของภาพยนตร์ที่ฉาย โรงภาพยนตร์ศรีนครพิงค์ ส่วนใหญ่ฉายฝรั่งประเภทคาวบอย โรงภาพยนตร์ชินทัศนีย์ฉายภาพยนตร์จีนเป็นหลัก

แต่ที่แตกต่างจากที่อื่นและเป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่นในยุคประมาณ พ.ศ.2530 คือ โรงภาพยนตร์ช้างเผือกรามา มักฉายหนังโป๊ มักจะมีรอบมิดไนท์เวลาประมาณ 23 นาฬิกา มีผู้อุดหนุนคับคั่ง ด้านหน้าโรงเรียนจะมีสามล้อเอย สองแถวเอย มาคอยรับคนโดยสารที่ออกจากโรงภาพยนตร์หลังหนังโป๊เลิก เสียงตะโกนที่สอดคล้องกับอารมณ์และเหมาะสมกับสถานการณ์สภาพสังคมในยุคนั้น แต่เป็นที่แปลกสำหรับคนยุคนี้ คือ “กำแพงดิน มั้ยครับ กำแพงดินเชิญเลยครับ” วัยรุ่นยุคนั้น ซึ่งขณะนี้วัยประมาณ 40 กันแล้ว เล่าว่า มักมีผู้ใช้บริการรถดังกล่าว กันมากพอดู (คุณอดิศร สุวรรณประเทศ, คุณวัชรพงษ์ บุญรัตน์, สัมภาษณ์)