“สัตตภัณฑ์” สัญลักษณ์แห่ง “สัตตบริภัณฑ์” บริวารล้อมรอบเขาพระสุเมรุ

0
3682

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “สัตตภัณฑ์” เชื่อว่าคนรุ่นใหม่น้อยคนนักที่จะรู้จักว่ามันคืออะไร เว้นแต่เพียงชาวล้านนารุ่นเก่า กับนักวิชาการด้านวัฒนธรรม อาจารย์-นักศึกษาที่เรียน                                                 เรื่องศิลปกรรมล้านนามาโดยตรงเท่านั้น 
จึงจักสามารถเชื่อมโยงได้ว่า รากศัพท์ของ “สัตตภัณฑ์” นั้น มีความเกี่ยวข้องกับคำอีกคำหนึ่งคือ “สัตตบริภัณฑ์” 

น้ำตาเทียนหรือน้ำตาสัตตภัณฑ์
สัตตภัณฑ์ คือเชิงเทียนที่ใช้จุดดวงประทีปทั้งเจ็ดเล่ม เมื่อแรกสร้างเคยตั้งอยู่เบื้องหน้าพระประธานภายในพระวิหารหรือพระอุโบสถ นานๆ ครั้งจึงจะพบที่ลานพระธาตุ
เป็นหนึ่งในเครื่องสักการะ ที่พบอย่างแพร่หลายในวัฒนธรรมกลุ่มชนชาติพันธุ์ “ไต” – “ไท” ทั้งในล้านนา ล้านช้าง สิบสองปันนา และบางส่วนของรัฐฉาน

แต่ในความเป็นจริงนั้น มากกว่า 90% ของวัดในล้านนา ปัจจุบันแทบไม่มีพื้นที่สำหรับจัดวางสัตตภัณฑ์อย่างสง่าผ่าเผย ณ เบื้องหน้า พระประธานอีกแล้ว
หากไม่ไปแอบซุกซ่อนตัวอยู่ในหลืบ ซอกมืดๆ ของโบสถ์วิหาร ด้วยหมดหน้าที่ใช้สอย ถูกชุด “โต๊ะหมู่บูชา” แบบภาคกลางเบียดแซงเข้ามาแทนที่เกือบทั่วทุกพุทธอารามนั้น
ก็อาจเปลี่ยนสถานะกลายเป็น “โบราณวัตถุ” นำไปเข้ากรุจัดแสดงตามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ของกรมศิลปากร หรือตามพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของวัดบางแห่ง เกินกว่าครึ่งของทั้งหมดถูกขายทอดตลาดเป็น Antique ของสะสมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อถึงที่สุดแห่งความสะเทือนใจ ชาวล้านนากลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นมารณรงค์ขับเคลื่อนร้องขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกัน “ทวงคืน” สัตตภัณฑ์จากพิพิธภัณฑ์และร้านค้าของเก่าต่างๆ กลับสู่วัด และขอให้วัดในล้านนายกเลิกการใช้เครื่องโต๊ะหมู่บูชาอันแปลกปลอม
ผลที่ได้รับ น้อยวัดที่มีการสนองตอบกลับ โดยอ้างว่า “น้ำตาเทียนของสัตตภัณฑ์” ทำความสะอาดยากกว่าการใช้โต๊ะหมู่บูชา นอกจากนี้ยังเกิดจากความคลางแคลงใจของคนล้านนารุ่นหลัง ที่เติบโตมากับ “การจุดธูปสาม-เทียนสอง” แบบภาคกลาง ว่าทำไมต้องเปลี่ยนไปจุดเทียนตั้ง เจ็ดเล่ม มีความหมายอย่างไร
สัตตภัณฑ์ : ภาพจำลองเขาสัตตบริภัณฑ์?
เขาสัตตบริภัณฑ์คืออะไร สัตต หรือ สัต หมายถึง 7 บริภัณฑ์ หรือ ปริภุณฑ์ มาจากคำสองคำ ปริ/บริ แปลว่าแวดล้อม รายรอบ, ภัณฑ์/ภุณฑ์ แปลว่าสิ่งของ วัตถุ
คำว่า “สัตตบริภัณฑ์” นี้ปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง หรือเตภูมิกถา ที่รจนาโดยพระญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย และขยายซ้ำในคัมภีร์พระพุทธศาสนาล้านนาเรื่อง “จักรวาฬทีปนี” รจนาโดยพระสิริมังคลาจารย์ ราว 500 ปีที่แล้วอย่างละเอียด
เอกสารทั้งสองเล่มได้กล่าวว่า โลกนี้มีเขา “พระสุเมรุ” ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของจักรวาล ล้อมรอบด้วยเขาบริวาร 7 ลูก เรียกโดยรวมว่า “สัตตบริภัณฑ์”
ภูเขาทั้งเจ็ดมีชื่อประจําเป็นของตนเอง โดยจะนับจากชั้นในสุดออกมาสู่ชั้นนอกสุด มีความสูงลดหลั่นเรียงลำดับกันลงมา ดังนี้ 1.ยุคันธร 2.อิสินธร 3.กรวิก 4.สุทัสนะ 5.เนมินธร 6.วินันตะกะ 7.อัสกัณณะ
แต่ละช่วงภูเขาจะถูกขั้นด้วยทะเลสีทันดร ทั้งหมดนี้ถูกล้อมกรอบ อยู่ใน ภูเขากําแพงจักรวาลอีกชั้นหนึ่ง และหากลากเส้นตั้งแต่แนวกําแพงจักรวาลตัดมาถึงภูเขายุคันธร เชื่อกันว่าเป็น เส้นทางเดินของพระ อาทิตย์พระจันทร์และดาวนพเคราะห์ต่างๆ ซึ่งก็แสดงว่าทั้งหมดนี้คือจักรวาล โดยมีเขาพระสุเมรุทําหน้าที่เป็นแกนกลาง

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ลวดลายแกะสลักบนแผ่นสัตตภัณฑ์เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์ที่ปรากฏอยู่ในไตรภูมิเกือบทั้งสิ้น เช่น นาค ราหู นกหัสดีลิงค์ ช้าง เอราวัณ ครุฑ (หาใช่ชุดสัตว์ในกลุ่ม 12 นักษัตรไม่ ซึ่งใช้สัตว์จริง) โดยเฉพาะลวดลายหลักที่พบเห็นบ่อยที่สุด คือพญานาคหลายตัวขดไขว้ไปมาตวัดรัดเกี้ยวกัน จัดวางแบบเต็มพื้นที่ของแผ่นสัตตภัณฑ์ บางทีมีลายเครือเถาพันธุ์พฤกษาประกอบ
นาคสองฝ่ายที่เกี่ยวกระหวัดกันนี้ หมายถึงตัวแทนของฝ่ายเทพกับอสูร กําลังทำหน้าที่กวนเกษียรสมุทร เพื่อให้ได้นํ้าอมฤตทิพย์ เป็นภาพสะท้อนของฝ่ายความดีและความชั่วที่ต้องต่อสู้กัน โดยมีหน้ากาลหรือราหู เป็นผู้เฝ้าดูอยู่ ตรงกลางเพื่อพิทักษ์คุณธรรม

คติความเชื่อเรื่อง
การสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของล้านนา มักจะเชื่อมโยงกับทําเลที่ตั้งและตัวอาคารต่างๆ เข้ากับคติความเชื่อเรื่องแผนผังของเขาพระสุเมรุ ตัวอย่างเช่น วัดพระธาตุลําปางหลวงนั้นเห็นได้ชัดที่สุด ตั้งแต่การเดินขึ้นบันไดนาคด้านหน้า ก็คือการเดินขึ้นบันไดสวรรค์ไปสู่เขาพระสุเมรุ เดินมาสักระยะก็พบกับซุ้มประตูโขงอันหมายถึงป่าหิมพานต์ เนื่องจากประดับลายปูนปั้นรูปสัตว์หิมพานต์ เช่น หงส์ กินรี กิเลน นรสิงห์ คชสีห์
ส่วนโบสถ์วิหารหรืออาคารต่างๆ ที่อยู่รายรอบองค์เจดีย์ทั้งสี่ทิศ ก็เปรียบเหมือนทวีปทั้ง 4 ที่อยู่รายรอบเขาพระสุเมรุ และลานทรายทั้งหมดก็คือ ทะเลหรือนทีสีทันดร

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ต้องการชี้ให้เห็นว่า “คติจักรวาลวิทยา” อันเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องเขาพระสุเมรุอันมีเขาสัตบริภัณฑเป็นบริวารนั้น ถือเป็นโครงสร้างจักรวาลที่ได้รับความนิยมนำมาถ่ายทอดกระจายตัวอยู่ในงานศิลปกรรมล้านนามาแล้วในบริบทต่างๆ
หากตีความในมิติเช่นนี้ สัตตภัณฑ์ย่อมมิใช่มีคุณค่าเป็นแค่เชิงเทียนที่ใช้จุดถวายเป็นพุทธบูชากันอย่างปกติธรรมดา
แต่หากเป็นความพยายามของช่างชาวล้านนา (รวมถึงล้านช้าง และวัฒนธรรมโขง-สาละวินบางส่วน) ที่ต้องการเชื่อมมิติทางโลกกับมิติแห่งทางธรรม หรือสวรรค์ชั้นทิพยวิมานต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน

ความหมายของเลข 7 ในพระพุทธศาสนา
ผู้ที่ศึกษาเรื่องสัตตภัณฑ์คนแรกๆ เป็น นักวิชาการชาวต่างชาติชื่อ ดร. วอลเดมาร์ ซี. ไซเลอร์ (Dr. Waldemar C. Sailer) โดยสัมภาษณ์พระผู้ใหญ่ภายในวัดที่มีสัตตภัณฑ์ในจังหวัดเชียงใหม่ เกินกว่าครึ่งมักอธิบายว่า สัตตภัณฑ์เป็นสัญลักษณ์ของ “พุทธปรัชญาหรือหลักปฏิบัติธรรม 7 ประการในศาสนาพุทธ”
มีธรรมะข้อใด หรือความเชื่ออะไรบ้างในพระพุทธศาสนาที่ลงตัวด้วยการใช้เลข 7
1. บัว 7 ดอกที่รองรับพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อแรกประสูติให้เดิน 7 ก้าว
2.“สัตตมหาสถาน” สถานที่สำคัญ 7 แห่งที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข หลังจากได้ตรัสรู้ธรรมวิเศษแล้วเป็นเวลาแห่งละ 1 สัปดาห์
3.“สัตรัตน์” หรือแก้ว 7 ประการ :- สุวรรณ-ทอง, หิรัญ-เงิน, มุกดา-แก้วสีหมอก, มณี-แก้วสีแดง, ไพฑูรย์-แก้วสีลาย, วิเชียร-แก้วมีแสงแวววับ, ประพาฬ-แก้วสีแดงอ่อน
4. สมบัติจักรพรรดิ 7 ประการ :- ช้างแก้ว ม้าแก้ว จักรแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว
5. “โพชฌงค์ 7” สิ่งที่จะทำให้บรรลุพระโพธิญาณ :- สติ-ความระลึกได้, ธัมมวิจัย-ความสอดส่องธรรม, วิริยะ-ความเพียร, ปีติ-ความอิ่มใจ, ปัสสัทธิ-ความสงบ, สมาธิ- ความตั้งมั่น, อุเบกขา- ความวางเฉย
6. “สัปปุริสธรรม 7” ธรรมของสัตบุรุษ :-ธัมมัญญุตา-รู้จักเหตุ, อัตถัญญุตา-รู้จักผล, อัตตัญญุตา-รู้จักตน, มัตตัญญุตา-รู้จักประมาณ, กาลัญญุตา-รู้จักกาลเวลา, ปริสัญญุตา-รู้จักชุมชน, บุคคลัญญุตา-รู้จักแยกแยะบุคคลดีชั่ว
7. “อปวิหานิยธรรม 7” ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม :- หมั่นประชุมอยู่เนืองนิตย์, เข้า-เลิกประชุมโดยพร้อมเพรียง, ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติ, เคารพประธานสงฆ์, ไม่ลุแก่ความอยาก, ยินดีในเสนาสนะป่า, จัดการอารักขาโดยธรรมแก่ พระอริยะ ฯลฯ ซึ่งธรรมะที่เกี่ยวข้องกับเลข 7 นั้นมีหลายประการยิ่งนัก จนยากที่จะคาดเดาได้ว่า จุดมุ่งหมายของการทำสัตตภัณฑ์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนานั้น ควรหมายถึงธรรมะในข้อใดกันแน่?
แต่นักวิชาการค่อนข้างวางน้ำหนักไปที่ “โพชฌงค์ 7” เพราะ ขณะที่จุดเทียนทั้งเจ็ดเล่มนั้น สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการสำรวมจิตใจ ทำใจเป็นกลาง รำลึกถึงแนวทางที่จะน้อมนำเขาสูความเปนพุทธะ อันค่อนข้างสอดคล้องกับโพชฌงค์ 7 มากกว่าธรรมะข้ออื่นๆ

นัยแห่ง “อามิสบูชา” และ “เครื่องสักการะทั้ง 7”
อีกแนวความคิดหนึ่ง ตีความแบบตรงตัวได้ว่า สัตต หมายถึง 7, ภัณฑ์ หมายถึง วัตถุ แปลว่าเชิงเทียนประเภทนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่อง สักการะบูชา “วัตถุหรือสิ่งทั้ง 7” นั่นเอง
กอปรด้วย
1.บูชาพระพุทธเจ้า (วันทามิพุทธัง)
2.บูชาพระธรรมเจ้า (วันทามิธัมมัง)
3.บูชาพระสังฆเจ้า (วันทามิสังฆัง)
4.บูชาพระกัมมัฏฐานเจ้า (วันทามิ กัมมัฏฐานัง)
5. บูชาครูอุปัชฌยาจารย์ (วันทามิ ครูปัชฌายาจริยัง)
6. บูชาอารามพัทธสีมา (วันทามิ อาราเมพัทธสิมายัง)
7. บูชาพระเจดีย์ (วันทามิ เจติยัง) ซึ่งหมวดนี้ยังแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
7.1 ธาตุเจดีย์-อัฐิของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก
7.2 บริโภคเจดีย์-สถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงเคยใช้สอย เช่นต้นโพธิ์
7.3 อุทเทสิกเจดีย์-เครื่องหมายที่พุทธบริษัทสร้างขึ้นเพื่อเตือนให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย เช่น พระพุทธรูป รอยพระพุทธบาทจำลอง
7.4 ธััมมเจดีย์- พระธรรมวินัยที่ทรงแสดงเก็บรวบรวมไว้เป็นพระไตรปิฎก

โดยทฤษฎีนี้เชื่อว่า สัตตภัณฑ์นั้นทำขึ้นเพื่อใช้เป็น “อามิสบูชา” ประเภทหนึ่ง (การบูชาด้วยอามิสหรือวัตถุ) จัดอยู่ในหมวดที่ 7 ว่าด้วยการบูชาพระเจดีย์ประเภทอุทเทสิกเจดีย์ (เครื่องหมายเพื่อเตือนให้ระลึกถึงพระไตรรัตน์) ส่วนการจุดเทียน 7 เล่มนั้น เป็นการจุดบูชาวัตถุทั้ง 7 ซึ่งเปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางชีวิตให้แก่ชาวพุทธ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระกัมมัฏฐาน ครูอุปัชฌยาจารย์ วัดวาอาราม และพระเจดีย์หรือเครื่องหมายเตือนใจ
สรุป “สัตตภัณฑ์” เป็นการผนวกสัญลักษณ์ของเขาสัตตบริภัณฑ์ ให้เข้ากับความคิดความเชื่อเชิงนามธรรมทางพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นธรรมะข้อใดๆ ก็แล้วแต่ที่สามารถแยกย่อยได้เป็น 7 หมวด
และในขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่หยิบเทียนขึ้นมา 7 เล่ม ก็เสมือนเป็นอนุสติให้รำลึกถึง “วัตถุทั้ง 7” ที่เป็นแสงเทียนแห่งความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา