การขนส่งสมัยก่อน

0
635

สมัยก่อน เช้ามืดประมาณ ตี 2 ตี 3 ในตัวเมืองเชียงใหม่ จะมีเสียงล้อเกวียนที่มีเหล็กหุ้มด้านนอกสัมผัสถนน ที่ยังเป็นหินเป็นกรวดอัดแน่นดังประสานกับเสียงกระดึงที่คล้องคอวัวดังในความเงียบ ปลุกชาวตลาดร้านค้าให้ลุกขึ้น เตรียมหุงอาหารและเตรียมเปิดร้าน เสียงล้อเกวียนนี้เป็นล้อเกวียนของชาวบ้านจากต่างอำเภอนำข้าวเปลือกมาส่งให้เจ้าของนาที่อยู่ในเมืองเชียงใหม่ แต่ละขบวนประมาณ 4 – 10 เล่ม เจ้าของนามักเป็นเศรษฐีพักอาศัยอยู่ในตัวเมืองและ มียุ้งฉางไว้บริเวณบ้าน หลังฤดูเก็บเก็บเกี่ยวชาวนาที่เช่าที่นา จะนำข้าวเปลือกส่วนหนึ่งมาส่งเข้ายุ้งของเจ้าของนา ยุ้งฉางเหล่านี้ปัจจุบันไม่ค่อยมีแล้ว จะมีที่บ้านหนึ่ง แยกกลางเวียงเป็นยุ้งข้าวใหญ่ และพบเห็นอีกแห่งหนึ่งที่ย่านวัดเกตการามของตระกูลตียาภรณ์

ผู้คนในอดีตพึ่งพาล้อเกวียนในการขนส่งกันทั้งนั้น นอกเหนือจากล้อเกวียนใช้บรรทุกข้าวเปลือก แล้วยังบรรทุกพืชไร่นำมาขายในเมือง ประโยชน์อีกประการหนึ่งใช้สำหรับขนส่งสินค้าในตัวเมือง ไม่ต่างจากรถสี่ล้อ, สามล้อเครื่องหรือ สามล้อแรงคนในปัจจุบัน เช่น เมื่อซื้อสินค้าที่มาจากรถไฟ จะนำมาขายที่ตลาดวโรรส ก็ต้องจ้างล้อเกวียนมาส่งหรือขนของจากร้านไปที่อื่น ก็ต้องจ้างล้อเกวียนจะมีคนที่เลี้ยงวัว และมีเกวียนอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ ต้องให้คนงามขี่จักรยาน ไปตามมาขนขี่จักรยาน ไปตามขนของ(ยายหน้อย แซ่เตี๋ย อายุ93ปี, สัมภาษณ์)

ขบวนเกวียน

ยายหน้อย แซ่เตี๋ย เล่าว่า สมัยนั้นแทบทุกบ้าน มักมีเกวียนและเลี้ยงวัว 2 ตัว ไว้เทียมเกวียน เพื่อใช้ขนของเหมือนๆ กับการต้องมีรถยนต์ในสมัยนี้ ที่บ้านของยายหน้อย ก็เคยเลี้ยงวัว 2 ตัว พร้อมเกวียนอีก 1 เล่ม ซื้อมารวมกัน 100 กว่าบาท จ้างให้ชาวบ้านแถวช้างคลานเลี้ยง เมื่อจะส่งก็ไปตามมา ช่วงเวลาว่างก็ให้นำไปรับจ้างได้ แบ่งค่าจ้างกันฝ่ายละครึ่ง ต่อมาภายหลังวัวผอม เนื่องจากขาดความใส่ใจจึงขายไป

คุณหมาย เจริญประเทศ เจ้าของโรงแรมเมืองทอง ถนนราชมรรคาให้หตุผลที่ต้องมาตั้งแต่ตี 2 ตี 3 เนื่องจากชาวบ้านมาจากต่างอำเภอ เช่น สารภี สันทราย หางดง ระยะทางค่อนข้างไกล และเสียเวลาเดินทางมาก ส่วนใหญ่ออกจากบ้านประมาณเที่ยงคืน ข้าวเปลือกมักขนบรรทุกเกวียนไว้ก่อนแล้ว เดินทางเข้าถึงตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ตี2 ตี3 ล้อเกวียน แต่ละคราวประมาณ5-10 เล่ม บางครั้งต้องจอดเกวียนนอนรอเจ้าของนาเปิดประตูบ้านตอนเช้าการขนส่งข้าวเปลือกยุ้งฉางกว่าจะเสร็จเรียนร้อยก็ใช้เวลานาน มักจะเสร็จสิ้นก่อนเที่ยง หลังจากกินข้าวเสร็จเที่ยวเสด็จก็เดินทางกลับ กว่าจะกลับถึงบ้านก็เย็นค่ำ

คุณตาของคุณสมหมาย มีนาอยู่ที่ตำบลสันรังแร้ง อำเภอสารภี ประมาณ 50-60ไร่ จ้างชาวบ้านลพแวกนั้นทำยา โดยแบ่งข้าวให้ผผุ้ทำ 2 ส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของนา แต่บางบ้านก็แบ่งครึ่งแล้วแต่จะตกลงกัน ในหน้าเกี่ยวข้าว อายุประมาณ 7-8ขวบ(ประมาณพ.ศ.2485) จะตามคุณตาไปนอนที่บริเวณนา ประมา 2-3 คืน เมื่อตรวจประมาณข้าวเปลือกที่ได้ เมื่อแบ่งเรียบร้อยก็จะว่าต่างคนที่ทำนา หรือ ชาวบ้านละแวกที่มีล้อวัวขนข้าวเปลือก เข้ามาเก็บที่ยุ้งฉางที่บ้านหน้าวัดผ้าขาว ค่าจ้างมักหักเป็นข้าวเปลือก ปกติเกวียนหนึ่งบรรทุกได้ 30 ต่าง จะหักให้เจ้าของเกวียน 3 ต่าง(1ต่างประมาณเกือบ 2 ถัง ภาชนะเป็นกระชุไม้ไผ่สาน) ข้าวในฉางใช้กินในครอบครัว ส่วนเหลือกินจะนำขายและเตรียมยุ้งฉางเพื่อรอรับข้าวเปลือกในปีต่อไป ในละแวกบ้านก็จะเป็นลักษณะเดียวกันนี้

บางบ้านก็ไม่ได้หักเป็นข้าวเปลือกแต่ว่าจ้างกัน เช่น คุณแม่ของป้าซิวเฮียง โจลานันท์ อายุ 80 ปีเศษ มีที่นาอยู่ในอำเภอแม่ริมประมาณ 30 ไร่ เมื่อเสร็จก็ว่าจ้างล้อเกวียนจากแม่ริมมาส่งที่ยุ้งฉางในตัวเมืองเชียงใหม่ ล้อเกวียน 3 เล่มเป็นเงิน 12 บาท (ป้าซิวเฮียง โจลานันท์, สัมภาษณ์)

ประมาณ พ.ศ.2495 ล้อเกวียนในสมัยก่อนไม่มีกันทุกบ้าน 10 บ้าน อาจมีสัก 3 บ้านที่มีล้อเกวียนไว้รับจ้างขนของในหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านแจ่งกะต้ำมีพ่อหนานหมู เป็นผู้ใหญ่บ้าน คือ ละแวกบ้านพักคนชราในปัจจุบันเรื่อยไปจนถึงประตูเชียงใหม่ จะมี 3 บ้านที่มีล้อเกวียนไว้รับจ้าง หากใครย้ายบ้านขนสิ่งของก็จะไปติดต่อไว้ล่วงหน้า การขนส่งสมัยนั้นนิยมล้อเกวียน เนื่องจากบรรทุกได้มาก ส่วนสามล้อแรงคนเริ่มมีแล้ว แต่ยังน้อย สมัยนั้นเป็นสามล้อถีบพ่วงด้านข้างส่วนจักรยานหาได้ยาก(คุณสมหมาย เจริญประเทศ, สัมภาษณ์)

ย่านที่มีล้อเกวียนบริการรับจ้างมาก คือ ย่านบ้านสันนาลุง ใกล้สถานีรถไฟ กล่าวคือ หหลังจากรถไฟซึ่งเดิมมาถึงแค่จังหวัดลำปาง และมาถึงเชียงใหม่

สภาพถนนสายเชียงใหม่

ตั้งแต่พ.ศ.2464 เรื่อยมา การขนส่งสินค้าเปลี่ยนจากเรือมาเป็นขนส่งทางรถไฟเป็นหลัก ทำให้ย่านการค้าเปลี่ยนจากย่านวัดเกตการาม มาเป็นย่านเจริญเมืองและสันป่าข่อย ในละแวกใกล้สถานีรถไฟจึงมีล้อเกวียนคอยบริการรับจ้างขนส่งของ มักมีผู้ว่าจ้างขนสินค้าที่บรรทุกมาทางรถไฟไปส่งที่ตลาดวโรรส หรือตลาดประตูเชียงใหม่

บ้านที่มีเกวียนมากที่สุด คือ บ้านของ นายเสา บุญไชย (เสียชีวิตพ.ศ.2538) บ้านอยู่บริเวณปั๊มน้ำมันเอสโซ่ถนนเจริญเมือง สมัยนั้นเป็นที่ของห้างหุ้นส่วนอนุสารสุนทร เป็นโรงเลื่อยและจำหน่ายไม้แปรรูป ให้นายเสาพักอาศัยและช่วยดูแลสถานที่ นายเสา ทำธุรกิจล้อเกวียนมาประมาณ พ.ศ.2490 เดิมมีล้อเกวียนแค่ 2 เล่ม ต่อมาซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย สมัยนั้นวัวคู่ละ 70 บาท จนกระทั่งมีล้อเกวียนประมาณ 12 เล่ม แต่ละเล่มมีคนบังคับวัวและช่วยขนข้าวของซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลาน ค่าจ้างแบ่งครึ่งกัน พ่อค้าที่มาขนของจากสถานีรถไฟหรือซื้อของจากร้านแถวสันป่าข่อย มักมาว่าข้างล้อวัวของนายเสา และเพิ่งมาเลิกกิจการประมาณปี พ.ศ.2513 เนื่องจากทางราชกาลห้ามล้อเกวียนเข้าไปในเขตเทศบาลด้านใน เนื่องจากวัวถ่ายมูลสกปรกและเป็นสาเหตุให้รถอื่นติดขัด นอกจากนี้ที่บ้านของนายเสายังมีค่ายมวย ชื่อ “ค่ายยอดประสงค์” มีนักมวยดังหลายคน (คุณคำแดง บุญไชย ภรรยาของนายเสา บุญไชย, สัมภาษณ์)

การห้ามเกวียนเข้าในเขตเทศบาล เริ่มเดือนมกราคม พ.ศ.2496 เริ่มมีประกาศของเจ้าพนักงานการจราจรจังหวัดเชียงใหม่ ห้ามวัวเทียมเกวียนเข้าตั้งแต่แยกสะพานนวรัฐไปตามถนนท่าแพ, ช้างม่อย, วิชยานนท์ ซึ่งหมายถึงห้ามเข้าตัวเมืองนั่นเอง เพราะสมัยก่อนต้องข้ามสะพานนวรัฐเป็นส่วนใหญ่ เริ่มห้ามตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม เป็นต้นไป สมัยนั้น ผู้กำกับเชียงใหม่ คือ พ.ต.ต.ศิริ คชหิรัญ

ทำให้เจ้าของเกวียนเดือดร้อนเนื่องจากกระทบกระเทือนต่อการขนส่งและขาดรายได้ เนื่องจากถนนดังกล่าวเป็นย่านการค้าทั้งสิ้น ในวันที่กฎหมายบังคับ ปรากฎว่าเจ้าของวัวประมาณ 200 คน นำวัวประมาณ 300 ตัว นำรวมเดินขบวนที่หน้าศาลากลางจังหวัด ภายหลังจึงต้องปล่อยเลยตามเลย ไม่มีการจับกุมตามกฎหมาย นานเข้าเกวียนก็เริ่มเสื่อมความนิยมในที่สุด (จากนสพ. คนเมือง ฉบับ15,22,29 มกราคม 2496)

(Cr.สะป๊ะเรื่อง ตะวา, พ.ต.ท.อนุ เนินหาด/ข้อมูล,รูปภาพ)