การช่วยเหลือสังคม ของหลวงอนุสารสุนทร,แม่กิมฮ้อ นิมมานเหมินทร์ และนางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์

0
4728

ทั้งสามคน เป็นพ่อ ลูกสาว และลูกสาวของลูกสาว เป็น 3 รุ่น หรือ 3 เจนเนอเรชั่น รวมระยะเวลา ของการดำรงชีวิตแล้วเป็นเวลา 136 ปี หากนับตั้งแต่หลวงอนุสารสุนทรเกิดเมื่อปี พ.ศ.2410 จนถึงนางแจ่มจิตต์ เสียชีวิตในปี พ.ศ.2546

ทั้งสามเกิดในตระกูลใหญ่และร่ำรวยของเมืองเชียงใหม่ จึงมีโอกาสอย่างมากที่จะช่วยเหลือสังคม แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นผู้ที่มีโอกาสช่วยเหลือสังคมก็มิใช่ว่าจะต้องร่ำรวยเสมอไป ดังเช่นครูบาศรีวิชัย เป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้ที่มิได้มีเงินเป็นแสนเป็นล้าน แต่ก็สามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างมากมายกว่าคนอื่น เหตุผลประการหนึ่งเพราะแนวปฏิบัติ ก่อให้เกิดบารมีและศรัทธาที่ตามมา

จึงน่าเปรียบเทียบว่าทั้งสามคนได้ช่วยเหลือสังคม และสร้างประโยชน์ไว้อย่างไร และใครที่ทำประโยชน์ไว้มากกว่าใคร (ซึ่งประเด็นหลังก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์นัก)

หลวงอนุสารสุนทร กับนายแพทย์ยงค์ ชุติมา (บุตรชาย)

หลวงอนุสารสุนทร นามเดิม คือ นายสุ่นฮี้ แซ่ฉั่ว (ต่อมาเปลี่ยนเป็นชุติมา)เป็นบุตรชายคนที่ 4 ของนายต้อม แซ่ฉั่วและแม่แว่นแก้ว แซ่แต่ มีพี่น้องรวม 6 คนเกิดที่บ้านช่างฆ้องอำเภอเมืองลำพูน ต่อมาเมื่อแม่เสียชีวิต พ่อจึงอพยพครอบครัวมาอยู่ที่ย่านวัดเกต อ.เมืองเชียงใหม่ หลวงอนุสาร สุนทรได้อพยพตามมาอยู่ด้วยในภายหลัง นอกจากชอบด้านค้าขายแล้วยังได้เปิดเป็นร้านรับซ่อมตะเกียงลาน ซ่อมนาฬิกาแขวน ซ่อมอาวุธปืน และรับถ่ายรูปด้วย ด้วยว่าเป็นผู้ที่มีนิสัยสุภาพและซื่อสัตย์ต่อลูกค้าจึงได้รับความนิยมรักใคร่ จากลูกค้าตลอดทั้งผู้ใหญ่ในวงข้าราชการและเจ้านายในสมัยนั้น และส่งผลให้สร้างฐานะเป็นปึกแผ่นขึ้น นอกจากนี้ว่ากันว่าเป็นยุคที่ขาดแหล่งเงินทุน ทำให้หลวงอนุสารปล่อยเงินทุนเช่นเดียวกับผู้มีเงินของตระกูลอื่นๆในสมัยนั้น เพิ่มพูนฐานะให้มั่นคงยิ่งขึ้น เมื่ออายุ 21 ปี ได้สมรสกับแม่คำเที่ยง สกุลเดิม บุรี และเปิดร้านค้าชื่อว่า “ห้างย่งไท้เฮง” ที่ถนนท่าแพ ต่อมามาเปิดร้านใหม่ ชื่อว่า “ห้างชัวย่งเส็ง” อยู่ตรงข้ามพุทธสถานเชียงใหม่ในปัจจุบัน

หลวงอนุสารสนทรและแม่คำเที่ยง ชุติมา มีบุตรธิดารวม 2 คน คือ แม่กิมฮ้อ ชุติมา และนายแพทย์ยงค์ ชุติมา และมีบุตรธิดากับภรรยาคนรอง 5 คน คือ นายสงัด บรรจงศิลป์,นายเชื้อ ชุติมา,นางสาวกรองทอง ชุติมา,นายวิพัฒน์ ชุติมา และนายชัชวาล ชุติมา

ด้านการช่วยเหลือสังคม คุณปราณี ศิริธร ณ พัทลุง รวบรวมไว้ในหนังสือเพ็ชรลานนาเล่ม 2 มีข้อมูลว่า

หลวงอนุสารสนทรได้ร่วมบริจาคทรัพย์สร้างวิหารวัดพระสิงห์ ในช่วงที่ครูบาศรีวิชัยได้บูรณะวัดพระสิงห์ครั้งใหญ่ และบริจาคทรัพย์สร้างวิหารวัดอุปคุตไทย นอกจากนี้ยังสมทบทุนก่อสร้างโบสถ์ วิหาร กุฏิ ศาลาบาตรและโรงเรียนปริยัติธรรมหลายแห่ง

ทำนุบำรุงการศึกษา หลวงอนุสารได้เอาใจใส่ในเรื่องการศึกษาของกุลบุตรกุลธิดาในจังหวัดเชียงใหม่มากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มต้มของชีวิตหลายอย่างหลายเรื่องที่ได้ช่วยสมทยทุนในการสร้างโรงเรียน และอุตส่าห์สละทรัพย์สร้างโรงเรียนชัวย่งเส็ง และต่อมาเปลี่ยนเอาบรรดาศักดิ์ของท่านเป็นโรงเรียนอนุสารสนทร เปิดสอนวิชาความรู้ให้กุลบุตรกุลธิดาชาวเชียงใหม่ และเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่คุณนายคำเที่ยง อนุสารสนทร ภรรยาสุดที่รักของท่านผู้ล่วงลับไปก่อน ท่านได้สละทุนทรัพย์ลงทุนสร้างอาคารศึกษาตึกหลังมหึมา โดยท่านวางแบบแปลงแผนผังด้วยตนเอง คุมการก่อสร้างด้วยตนเองอย่างแน่นหนาและเต็มไปด้วยคุณภาพทุกๆอย่างและได้จ้างคนพื้นเมืองเชียงใหม่เป็นนายช่างก่อสร้างเองทั้งหลัง ท่านได้หมดทุนทรัพย์ในการก่อสร้างในครั้งนี้ใน พ.ศ.2475 เป็นเงินทั้งสิ้น 27,505.60บาท โดยใช้ชื่ออาคารตึกหลังนี้ว่าตึกคำเที่ยงนฤมิตร

“ด้านสาธารณสุข หลวงอนุสารสุนทรได้สร้างตึกประสูติสถาน ให้โรงพยาบาลแมคคอร์มิคและสร้างตึกให้สุขศาลาของเทศบาลเชียงใหม่และที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง ล้วน เป็นสาธารณะทั้งสิ้น” (หนังสือเพ็ชรลานนา เล่ม 2, ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง, 2538)

และที่เป็นสิ่งบ่งบอก ว่าหลวงอนุสารสนทรได้สร้าง บุญกุศลครั้งสำคัญ คือ เมื่อครั้งที่ครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหาว่าทำผิดถูกอธิการณ์ ต้องถูกกักขังที่บริเวณวัดศรีดอนไชย 3 เดือน 8 วัน หลังจากนั้นต้องส่งตัวเข้ากรุงเทพฯ เพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชทรงทำการไต่สวนในปี พ.ศ.2463 ในครั้งนั้นบรรดาผู้ที่ศรัทธาครูบาศรีวิชัยต่างพากันนำเครื่องไทยทานมาถวายสักการบูชามากมายแต่เจ้าหน้าที่ห้ามและกันไว้ ให้นำไปเฉพาะสิ่งจำเป็น ในการนี้หลวงอนุสารสนทรได้บิรจาคเงินจำนวน 1 ชั่ง สำหรับพระครูบาเจ้าไว้ใช้จ่ายที่กรุงเทพฯ (พระครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย, ชมรมพุทธศาสน์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจัดพิมพ์, 2542, น.55)

เป็นการร่วมทำบุญที่ถูกจังหวะ ถูกคน เกิดประโยชน์มากและเชื่อว่าได้บุญกุศลมากอีกด้วย

หลวงอนุสารสนทร เสียชีวิตในปี พ.ศ.2477

รุ่นลูกที่รับผิดชอบบริหารงานต่อและดูแลทรัพย์สิน ที่เป็นที่ไว้วางใจ คือ แม่กิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ (ใช้นามสกุลของสามีคือ นายกี นิมมานเหมินท์)

ว่ากันว่าแม่กิมฮ้อเป็นบุตรสาวที่หลวงอนุสารรักมากและปลูกฝังทั้งเรื่องการประกอบธุรกิจและการวางตัวในสังคมให้อย่างเต็มที่ คนรุ่นเก่ามักพบเห็นหลวงอนุสารสนทรพาบุตรสาว คือ แม่กิมฮ้อ ไปไหนต่อไหนอยู่เสมอโดยเฉพาะไปร่วมทำบุญตามเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ครูบาศรีวิชัยบูรณะวัดพระสิงห์ ชาวเชียงใหม่มักพบหลวงอนุสารสนทรพาแม่กินฮ้อไปร่วมทำบุญด้วย (คุณป้าซิวเอียง โจลานันท์, สัมภาษณ์)

วัยเด็กแม่กิมฮ้อ เรียนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย ไม่มีข้อมูลว่าจบชั้นใดแต่มีนิสัยรักการอ่านและเสาะแสวงหาความรู้มาตั้งแต่เด็กจึงมีความรู้กว้างขวางแต่งงานเมื่อปี พ.ศ.2454 กับนายกี นิมมานเหมินท์ บุตรธิดารวม 6 คน คือ นายไกรศรี นิมมานเหมินท์, นายพิสุทธิ์ นิมมานเหมินท์, นายอัน นิมมานเหมินท์, นายเรือง นิมมานเหมินท์, นางแจ่มจิต เลาหวัฒน์ และนางอุณณ์ ชุติมา

นางกิมฮ้อ นายกี นิมมานเหมินท์ กับบุตรธิดา

แม่กิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ ได้สร้างประโยชน์ในสังคมเมืองเชียงใหม่หลายด้าน เช่น ให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนทุกระดับการศึกษาเป็นประจำตลอดชั่วอายุขัย ไม่น้อยกว่า 100 คน ในปีพ.ศ.2496 ได้ร่วมกับนายกี นิมมานเหมินท์ สามี ริเริ่มช่วยเหลือในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นในภาคเหนือโดยทำหนังสือยกที่ดินให้แก่คณะมิชชันนารีอเมริกันและดำเนินการขออนุมัติจากรัฐบาล แต่กระทรวงศึกษาธิการปฏิเสธโดยแจ้งว่าการสร้างมหาวิทยาลัยเป็นเอกสิทธิของรัฐบาลเท่านั้น และต่อมาได้มีการเคลื่อนไหวจากภาคเอกชนจนมีการอนุมัติให้สร้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการนี้แม่กิมฮ้อ ได้ช่วยเหลือราชการโดย ขายที่ดินในราคาต่ำเสมือนการบริจาคให้เป็นที่ตั้งคณะแพทย์ศาสตร์และอีกส่วนหนึ่งเป็นบริเวณของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมกันนั้นได้บริจาคที่ดินทำถนนนิมมานเหมินท์และศิริมังคลาจารย์

แม่กิมฮ้อ

ด้านการบริจาคทรัพย์นั้น แม่กิมฮ้อ ได้บริจาคเงินสร้างตึก นิมมานเหมินท์-ชุติมา เพื่อนเป็นอนุสรณ์ให้นายกี นิมมานเหมินท์ และนายแพทย์ยง ชุติมา ที่โรงพยาบาลนครเชียงใหม่เป็นเงินประมาณ 2 ล้านบาท ต่อมาได้ยกที่ดินผืนใหญ่ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการให้จัดสร้างสนามกีฬาเทศบาลเชียงใหม่และเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ ด้านงานสังคมสงเคราะห์ได้จัดตั้งมูลนิธิอนุสารสุนทรเพื่อสงเคราะห์คนหูหนวก เมื่อปี พ.ศ. 2520 และต่อมาในปี พ.ศ.2523 ได้ยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบริเวณย่านสันติธรรม ตลอดจนทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่า 5 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งเป็นโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสนทร

แม่กิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2524 (หนังสือลานนาปริทัศน์ ในวาระครบรอบปีคล้ายวันมรณะนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์, 2525)

มาถึงรุ่นที่สาม คือ นางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ บุตรีคนที่ 5 ของแม่กิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ หลานของหลวงอนุสารสนทร นางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ เกิดปี พ.ศ.2464 เรียนหนังสือที่โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัยและไปต่อที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จบปริญญาตรีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นทำงานหนังสือพิมพ์ที่กรุงเทพฯ ต่อมามาทำงานธนาคารนครหลวงไทยที่จังหวัดลำปาง ในปี พ.ศ.2514 ย้ายครอบครัวมาช่วยกิจการของตระกูลที่เชียงใหม่ นอกเหนือจากบริหารงานธุรกิจของตระกูลแล้วได้ช่วยเหลือสังคมและทำงานสังคมสงเคราะห์หลายด้าน เช่น ก่อตั้งโรงเรียนจิตต์อารี จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นโรงเรียนเด็กผู้ป่วยโรคเรื้อน, ร่วมก่อตั้งโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสนทรสอนคนหูหนวก, บริจาคเงินสร้างสระว่ายน้ำให้สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยเป็นเงิน 1,800,000บาท, บริจาคเงิน 3,500,000 บาทแก่สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ สร้างเรือนอนุสารสนทรเพื่อนเป็นหอดนตรีพื้นเมืองล้านนา, บริจาคเงิน 1,900,000 บาทในโครงการสร้างหนังสือ ชุม “ทศชาติแห่งพระบารมี”

นางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์

นอกจากนี้ได้บริจาคที่ดิน 6 ไร่ให้ศูนย์วัณโรค คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ร่วมก่อตั้งสมาคมส่งเสริม การท่องเที่ยวภาคเหนือ ในปี พ.ศ.2516, ร่วมก่อตั้งสมาคม สตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ.2514, เคยเป็นประธานหอการค้าเชียงใหม่ ปี พ.ศ.2535-2537 รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ รวม 32 ปี

ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติที่สำคัญ คือ รับโล่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ.2536และรับโล่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น สาขาบริการชุมชนจากมูลนิธิปกรณ์อังศุสิงห์ เมื่อปี พ.ศ.2528,ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นประเภทประชาชนทั่วไปจากมูลนิธิครูบาศรีวิชัย เมื่อปี พ.ศ. 2542 อีกทั้งได้รับพระราชทานปริญญาศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2535

มากมายและยากที่ใครจะทำได้จริงๆ

ด้านครอบครัวสมรสกับนายวิชัย เลาหวัฒน์ มีบุตรธิดา 3 คน คือ นายนภาดล เลาหวัฒน์ (เสียชีวิตแล้ว), นายธาดา เลาหวัฒน์ และน.ส.วรนุช เลาหวัฒน์

นางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2546 (ที่ระลึกงานณาปนกิจนางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์, 2546)

การช่วยเหลือสังคมของคนในตระกูลชุติมา-นิมมานเหมินท์ เป็นมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ยอมรับ ส่งผลอย่างมากต่อชื่อเสียงของตระกูล