เจ้าบัวผัด “นางอนามัย” พยาบาลยุคแรกๆ ของเชียงใหม่

0
1366

“การรักษาพยาบาลของคนสมัยก่อนมักใช้การรักษาแบบพื้นบ้าน เน้นสมุนไพรประกอบกับเวทย์มนต์คาถา โรคร้ายบางโรครักษาไม่หายก็มักเสียชีวิตกันโดยง่ายตราบจนการรักษาพยาบาลแผนใหม่เริ่มเข้ามาโดยหมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน ต่อมาจึงเริ่มมีการตั้งโรงพยาบาล มียารักษาโรคที่ทันสมัยขึ้น แพทย์รุ่นเก่าๆ หลายๆ คนที่พึงได้รับการกล่าวถึงและเชิดชูเกียรติในฐานะที่ได้ทำประโยชน์ต่อชุมชนชาวเมืองเชียงใหม่”

การรักษาพยาบาลแผนใหม่ที่ก้าวหน้าก่อนเพื่อน คือ การทำคลอดก่อนหน้านี้มักใช้หมอตำแย แต่ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๖) การทำคลอดในตัวเมืองเชียงใหม่เริ่มทันสมัย โดยใช้หมอผดุงครรภ์แผนปัจจุบัน

ชาวไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งที่มาตั้งหลักฐานที่ย่านประตูเชียงใหม่เล่าว่า ตอนคลอดบุตรชายคนโต ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๖ ใช้บริการของเจ้าบัวผัด ณ เชียงใหม่ บ้านอยู่ด้านหลังโรงเรียนยุพราช เป็นที่นิยมกันในตัวเมืองเชียงใหม่ เจ้าบัวผัด ณ เชียงใหม่ มีเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือ เป็นนางพยาบาลรูปร่างเล็ก ไม่สูง ผิวดำแดง อายุขณะนั้นประมาณ ๓๐ ปีเศษ ใครจะคลอดก็ต้องไปฝากครรภ์กับเจ้าบัวผัด ตั้งแต่ ๗ เดือนเป็นต้นไป เหมือนเป็นการบอกกล่าวไว้ก่อน เมื่อถึงวัดคลอดเมื่อภรรยาเจ็บท้อง ก็ขี่จักรยานไปตามเจ้าบัวผัดที่บ้าน เจ้าบัวผัดก็จะมาที่บ้าน โดยใช้บริการโดยรถสามล้อแรงคน มีผู้ช่วยมาด้วยคนหนึ่งรูปร่างสูงขาว

เกี่ยวกับเจ้าบัวผัด ณ เชียงใหม่นั้น เป็นธิดาของ เจ้าราชสัมพันธวงศ์ จบพยาบาล สมัยก่อนเรียก “นางอนามัย” มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า นางอนามัยเหล่านี้ห้ามแต่งงาน คำพื้นเมืองว่า “ตึงเอาผัวบ่ะได้” และพยาบาลรุ่นเก่าๆ ก็มักไม่แต่งงานกันจริงๆ ดังเช่น เจ้าบัวผัด ณ เชียงใหม่คนหนึ่ง คุณทองหล่อ เป็นเพื่อนเจ้าบัวผัดอีกคนหนึ่ง เป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลด้วยกัน ปัจจุบัน คือ บริเวณกาชาด ใกล้สะพานนครพิงค์ คุณทองหล่อ มาอยู่ที่บ้านของเจ้าบัวผัด (เจ้าเครือแก้ว ณ เชียงใหม่,สัมภาษณ์)

เรื่องการ “ตึงเอาผัวบ่ะได้” นี้ ฟังเหตุผลได้ความว่า “นางอนามัย” สมัยก่อนนั้นมีน้อยและปริมาณงานเยอะจริงๆ ความรับผิดชอบสูงจนไม่มีเวลาที่จะไปคบหาสมาคมกับชายใดในทางสัมพันธภาพต่างเพศ วันคืนล่วงเลยจนพ้นวัยที่จะมีครอบครัว จนชาวบ้านทั่วไปนำปัญหามาเป็นข้อสรุปว่า “ตึงเอาผัวบ่ะได้”

เจ้าบัวผัด ณ เชียงใหม่ เกิด พ.ศ.๒๔๕๐ ปัจจุบันอายุ ๙๖ ปี เป็นธิดาของ เจ้าสัมพันธวงศ์ (เจ้าสิงห์แก้ว ณ เชียงใหม่) มีพี่น้อง ๓ คน คือ เจ้าดวงจันทร์ ณ เชียงใหม่ เจ้ามณฑา ณ เชียงใหม่ และเจ้าบัวผัด ณ เชียงใหม่ เจ้าบัวผัด เรียนจบจากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และไปเรียนต่อผดุงครรภ์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบแล้วเข้าอบรมพยาบาลที่โรงเรียนประชาอนามัยพิทักษ์ที่กรุงเทพฯ อีก ๔ เดือน ก่อนประกอบอาชีพเป็นพยาบาลประจำสถานีอนามัยที่ ๓ ปัจจุบันคือสถานีกาชาดริมน้ำปิงใกล้สะพานนครพิงค์ฝั่งตะวันตก

การไปเรียนที่กรุงเทพฯ ในสมัยก่อนไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าบัวผัด เล่าว่า “ไปกรุงเทพฯ ปี พ.ศ.๒๔๖๗ พร้อมกับเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าดารารัศมี ฝากไว้กับทูลหม่อมบริพัทร ทูลหม่อมมีลายพระหัตถ์ใส่พานไปฝากเข้าพยาบาล พร้อมกับเจ้าจันดี ณ เชียงใหม่ ธิดาของเจ้าน้อยปิง ณ เชียงใหม่ แต่เจ้าจันดี เข้าเรียนไม่ได้ ขณะเรียนที่กรุงเทพฯ พักอาศัยอยู่กับเจ้ากาวิละ (สามีของเจ้าศิริประกาย ณ เชียงใหม่) เข้าเรียนขณะนั้นอายุ ๗ ปี จบกลับมาทำงานเป็นนางพยาบาลที่เชียงใหม่อายุ ๒๒ ปี สมัยนั้นเรียก ‘นางอนามัย’

งานของ นางอนามัยยุคแรกที่สถานีอนามัยที่ ๓ นั้น ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๒ เจ้าบัวผัด เล่าว่า การเป็นนางพยาบาล หรือ นางอนามัย ลำบากมากในสมัยก่อน เพราะนางพยาบาลมีน้อย คือ แค่ ๔ คน มี เจ้าบัวผัด ณ เชียงใหม่, นางสาวทองหล่อ ขาวประไพ, นางสาวละออ มหาเกศ, นางสาวสมบุญ มหาเกศ ส่วนตำแหน่งเสมียน ชื่อ นางทองแถม มหาเกศ

สมัยเมื่อยังมีโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถนนห้วยแก้วนั้นมี หลวงพิบูลย์ เป็นหมอประจำโรงเรียน ภรรยาชื่อ คุณนายเจียน เป็นพยาบาลทำงานอยู่ที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงด้วยกัน ต่อมาเมื่อโรงเรียนยกเลิก จึงย้ายไปทำงานกรุงเทพฯ (เจ้าบัวผัด ณ เชียงใหม่, สัมภาษณ์)

สถานีอนามัยที่ ๓ ที่เจ้าบัวผัด กล่าวถึงเป็นสถานรักษาพยาบาลหรือโรงพยาบาลยุคแรกๆ ของเมืองเชียงใหม่ที่เป็นของรัฐบาล ก่อนที่จะสร้างโรงพยาบาลสวนดอกที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ สถานีอนามัยที่ ๓ มีประวัติว่าสร้างดำเนินการในปี พ.ศ.๒๔๗๓ เดิมนั้นยังไม่มีโรงพยาบาลรัฐบาล แต่เรียกเป็นสถานีอนามัย สถานีอนามัยของเมืองเชียงใหม่เดิมอาศัยสถานที่ของกรมทหารราบที่ ๘ ในค่ายกาวิละตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๗ แต่เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากชุมชนเมื่อพลโทพระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ มาดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล จึงดำริที่จะหาสถานที่สร้างสถานีอนามัยใหม่และเห็นว่าที่ดินที่ตั้งโรงพยาบาลอเมริกันเชียงใหม่เก่าของคณะมิสชั่นนารีริมแม่น้ำปิง (สถานที่นี้หากลงจากสะพานนครพิงค์ตะวันตกเลี้ยวขวาจะอยู่ซ้ายมือ) ซึ่งเป็นสถานที่โรงพยาบาลเก่าก่อนที่จะย้ายไปสร้างโรงพยาบาลแมคคอร์มิค จึงให้นายแพทย์แม็คเคน หัวหน้าคณะมิสชั่นนารีช่วยประสานงานไปยังคณะที่อเมริกา ขอใช้สถานที่นั้นสำหรับราชการ เมื่อคณะมิสชั่นนารีอนุมัติแล้วจึงดำเนินการก่อสร้าง โดยสร้างเป็นตึก ๒ ชั้น ชั้นล่างเป็นพื้นคอนกรีตมีห้องตรวจโรค ห้องทำการรักษา ห้องบริบาลทารก ห้องทำฟัน ชั้นบนเป็นพื้นไม้สักมีห้องคลอดบุตร ห้องพักมารดา ห้องทารก ห้องพิเศษ ห้องจัดอาหาร ห้องนางอนามัย มีห้องอาบน้ำ ห้องส้วม ค่าก่อสร้างเป็นเงิน ๒๔,๕๒๗.๑๑ บาท (คำกล่วเปิดสถานีอนามัยที่ ๓ ของพระยาอนุบาลพายัพกิจ,หนังสือที่ระลึกงานฌาปณกิจศพพระยาอนุบาลพายัพกิจ,๒๕๑๒)

สมัยนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่หรือที่เรียกสมัยนั้นว่า ปลัดมณฑลประจำจังหวัดเชียงใหม่ และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดเชียงใหม่ คือ อำมาตย์เอก พระยาอนุบาลพายัพกิจ ชื่อเดิม คือ ปุ่น อาสนจินดา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๗๑ จนถึงปี พ.ศ.๒๔๘๐ ย้ายไปเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดอุบลราชธานีและต่อมาประสบปัญหาด้านการเมืองต้องออกจากราชการรับบำนาญ ขณะอายุ ๕๑ ปี หลังจากนั้นมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเชียงใหม่มีบ้านอยู่ถนนเมืองสมุทร ด้านหลังตลาดเมืองใหม่ในปัจจุบัน จนเสียชีวิตในปี พ.ศ.๒๕๑๒

ในพิธีเปิดสถานีอนามัยที่ ๓ นี้ พระยาอนุบาลพายัพกิจ ข้าหลวงประจำจังหวัดเชียงใหม่ได้กล่าวเชิญประธาน คือพระองค์เจ้าทิศศิริวงศ์ ตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ หากสมัยนั้นต้องเชิญตัดริบบิ้นหรือกดป้ายแพรเปิดอาคาร แต่ในสมัยปี พ.ศ.๒๔๗๓ นั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างจากสมัยนี้ โดยใช้คำว่าเชิญเหยียบตึกเพื่อเป็นมงคลฤกษ์ “บัดนี้ การก่อสร้างตึกได้เสร็จพอใช้การได้และฝ่าบาทได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จมา ณ ที่นี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานถือโอกาสอัญเชิญเสด็จมาทรงเปิดตึก โดยทรงไขกุญแจประตูตึก และเชิญเสด็จเหยียบตึกเพื่อเป็นมงคลฤกษ์ ในการที่จะใช้เป็นสถานที่รักษาพยาบาลคนเจ็บไข้ต่อไป” ถ้อยคำภาษาส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นเชื้อพระวงศ์ถึงหม่อมเจ้า จึงต้องราชาศัพท์ด้วย

ก่อนหน้านี้สถานที่นี้เป็นโรงพยาบาลของคณะมิสชั่นนารี มีชื่อว่า “โรงพยาบาลอเมริกันเชียงใหม่” หรือ “โรงพยาบาลเชียงใหม่” หรือ “โรงพยาบาลเชียงใหม่มิชชั่น” ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๓๓ มีประวัติว่าเริ่มต้นที่นายแพทย์แม็คเคน หรือชื่อเต็ม คือ ดร.เจมส์ ดับบริว แม็คเคน เป็นแพทย์แผนปัจจุบันจบจากกรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกัน มาทำหน้าที่มิชชันนารีและเป็นแพทย์รักษาคนไข้ที่เมืองเชียงใหม่ ได้เริ่มเสาะหางบประมาณตั้งโรงพยาบาลถาวรขึ้น เป็นเรือนไม้สักมีอาคาร ๔ หลัง หลังแรกเป็นบ้านพักแพทย์ อีก ๓ หลัง หลังใหญ่ด้านหน้าเป็นที่ทำการ มีห้องจำหน่ายยา ห้องตรวจโรคและห้องผ่าตัด อีก ๒ หลังเป็นเรือนไข้พิเศษ เรียกว่า Princes ward เพราะได้งบประมาณมาจากเจ้านายฝ่ายเหนือมาจัดสร้างอีกหลังเรียกว่า European ward ได้งบประมาณจากต่างชาติ และในบริเวณโรงพยาบาลนี้มีโรงผลิตวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ โรงพยาบาลนี้ได้รับใช้คนไข้อยู่เกิน ๔๐ ปีก่อนที่จะย้ายมาเป็นโรงพยาบาลแม็คคอร์มิค ซึ่งต่อมานายแพทย์แม็คเคนผู้นี้เองที่เป็นผู้สร้างนิคมผู้ป่วยโรคเรื้อนที่เกาะกลาง (ข้อเขียนของ น.พ.จินดา สิงหเนตร เรื่องประวัติการแพทย์แผนปัจจุบันภาคเหนือ จากหนังสือแม็คคอร์มิค ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๙ น.๑๒๓)

แต่หากย้อนไปถึงก่อนหน้าที่จะมีโรงพยาบาลอเมริกัน เชียงใหม่ที่สร้างโดยนายแพทย์แม็คเคนนั้น การแพทย์แผนปัจจุบันของเมืองเชียงใหม่เริ่มต้นโดย ดร.แดนเนียล แม็คกิลวารี และ โซเฟีย บลัดเล เริ่มเข้ามาสอนศาสนาในเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๑๐

นายแพทย์บุญชม อารีวงศ์ อดีตผู้นำอำนวยการโรงพยาบาลแม็คคอร์มิค ได้เขียนเกี่ยวกับการเดินทางของ ดร.แดนเนียล แม็คกิลวารี ในหนังสือโรงพยาบาลแม็คคอร์มิค ฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙ ไว้ว่า “ในปี พ.ศ.๒๔๐๑ มีชายหนุ่มชาวอเมริกันจากมลรัฐคาโรไลน่าเหนือได้อาสามาเป็นนักสอนศาสนาคริสเตียนในประเทศไทย ระหว่างที่อยู่ในจังหวัดพระนครท่านได้มีโอกาสรู้จักคุ้นเคยกับเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ซึ่งมักจะลงไปราชการที่จังหวัดพระนครหลายครั้ง ในที่สุดภายหลังที่ได้ทำการสมรสกับลูกสาวของหมอบรัดเลย์แล้ว ชายหนุ่มผู้นี้ได้ตัดสินใจที่จะเปิดสถานีสอนศาสนา (มิสชั่น) ใหม่ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในที่สุดโอกาสก็ได้มาถึงท่าน ในปี พ.ศ.๒๔๑๐ ท่านจึงได้พาครอบครัวของท่านขึ้นมาที่เชียงใหม่และเริ่มดำเนินกิจการในด้านคริสศาสนาจนท่านและภรรยาได้สิ้นชีวิตในจังหวัดนี้ ชาวเมืองเชียงใหม่เรียกท่านว่า “พ่อครูหลวง”

ดร.แม็คกิลวารี เป็นนักสอนศาสนาแต่อบรมวิชาแพทย์มาบ้าง เพราะเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่ศาสนา ต่อมาเห็นปัญหาด้านการรักษาพยาบาลที่ยังไม่ทันสมัยในเมืองเชียงใหม่จึงทำเรื่องขอแพทย์มาเพิ่ม แพทย์รุ่นต่อมา คือ นายแพทย์วรูแมน, นายแพทย์เอม.เอ.ชีค จนถึงนายแพทย์แม็คเคน ที่สร้างโรงพยาบาลอเมริกันเชียงใหม่ ก่อนที่จะมีถึงยุคที่นายแพทย์คอร์ทหาทุนมาสร้างโรงพยาบาลแม็คคอร์มิคและเปิดบริการเมื่อเดือนมกราคม ปี พ.ศ.๒๔๖๘

Cr. พ.ต.อ.อนุ เนินหาด / เนื้อเรื่อง – ภาพ